Archive for ตุลาคม 9th, 2012

กิจกรรมเสริมทักษะ เสริมพัฒนาการ สำหรับเด็ก (ฟรีดาวน์โหลด และสอนออนไลน์) *ภาษาอังกฤษ

Posted on 09/10/2012. Filed under: 10. แจกฟรีสื่อการสอน | ป้ายกำกับ:, , , , , |


กิจกรรมอนุบาล  kindergarten  Activities
 

  1. คลิกที่นี่ค่ะ>>> http://www.jumpstart.com

รายละเอียด: มี Resources, Games, Worksheets, Holidays, Activities, Manage Game, Dreamworks, Lesson Plans, Curriculum หน้าตาเว็บประมาณนี้ค่ะ…

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

————————————————————————————————————-

   2. คลิกที่นี่ค่ะ>>>http://www.bigactivities.com

รายละเอียด: BigActivities.com is designed for parents, teachers, and caregivers to help kids learn the basics or just have fun!

We know that all kids are different so we’ve provided a variety of activities that are free and printable.

  • Try one of our free coloring pages.
  • Learn the alphabet with our “connect the dots” activity pages.
  • Print flash cards to learn the ABC’s, numbers, addition, subtraction, or multiplication.
  • Give one of our math worksheets a try.
  • Practice your printing skills with a “learn to print” worksheet.
  • Master your writing skills with a “learn to write” worksheet.

These are just some of the activities that you can do on BigActivities.com.

————————————————————————————————————-

  3. คลิกที่นี่ค่ะ>>>http://www.ixl.com/

รายละเอียดในเว็บฯ : ตามภาพด้านล่างนี้เลยนะคะ และอีก ฯลฯ ค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

—————————————————————————————————————

Post By: กฤดาภรณ์ แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

ดาวน์โหลดฟรี : แบบฝึกทักษะอนุบาล (ทั้งในประเทศและต่างประเทศ)

Posted on 09/10/2012. Filed under: 10. แจกฟรีสื่อการสอน | ป้ายกำกับ:, , , , , |


คลิกตามลิงค์ด้านล่างนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก โรงเรียนบ้านปากโสม จ.หนองคาย http://www.paksom.org

Post By: กฤดาภรณ์ แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

เล็งฟ้องศาลปค.ปลดทุกข์ให้เด็กไทย กระทบ ‘แป๊ะเจี๊ยะ – แอดมิดชั่น- โอเน็ต’

Posted on 09/10/2012. Filed under: 06. ข่าว/เรื่องเล่า | ป้ายกำกับ:, |


สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย จัดเวทีแลกเปลี่ยนความทุกข์ทางการศึกษา จาก แป๊ะเจี๊ยะ –แอดมิดชั่น- โอเน็ต เผยจัดการผ่านฝ่ายบริหารไม่เกิดผล เล็งรวบรวมประเด็นความผิดยื่นศาลปกครอง

วันที่ 10 มิถุนายน สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย จัดงาน “เวทีคนทุกข์จากการศึกษาไทย : จากแป๊ะเจี๊ยะ Admission และ O-net” ณ ห้องประชุมกาหลา ชั้น 3 โรงแรมสวนดุสิตเพลส กรุงเทพฯ โดยให้ผู้ที่มีทุกข์จากการศึกษาไทยได้มาประชุมแลกเปลี่ยนปัญหาและทุกข์ หาเหตุแห่งทุกข์ และหาทางออกจากทุกข์ โดยสร้างการเคลื่อนไหวร่วมกันเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์ของการศึกษาไทย

นายสุรพล ธรรมร่มดี ฝ่ายวิชาการ สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย กล่าว ถึงความทุกข์จากการศึกษา ที่พบเจอในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรงเรียนขนาดเล็กที่กำลังถูกยุบควบรวม อันเนื่องจากกระทรวงศึกษาปล่อยปะละเลยไม่พัฒนาคุณภาพ และใช้วิธียุบทิ้ง  นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการทดสอบการศึกษาระดับชาติ หรือ โอเน็ต ที่จะมีการบังคับให้นักเรียนสอบแล้วก็จบให้ได้ ซึ่งทำให้มีผลกระทบอย่างมากในเรื่องของการไปกวดวิชาเพิ่มขึ้น หรือเด็กที่เริ่มเบื่อกับการเรียนที่เอาเกรด ก็จะเลิกเรียนกลางคัน เป็นต้น

นายสุรพล กล่าวว่า การรับนักเรียนเข้าศึกษา  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  ออกระเบียบเปิดช่องให้โรงเรียนสามารถเปิดรับนักเรียนใหม่ นอกโรงเรียนได้ 20% ของจำนวนนักเรียนที่จะขึ้นไปเรียนต่อในชั้นต่อไป ซึ่งโรงเรียนจะใช้ช่องนี้เรียกรับเงิน รวมถึงการที่จะคัดนักเรียนของตนเองที่มีคุณภาพต่ำๆ ออกไป และรับนักเรียนที่มีคุณภาพเข้ามาแทน

“วิธีการข้างขัดแย้งกับเจตนาของมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่ว่า การจัดการศึกษาต้องให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกัน ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่ว ถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” นายสุรพล กล่าว และว่า ที่ผ่านมาเราใช้ช่องทางไปประชุมกับคณะทำงานของทางกระทรวง แต่ไม่เกิดผล ระบบราชการก็เป็นแบบเดิม ซึ่งก็วนเวียนอยู่เช่นนี้ เป็น “เขาวงกต” ไม่มีการแก้ไข หรืออย่างเรื่อง แป๊ะเจี๊ยะ ก็เป็นการกระทำผิดกฎหมาย ฉะนั้น จึงทางสมาคมฯ มีแนวคิดที่จะฟ้องศาลปกครอง เพราะหากตุลาการเป็นที่พึ่งทางการเมืองได้ ก็ต้องเป็นที่พึ่งทางการศึกษาได้ เช่นกัน  ด้วยเหตุว่า เยาวชนกำลังได้รับความอยุติธรรมทางการศึกษามากมายหลายเรื่อง ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องใช้กลไกตุลาการเข้าไปตรวจสอบการทำงานของราชการด้วย

นายสุรพล กล่าวด้วย หลังจากนี้ จะเริ่มหาประเด็นที่ สพฐ. หรือหน่วยงานอื่นๆ เช่น  สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) (สมศ.) ทำผิดกฎหมาย แล้วจะทำสำนวนฟ้องศาลปกครอง โดยเฉพาะเรื่องโอเน็ต ที่จะมีการเตรียมออกระเบียบให้นักเรียนใช้คะแนน โอเน็ต 20% ในการจบการศึกษา เนื่องจากเห็นว่า วิธีการนี้เป็นการตัดการศึกษา และหวังว่าจะยุบเลิก สมศ. หากยังใช้วิธีการประเมิน โดยขาดกลไกการพัฒนาคุณภาพที่ตามมาด้วย หรือขาดมาตรการในการพัฒนาคุณภาพที่ดีพอตามมาด้วย ถ้า สมศ.ทำได้แค่ประเมินตกไม่ตกอย่างเดียวก็ควรยุบ

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักข่าวอิสรา

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

การศึกษาทางเลือก “บนลู่ทางอนาคต” เยาวชนไทย

Posted on 09/10/2012. Filed under: 04. วารสาร/บทความ | ป้ายกำกับ:, , , , , , , , , |


 

ภาพรายงานของสื่อมวลชน ที่รัฐบาลใช้แสดงความสำเร็จถึงนโยบาย การปฏิรูปการศึกษา ตาม พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ กำลังดำเนินไปอย่างตื่นเต้น มีตัวเลข เป็นรูปธรรม ในขณะที่หากเหลียวมองคุณภาพการศึกษาผ่านตัวเด็กๆ สู่อนาคตและพินิจความคาดหวังของสังคม ยังริบหรี่ไร้ทิศทาง เพราะกระบวนการปฏิรูปการศึกษา ถูกผลักดันสู่การปฏิบัติผ่านกลไกรัฐ ซึ่งก็คือกระทรวงศึกษาธิการ ที่ยังคับแคบทั้งในเชิงเนื้อหา คุณค่าและวิธีการ แม้ว่าหลายหน่วยงานมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปก็ตาม

สังคมไทยเฝ้ารอรับฟัง ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ยุทธวิธีที่เป็นรูปธรรม รูปแบบการปฏิบัติที่สอดคล้องทั้งภาครัฐและภาคประชาชน โดยกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเรี่ยวแรง แต่การรอชื่นชมถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งเรื่องวิธีการคิด วิธีการเรียนการสอน จากสถาบัน ยังห่างต่อแนวคิดการปฏิรูป และชุมชนเองก็ตระหนักที่จะเข้าไปมีบทบาทกับกระบวนการเรียนรู้ของลูกหลานนั้นยังน้อย จึงแต่รอการกลับมาอย่างอบอุ่นเห็นค่าของบุตรหลาน แต่ยิ่งรอความหวังยิ่งลางเลือน ความสำเร็จที่ฉายชัดผ่านสื่อมวลชนที่รัฐบาลปัจจุบันกล่าวถึง จึงเป็นเพียงการเสนอข่าวปรับรูปแบบการสอบเข้า Entrance การรับเด็ก การจัดโซน การแจกเทคโนโลยี เท่านั้น

แต่สิ่งที่ไม่เคยกล่าวถึง สำคัญและต้องลงลึกมองให้เห็น นั่นคือองค์รวมของกระบวนการสร้างสรรค์และสืบสานภูมิปัญญาของเยาวชนไทย จากรุ่นหนึ่งสู่หนึ่ง ผ่านเรื่องราว กิจกรรมทั้งในชีวิตจริงและจำลองขึ้น ผ่านประวัติศาสตร์ของการดิ้นรนต่อสู้ สังสันทน์ทางวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อแต่ละศาสนา แต่ละชุมชน ซึ่งนี่ก็คือ”การศึกษาเพื่อชีวิต” ทางเลือกของการเรียนรู้ที่สำคัญสัมพันธ์ทั้งตนเอง ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ

  สาทร สมพงษ์ ครูธรรมชาติแห่งโรงเรียนใต้ร่มไม้ ริมเทือกเขาบรรทัด อ.ป่าบอน พัทลุง ซึ่งบุกเบิกและนำพาเด็กๆ ในชุมชนต่างๆ โลดแล่นอยู่กับเรื่องราวของผื่นไพร กับนิทานสายน้ำ “สาทร สมพงษ์ ” ในค่ำคืนหนึ่ง ได้เผยมุมมอง แนวคิดถึงที่มา คุณค่าและความหมายของการศึกษาทางเลือก ผ่านทีมงานไทยเอ็นจีโอ ว่า

“เดี๋ยวนี้ เราเข้าใจว่า “การศึกษาต้องไปโรงเรียน” ดังนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ไปโรงเรียน หรือเรียนแค่ป.4 ก็เลยรู้สึกว่า ตัวเองไม่มีการศึกษา ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้ผมอยากเปลี่ยนวัฒนธรรมการศึกษา ที่ชาวบ้านหรือชุมชน หรือครอบครัว ก็ได้ ที่ไม่ใช่สถาบันรัฐ สามารถจัดการศึกษาเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี ก็เลยคิดว่า ปัจจุบันนี้มีชาวบ้านจัดกระบวนการศึกษากันเองเยอะ ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศในรูปของกิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลาย งานวิจัยเรื่องการศึกษาทางเลือกของผมจึงแบ่งออกเป็น setting ดังนี้

1.กลุ่มการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม เช่น กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มการจัดการทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็น ป่า ทะเล กลุ่มอาชีพ กลุ่มผู้หญิง เป็นต้น เหล่านี้คือกลุ่มเรียนรู้ผ่านกิจกรรม ซึ่งแต่ละกิจกรรมต่างก็ก่อให้เกิดการเรียนรู้แก่พวกเขา ได้พัฒนาคุณภาพชีวิตขึ้นมา ดั่งนั้น งานของผมที่ศึกษาและวิจัยการศึกษาทางเลือกภาคใต้ ซึ่งผมได้ เข้าไปศึกษาภูมิหลังขององค์กรต่างๆ ว่ามีกระบวนการเรียนรู้อย่างไร มีวัตถุประสงค์อะไร เนื้อหาแบบไหน กระบวนการหรือรูปแบบของเขาทำอย่างไร ผลลัพธ์ออกมาอย่างไรบ้าง เหล่านี้คือเป้าหมายการลงไปศึกษากระบวนการเรียนรู้ทางเลือกภาคใต้ ครับ

ส่วนความแตกต่างที่ผมค้นพบเปรียบเทียบกับการศึกษาในระบบ ได้ชัดๆ คือ การศึกษาทางเลือกนั้นเป็นเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทัศนคติ พัฒนการคิด การเชื่อ พัฒนาจิตใจ จิตวิญญาณเป็นหลัก แต่การศึกษาสมัยใหม่ เขาจัดอย่างนี้ แบบนี้ เช่น การศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ก็ศึกษาเพียงเพื่ออ่านออกเขียนได้ เพื่อช่วยในการประกอบอาชีพ คือเป้าหมายมันจำเพาะมาก ซึ่งมันหนักแต่เรื่องการเรียนหนังสือ แต่เรื่องการเรียนชีวิต การจัดการชีวิต จัดการสังคม ทรัพยากร นั้นไม่มี อย่าง พ.ร.บ.การศึกษา มาตรา 18 ที่พูดถึงการจัดการศึกษาโดยชุมชน ชาวบ้าน หรือโดยครอบครัว เหล่านี้ ล้วนคิดในกรอบเพื่อจัดการศึกษาในขั้นพื้นฐาน 12 ปี ยังไม่ใช่การพูดถึงการจัดการศึกษาในรูปกิจกรรม ที่ชุมชนจัด ซึ่งกระบวนเหล่านี้คือการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และเรากำลังรณรงค์เคลื่อนไหวในเรื่องนี้อยู่ เพื่อให้ พ.ร.บ.ระบุไป ไม่ใช่แค่เรื่องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ใครบ้างและอย่างไร แล้วรัฐคอยให้ทรัพยากรสนับสนุน ซึ่งมาตรา 18 ควรจะครอบคลุมตรงนี้ด้วยนะครับ

2.กลุ่มภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่พ่อครูแม่ครู จัดอบรมให้แก่เด็ก ทั้งเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม ทั้งหมอกลางบ้าน หมอพื้นบ้าน เรื่องแพทย์สมุนไพร เหล่านี้คือกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็ก เยาวชน หรือผู้สนใจเช่นกัน ซึ่งรูปแบบเหล่านี้ก็มีทั่วประเทศ

3. กระบวนการเรียนรู้ผ่านสื่อ คนทำสื่อ ไม่ว่าจะเป็นคนทำ web ต่างก็ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ให้กับคนที่เปิดเว็บเข้าไป หรือคนที่จัดรายการวิทยุดีๆ รายการโทรทัศน์ดีๆ เช่น รายการทุ่งแสงตะวัน เหล่านี้ ล้วนเป็นกระบวนการศึกษาทางเลือกทั้งสิ้นครับ

4.การศึกษาในรุปแบบกลุ่มทางศาสนา อย่างเช่น สวนโมกข์ ที่จัดอบรมเรื่องอาณาปณสติ เรื่องศาสนา หรืออย่างชุมชนอโศกที่จัดการศึกษาเรื่องความเป็นมนุษย์ ก็ถือว่าเป็นการศึกษาทางเลือกเช่นกัน เพราะทำให้เกิดการเรียนรู้จักการดำเนินชีวิต


5.สถาบันนอกระบบรัฐ
 เช่น สถาบันสลาตันของอาจารย์วิชัย สำนักแม่ชีเสถียรธรรม มหาลัยเที่ยงคืน วิทยาลัยวันศุกร์ ก็ถือว่าเป็นสถาบันนอกระบบรัฐ ทั้งนั้น เขามีการจัดกระบวนเรียนรู้ให้กับประชาชน ซึ่งมีผลก่อให้เกิดการยกระดับชีวิต จิตใจ เป็นอีกหนึ่งการศึกษาทางเลือก

6.สถาบันที่อิงระบบรัฐ อย่างโรงเรียนต่างๆ ที่จัดการศึกษาให้เด็กๆ นอกหลักสูตร เช่น พาเด็กๆ ไปเรียนรู้วิถีชาวบ้าน เรียนรู้กับพ่อครูแม่ครู ก็นับได้ว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบองค์รวม ซึ่งเป็นการศึกษาทางเลือกเช่นกัน

7.Home school หรือการจัดการศึกษาเองในครอบครัว ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็ก สำหรับเด็กที่ชอบสนุกกับการเรียนอยู่กับบ้าน มากกว่าโรงเรียน ซึ่งก็มีหลายท่านที่ค้นพบแนวทางนี้ จนมาเปิด home school รุ่นแรกๆ อย่างคุณหมอโชติช่วง ซึ่งท่านเคยผ่าน home school แล้วก็ไปเรียนต่อระบบข้างนอกจนจบ แล้วไปต่ออเมริกา ซึ่งก็สามารถเรียนได้ปกติ แต่การเรียนแบบนี้บางเรื่องก็อาจจะได้น้อยกว่า แต่บางเรื่อง ก็เรียนรู้ได้ลึกซึ้งกว่านะครับ ” นายสมพงษ์กล่าวให้ฟัง

“สำหรับสถานการณ์การศึกษาทางเลือก หลังสุดเมื่อครั้งที่เราได้สนทนากันในแวดวงผู้สนใจนะครับ ก็ได้ข้อสรุปคร่าวๆ มาว่า คนที่สนใจทำการศึกษาทางเลือกนั้น ต้องทำจริงๆ แน่นอนให้เข้มข้นมีคุณภาพ และเป็นทางเลือกให้ได้ แล้วก็สร้างพื้นที่สาธารณะ เปิดให้คนสนใจรับรู้มากขึ้น รู้จักมากขึ้น วันนี้เราเองอาจจะยังไม่กล้า ไม่มั่นใจพอ แต่ถ้ามีพื้นที่สาธารณะให้เขาได้มาสัมผัส ได้มาลองเรียนรู้ในช่วงวันหยุด มาเรียนรู้เรื่องชุมชน เรื่องทรัพยากร อะไรก็ได้ที่ในระบบจัดไม่ได้ ก็จะทำให้ผู้ปกครองได้พบ ได้นำมาเสริมให้ลูกหลานของเขามีคุณภาพมากขึ้น และขยายปริมณฑลของการเรียนรู้ให้กว้างขึ้นด้วย และรัฐเองก็ต้องเปิดให้กว้างมากขึ้น

สำหรับปัญหาการจัดกระบวนการการศึกษาทางเลือกนั้น บางส่วนก็เชื่อว่าขาดงบประมาณอยู่มาก สำหรับการทำการศึกษาทางเลือก แต่บางส่วนก็แจ้งว่า งบประมาณไม่ใช่ปัญหา เพราะเขาก็จัดของเขาไปได้ ซึ่งปัญหาก็แตกต่างกันออกไป อย่างกรณีเกาะยาว พังงา นะครับ คุณครูในโรงเรียนก็มาจากลูกหลานชาวบ้าน แต่กลับไม่ยอมรับที่จะให้องค์กรชาวบ้านเข้าไปร่วมจัดการศึกษาให้กับเด็ก ไม่เห็นความสำคัญที่จะให้เด็กๆ ไปดูพ่อแม่ลงอวน ลงไซ ลงทะเลอย่างไร เพราะเขาไม่เชื่อมั่นว่า นี่คือการเรียนรู้ นี่คือการศึกษา เพราะการศึกษา คือการมานั่งเรียนเลข เรียนภาษา เรียนวิทยาศาสตร์ นั่นคือการศึกษาของเขา ไม่ใช่เรื่องการไปเรียนเรื่องทะเล การจับปลา การดูแลป่า

แม้แต่ เรื่อง child center ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ครูก็ยังไม่เข้าใจ กลับคิดว่า child center เป็นเรื่องมอบหมายให้เด็กไปค้นคว้าคิดทำ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ครูยังสำคัญสำหรับเด็ก ครูยังต้องทำหน้าที่กระตุ้น สร้างบรรยากาศให้เกิดการเรียนรู้ เพียงแต่ว่า หัวใจหรือเป้าหมายมันอยู่ที่เด็ก เท่านั้น ฉะนั้น บทบาทการศึกษาจะดีหรือไม่ดี มันอยู่ที่ครูว่าจะวางตัวเป็นพี่เลี้ยงเด็กได้ดีแค่ไหน ไม่ใช่ปล่อยเด็กๆ แล้วครูสบาย” นายสมพงษ์ว่าและเพิ่มอีกถึงอนาคตของแนวทางการศึกษาทางเลือกและรูปแบบที่ควรจัดสรรนำเสนอสู่สังคม

“อนาคตของโรงเรียนทางเลือก ต้องเป็นโรงเรียนทางเลือกของคนทุกระดับจริงๆ คนรวย คนจน สามารถเรียนได้ อย่าลืมว่าคนรวยก็เป็นกลุ่มคนที่ขาดโอกาสนะครับ ขาดโอกาสได้มาสัมผัสชีวิตชุมชน สัมผัสชีวิตคนจน เขาไม่รู้หรอกครับว่าจนจริงๆ แล้วจนยังไง การคิดถึงคนจนคิดยังไง ตรงนี้คนรวยขาดโอกาส ดังนั้น ทำยังให้คนทุกระดับเข้าโรงเรียนทางเลือกได้ เช่น เก็บค่าเทอม ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บเท่ากัน อย่างคนจนจริงๆ ก็ไม่ต้องเสีย แต่ทำงานช่วยแทนได้

ส่วนหลักสูตรทางเลือก อย่างของโรงเรียนใต้ร่มไม้ ก็ผสมผสานทั้งจากในระบบและนอกระบบ อย่างแรก ที่เราทำเป็นหลักสูตร เช่น เรียนรู้เรื่องทรัพยากร ป่า น้ำ ดิน ทะเล เป็นต้น ซึ่งเด็กเขาน่าจะรู้ว่า บ้านเขาเองเป็นอย่างไร อะไรดี อะไรสูญหาย อะไรวิกฤติขึ้นในบ้านของเขา ทำให้เขามีสำนึกเป็นห่วงเป็นใย อย่างที่สอง เรื่องของใจ สำหรับเด็ก การมีพื้นฐานทางจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ การมีความรัก ความสุขในชีวิต เป็นเรื่องสำคัญ การหมกหมุ่นเอาแต่ใจตัวเองอย่างเดียว รักคนอื่นน้อย ก็ยิ่งทำให้เขาทุกข์ วิตกกังวล จมอยู่กับความอยากความโลภตัวเอง อย่างที่สาม เรื่องสุขภาพ เพราะถ้าหากมีสุขภาพไม่ดี หรือจิตใจใจดีแต่ร่างกายไม่ดี ก็ทำงานอย่างที่ใจอยากทำไม่ได้ ดังนั้นเด็กควรจะเรียนรู้ว่าอาหารอะไรควรกิน อะไรไม่ควรกิน กินสัดส่วนยังไง พักผ่อนยังไง เรื่องวิถีธรรมชาติบำบัด เรื่องการอดอาหาร เพื่อการรักษาโรค ทำได้อย่างไร เหล่านี้คือเรื่องที่เด็กต้องเรียนรู้ ที่นี้ เด็กในโรงเรียนไม่มีเรียน จะมีแต่ อาหารหลัก 5 หมู่ ซึ่งเด็กจะกินให้ครบได้อย่างไรเพียงเท่านั้น ทั้งที่ อาหารนั้นเป็นเรื่องทั้งศาสตร์และศิลป์ ละเอียดอ่อนมากครับ หรือเรื่องโยคะ เด็กสามารถเรียนรู้ให้เป็นวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีได้ หรือชีวจิตก็ใช่นะครับ เพราะใจที่ดีต้องมาคู่กับกายที่ดี เช่น ชีวจิต ที่นี้มาเรียนรู้พืชผักกับชุมชน ซึ่งปลอดสารพิษ อร่อยด้วยนะครับ อย่างชาวบ้านที่ชุมพร กล่าวสอนลูกหลานไว้ว่า

... “เราไปโค่นป่าทำลายป่า ถางที่ถางทาง แล้วก็ไปทำลายพืชผักป่าเป็นร้อยๆ ชนิด เพียงเพื่อจะปลูกผักชนิดเดียว หรือไม่กี่ชนิด หรือปลูกปาล์มน้ำมัน กาแฟ ตามนโยบายของรัฐที่ผลิตเพื่อส่งออก” …

โดยไม่เข้าใจเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งปัญหาทั้งหมด ก็ต้องมาโทษการศึกษา ที่ทำให้คนเหล่านี้สมองฟ่อหมดครับ อย่างที่สี่ เรื่องการเกษตร เพราะคนแถบบนี้เป็นคนชนบท ก็ต้องมาเรียนรู้เรื่องการเกษตร เรื่องยั่งยืน ว่ามีแนวทางอย่างไรบ้าง การทำปุ๋ยชีวภาพ ทำอย่างไร เรื่องการควบคุมกันเองของธรรมชาติเป็นอย่างไร และต้องทำอย่างไร หลายสิ่งหลายอย่าง เด็กก็น่าจะมาเรียนรู้ แม้แต่เรื่องเทคโนโลยีพื้นบ้าน การจัดการน้ำ ก็ล้วนน่าสนใจนะครับ


สาทร สมพงษ์

เพราะบทบาทการศึกษาทางเลือกในอนาคต จำเป็นและสำคัญมาก เนื่องจากคนเดี๋ยวนี้พูดได้เลยว่า ป่วยไข้ เพราะการศึกษามันตอบสนองไม่ได้ ทำให้ป่วยไข้ทางจิตวิญญาณ ทางสมอง มีแต่ความกังวล ความเครียด ความทุกข์ การหย่าร้าง หรือผิดหวังมากๆ ก็เครียด เด็กหลายคนขลุกอยู่กับเกมส์คอมพิวเตอร์ ซึ่งเมื่อมองการศึกษา ทำให้เห็นว่า ไม่รองรับการพัฒนาในทุกๆ ด้านของเด็ก มิติของชีวิตบางมิติ ไม่ได้รับการพัฒนา สมองบางส่วนที่มีหน้าที่ในการเจิรญเติบโต พัฒนาตามวัย แต่ไม่ได้รับการเรียนรู้หรือใช้มัน ทำให้คนในปัจจุบันนี้กระด้างมากขึ้น ในบางเรื่องบางอย่าง ขาดความละเอียดอ่อนในชีวิต ขาดความกลมกล่อม สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ในครอบครัวเองก็คุยในภาษาที่ต่างกันมาก สื่อความหมายกันยากขึ้นเรื่อยๆ ทะเลาะกันในปัญหาที่ง่ายขึ้น สังคมมันสับสนอลหม่านไปหมด ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็มาจาก พื้นฐานการศึกษาที่ไม่เอื้อให้มนุษย์ไปสู่ความสมบูรณ์ เป็นรากฐานที่ก่อให้เกิดปัญหาเชื่อมโยงไปอีกหลายๆ มิติครับ”นายสมพงษ์อธิบาย


ขอบคุณข้อมูลจาก : ทีมงาน ThaiNGO 

http://www.thaingo.org/story3/news_altEducation_210446.htm

Post By: กฤดาภรณ์ แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

รวมรายชื่อวิทยานิพนธ์ และบทความ : การจัดการศึกษาโดยครอบครัว Home School ในประเทศไทย

Posted on 09/10/2012. Filed under: 04. วารสาร/บทความ, 05. งานวิจัย/หนังสือ/เอกสาร | ป้ายกำกับ:, , , , , , , , , , , |


ขอบคุณข้อมูลจาก : จากโครงการเครือข่ายห้องสมุดในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา

ThaiLIS – Thai Library Integrated Sysะem เว็บไซต์ http://tdc.thailis.or.th 

  • หากต้องการดาวน์โหลดจะต้องสมัครสมาชิกกับเว็บไซต์ http://tdc.thailis.or.th **(ไม่เกิน 6 ชื่อเรื่อง/วัน)
  • หากดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ตในมหาวิทยาลัยที่เป็นเครือข่ายร่วมโครงการฯ สามารถดาวน์โหลดฟรีไม่จำกัดจำนวนค่ะ
  • เอกสารที่ Download เป็นเอกสารที่สงวนไว้สำหรับการใช้งานเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ประโยชน์ด้านการค้า ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งห้ามมิให้ดัดแปลงเนื้อหา และต้องอ้างอิงถึงเจ้าของเอกสารทุกครั้งที่มีการนำไปใช้ ด้วยนะคะ

———————————————————————————————————————

ลำดับ ชื่อเรื่อง : บทความ Date Create ขนิดเอกสาร มหาวิทยาลัย/สถาบัน
1 A study of learning technology utilization to provide home schoolingโดย :Jariya Neanchaleay;Sumalee Chanchalor;Thipa Noiprai 2005 บทความ/Article มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
2 โฮมสคูล (Home School) : การสร้างอริยทรัพย์แห่งตน

โดย : สมจิตร อุดม

0 บทความ/Article มหาวิทยาลัยทักษิณ
 

3

 

การจัดการศึกษาโดยครอบครัว (Home school) โดย : ทัศนา แสวงศักดิ์

 

2545

 

บทความ/Article

 

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

4

 

 

Home school ทางเลือกใหม่ของพ่อแม่ยุคไฮเทค

โดย : ภารดี รัตนอุดม

 

 

2544 บทความ/Article มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

———————————————————————————————————————

ลำดับ ชื่อเรื่อง : วิทยานิพนธ์ Date Create ขนิดเอกสาร มหาวิทยาลัย/สถาบัน
1 การจัดการศึกษาโดยครอบครัวของประชาชนในจังหวัดเชียงราย โดย : เกียรติคุณ จันแก่น 2544 วิทยานิพนธ์/Thesis มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
 

2

 

ความเป็นไปได้ของการจัดการศึกษาโดยครอบครัวในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่

โดย : ทรงศักดิ์ กฤติยาภิชาตกุล

2546 วิทยานิพนธ์/Thesis มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
 

3

 

อนาคตภาพของการจัดการศึกษาโดยครอบครัวในกรุงเทพมหานคร;Scenarios of home schooling in Bangkok Metropolis โดย : นิลวรรณ แซ่จิว

 

2543

 

วิทยานิพนธ์/Thesis

 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

4

 

การพัฒนาตัวบ่งชี้มาตรฐานการศึกษาเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอก ของการจัดการศึกษาโดยครอบครัว;A development of educational standard indicators for external quality assessment of homeschool  โดย : นุชสิริ โค้นหล่อ

2545 วิทยานิพนธ์/Thesis จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 

5

 

การวิเคราะห์แนวคิดและรูปแบบการจัดการศึกษาโดยครอบครัวในประเทศไทย ;Analysis of the homeschooling concepts and models in Thailand 

โดย : จันทน์กฤษณา ผลวิวัฒน์

2547 วิทยานิพนธ์/Thesis จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 

6

 

สภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการจัดการศึกษาโดยครอบครัว;State of using information and communications technology in homeschooling

โดย : อำพา แก้วกำกง

2547 วิทยานิพนธ์/Thesis จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 

7

 

การตัดสินใจยอมรับแนวคิดการจัดการศึกษาโดยครอบครัว ของพ่อแม่ผู้ปกครอง;The decision of the parents in the adoption of homeschool education 

โดย : ทองไพรำ สถาวรินทุ

 

2543 วิทยานิพนธ์/Thesis จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 

8

 

การนำเสนอรูปแบบการจัดการเรียนการสอนบนเว็บสำหรับการจัดการศึกษาโดยครอบครัว;A proposed web-based instructional management model for homeschoolingโดย : สราวุฒิ แช่มเมืองปัก

2547 วิทยานิพนธ์/Thesis จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 

9

 

การพัฒนาสื่อระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เรื่อง การจัดการศึกษาโดยครอบครัว โดย : ดนุวัศ ภาชนะ;นิชาภัทร วรรณพฤกษ์;วิวัฒน์ มีสุวรรณ์;รัชฎาวรรณ ศักดิ์มังกรกุล;อรุณี กุลพรม

2544 วิทยานิพนธ์/Thesis มหาวิทยาลัยนเรศวร
 

10

 

การพัฒนาตัวบ่งชี้การจัดการศึกษาโดยครอบครัว;The development of indicators for home school โดย : ผกาวรรณ นันทวิชิต

2549 วิทยานิพนธ์/Thesis มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
 

11

 

อนาคตภาพการจัดการศึกษาโดยครอบครัวในทศวรรษหน้า;The Trend of home schooling in the next decadeโดย : กุลวิภา ชีพรับสุข

2546 วิทยานิพนธ์/Thesis มหาวิทยาลัยศิลปากร
 

12

 

การศึกษารูปแบบการจัดการศึกษาโดยครอบครัวสำหรับเด็กปฐมวัยโดย : สุนันทา ธนฤกษ์ชัย

2544 วิทยานิพนธ์/Thesis มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
 

13

 

การจัดการศึกษาโดยครอบครัว : กรณีศึกษารายกรณีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดย : ไข่มุก แซ่พ่าน

2553 วิทยานิพนธ์/Thesis มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
 

14

 

การพัฒนางานสวัสดิการสังคมด้านการศึกษา : กรณีศึกษาการจัดการศึกษาโดยครอบครัวในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน;Development of educational welfare : a case study of home school providing basic educationโดย : ปัญญดา ญาณวิชรา

 

2554 วิทยานิพนธ์/Thesis มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
—————————————————————————————-
Post By: กฤดาภรณ์ แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู
Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

วีดีโอ : ตัวอย่างการจัดการเรียนรู้ home school คู่กับระบบโรงเรียน โดย แม่ปุ๋ม กับน้องปัญปัน

Posted on 09/10/2012. Filed under: + ระดับปฐมวัย/อนุบาล, 08. วีดีโอ/รายการทีวี | ป้ายกำกับ:, , , , , , , , , |


บ้านเรียนของเรา คือ ทำ home school คู่กับส่งลูกเรียนนานาชาตินะคะ

น้องจะติดพูดภาษาอังกฤษ แม่ต้องคอยเสริมภาษาไทย (พ่อ/แม่ไทย ลูกก็ไทยไม่ได้เป็นลูกครึ่งนะคะ )

ครึ่งภาคใต้+อีสาน นี่ล่ะค่ะ แต่เราจัดสภาพแวดล้อม และเลือกใช้สื่อให้ลูกเป็นเด็กสองภาษาได้

ความเป็นมา: 

ซื้อหนังสือเด็กสองภาษาพ่อแม่สร้างได้มาอ่าน (ลูกอายุ 1 ขวบ 4 เดือน) แม่เลยสร้างสภาพแวดล้อมให้ลูก โดยการพาไปเรียนปนเล่นกับชาวต่างชาติ (เด็กๆต่างชาติ..ไม่มีเด็กไทย) และมีครูชาวอังกฤษ (พูดไทยไม่ได้เลย) โดยแม่ก็อยู่กับน้องด้วยตลอดเวลาไม่ได้ไปฝากเลี้ยงแบบเนอสเซอรี่นะคะ  ตั้งแต่เช้าประมาณ 9 โมง ถึง 3 โมงเย็น จนน้องเริ่มพูดได้ ก็เลยเห็นข้อบกพร่อง ที่เราต้องคอย Balance รักษาสมดุลย์ระหว่างความเป็นไทย/และสากล

นั่นล่ะค่ะ จุดเริมต้นของ home school ของบ้านเรา คือ เริ่มตั้งแต่ “ก่อน” ส่งเข้า ร.ร.นานาชาติ

ทำไมต้อง ร.ร.นานาชาติ ?

คำตอบคือ ภาษาอังกฤษ เป็นประตูที่จะนำลูกไปสู่คลังความรู้มากมายในโลกนี้ โดยไม่ต้องรอให้ใครมาแปลเป็นภาษาไทยให้ก่อน ถึงจะได้เรียนรู้น่ะค่ะ (การรู้อย่างแตกฉาน ดุจภาษาแม่ หากเรียนในหลักสูตรไทยบ้านเรา ไม่มีทางเลยค่ะ ถ้าไม่เรียนพิเศษ! หรือมีสำนึกในการศึกษาด้วยตนเอง)

ประเด็นสำคัญ คือ ไม่อยากให้ลูกเรียนพิเศษแบบอาทิตย์ละ 7 วัน เช้าตรู่ ถึงดึกดื่น ทุกคนในครอบครัวก็ต้องไม่มีเวลาไปด้วย เช่น เวลาที่จะทำอาหารดีๆ รับประทานกัน เป็นต้น เพราะต้องกินอะไรง่ายๆ เร็วๆ เช่น มาม่า หรือของกินตามร้านสะดวกซื้อ เพื่อให้ลูกมีเวลาเรียน และกวดวิชาเอาเป็นเอาตาย ตั้งแต่อนุบาล จนถึง ม.6 แล้วเข้ามหาวิทยาลัย (จบมาก็ไม่รู้จะมีงานทำหรือปล่าว?) และระบบเส้นสาย เส้นใหญ่ เส้นก๋วยจั๊บ ของโรงเรียนในระบบทั้งรัฐและเอกชน ฯลฯ สรุปว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวเราก็แล้วกันนะคะ (ไม่งั้นบ่นยาววว..เดี๋ยวงานเข้าค่ะ)

และบังเอิญแม่ได้อ่านเจอ 2 บทความ ที่น่าสนใจมาก และถือเป็นการจุดประกายให้บ้านเรียนของเรา เดินมาถึงวันนี้ คือ

คลิกที่ชื่อบทความด้านล่าง เพื่ออ่านได้เลยค่ะ>>>

  1. โรงเรียนนานาชาติ : มุมมองของพหุวัฒนธรรมทางการศึกษา โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย สมบูรณ์
  2. ทำ “โฮมสคูล” ควบคู่ระบบโรงเรียน ตอนที่ 1-9 โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

วีดีโอนี้ เป็นตัวอย่างเล็กๆ ให้ดูว่า…บ้านเรียนของเราจัดการเรียนรู้ 2 ระบบอย่างไร?

ตัวอย่างนี้คือ สอนลูกเรื่องรีไซเคิล (บูรณาการฯ ทุกวิชาตั้งแต่ภาษา คณิตฯ ศิลปะ ฯลฯ และประสบการณ์สำคัญของปฐมวัย)

*ภาพถ่าย+VDO+สื่อการสอน ที่แม่เลือกมา มีตอนท้ายวีดีโอนี้ให้ดูนะคะ 

และขอโทษที่แม่ไม่ได้แต่งหน้า ทำผม แต่งตัว (ไม่แคร์สื่อ) แบบว่าบ้านๆ ธรรมชาติ (ลงโทษ) ไปนิดนึงงง 555

รายละเอียด :

แม่เริ่มจากดูหลักสูตร ร.ร.นานาชาติของลูกว่าเทอมนี้เรียนอะไร และหลักสูตรของไทย ว่ามีอะไรบ้าง ที่จะมาเชื่อมโยงเนื้อหาและการเรียนรู้ร่วมกันได้ จะสอนหลังลูกเลิกเรียน 14:30 น. วันไหนลูกง่วงก็ให้หลับไปก่อน ตื่นมาค่อยว่ากัน ^_^zzz

แต่ละเรื่องที่นำมาสอน แม่จะกำหนดเนื้อหา เวลา จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการประเมินผล เครื่องมือวัดผล (ส่วนใหญ่ใช้แบบสังเกต สัมภาษณ์ สอบถาม ง่ายๆ ให้ตรงกับจุดประสงค์ที่เราวางไว้ คือ ลิสต์เป็นข้อ ๆ เช่น เรื่องกล้ามเนื้อมัดเล็ก ตัดกระดาษ, ลากเส้น, อธิบาย, บอกความหมายของคำว่า รีไซเคิลได้ เป็นต้นค่ะ

จากนั้นก็หาสื่อฯ เช่น ภาพ เพลง การ์ตูน ฯลฯ มาทำแผนการสอน (แผนการจัดการเรียนรู้) *การประเมินผลส่วนใหญ่แม่ใช้สังเกต และสอบถาม ไม่เน้นการเขียนตอบข้อสอบอะไรนะคะ *ที่สำคัญคือ ให้ลูกประเมินตนเอง และแสดงความพึงพอใจในการเรียนด้วยทุกครั้ง (ง่ายๆ โดย ทำภาพการ์ตูนหน้ายิ้ม 1 ช่อง หน้าบึ้ง 1 ช่อง ให้ลูกกาในช่องสี่เหลี่ยม ถ้าชอบการเรียนครั้งนี้ก็กาช่อง หน้ายิ้ม เป็นต้นค่ะ)

ขั้นตอน : เริ่มต้น…ตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน

1. พูดคุยถึงเรื่องที่ลูกชอบ (น้องปัญปัน ชอบช้าง มากๆ)

2. แม่ก็ต้องโยงเรื่องช้าง มาเป็นรีไซเคิลให้ได้ (เช่น ชวนคุยเรื่องไปเที่ยวสวนสัตว์ ไปดูช้าง ให้อาหารช้าง แล้วแวะกินไอศครีม ขนม ดื่มน้ำ แล้วทิ้งลงถังขยะ ^_^ พอลูกหลงกลเรียบร้อย+สนใจสุด ๆ (อิอิ^^) ก็เปิดเพลงให้ฟัง เปิดการ์ตูนให้ดู (หาได้จาก google และ youtube นะคะ ของฟรีและดี มากมาย) แม่เปิดการ์ตูนหุ่นมือสอนเรื่องรีไซเคิล และเปิดรายการ Art Attack ของ Disney ตอนขวดน้ำมาทำถังขยะให้ลูกดู พอดูจบก็ถามลูกว่าพวกเราจะเอาอะไรมารีไซเคิลกันดี แล้วทำเป็นอะไร? ลูกก็บอกว่า “เอาขวดน้ำ มาทำถังขยะรูปช้างก้านกล้วย” (เข้าทาง..ตามแผน^_^)

ต่อจากนั้น…ก็ส่งลูกไปโรงเรียน…ระหว่างวันแม่ก็เตรียมอุปกรณ์ ไปซื้อบ้าง หาในบ้านบ้าง เตรียมให้พร้อม ^_^

หลังเลิกเรียน…ระหว่างเดินกลับไปขึ้นรถ…

3. ชวนคุยถึงเรื่องที่โรงเรียนวันนี้เป็นไง แล้วคุยต่อเรื่องที่เราสอนเค้าเมื่อเช้าทั้งเนื้อหา การ์ตูน และร้องเพลงฯลฯ

เข้าเนื้อหาต่อ…

4. ชวนลูกไปเก็บขยะ (บริเวณโรงเรียน นี่ล่ะ ง่ายดี) แล้วแยกประเภทว่าอะไรรีไซเคิลได้ อะไรไม่ได้ นับจำนวนไปด้วย แล้วก็ให้คิดออกแบบดีไซน์ จินตนาการไป ว่าจะเอาไปทำเป็นส่วนประกอบอะไร เป็นต้นค่ะ (สุดท้ายก็ได้ขวดน้ำถังใหญ่ จากพี่แม่ค้าในโรงอาหาร^_^)

นั่งรถ..กลับบ้าน..ลูกหลับซะงั้น zzzz (ตามสบาย) หลับเลยจ้าลูก…

5. ระหว่าง รอลูกตื่น เราก็มาออกแบบว่าจะทำยังไงให้ถังน้ำ กลายเป็นถังขยะ รูปช้างก้านกล้วยสีฟ้า อุปกรณ์มีอะไรบ้าง (เตรียมพร้อม)

6. พอลูกตื่น ก็ให้กินของว่าง ดื่มนม แล้วชวนเรียนต่อ (โดยลูกไม่รู้ตัว) Learn and Play ไงคะ^_^ ให้เค้าช่วยเตรียมอุปกรณ์ด้วย (จริงๆแล้วเราก็เตรียมแล้วนั่นล่ะ แต่แสดงละครไงคะ ให้เค้ามีส่วนทุกขั้นตอนให้มากที่สุด)

8. อธิบายลูกถึงขั้นตอนการทำ

9. ลงมือทำกันเลย^_^ ปล่อยลูกตามสบายเลยค่ะ เราแค่คอยช่วยเท่านั้น

10. เสร็จแล้วก็สรุปเนื้อหา พูดคุย สอบถาม ให้ลูกอธิบาย Concept ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับรีไซเคิล แม่ก็พากย์เสียงถังขยะ เป็นช้างก้านกล้วยเล่นกับลูกไปด้วยเลย รอบนี้ลูกเก็บอุปกรณ์ เก็บขยะเรียบร้อยเลยค่ะ ชอบถังขยะอย่างแรงงง

 

แสดงโดย:  น้องปัญปัน กับแม่ปุ๋ม ///ผู้กำกับ+ตากล้อง: พ่อหม่อม /// ตัดต่อ: แม่ปุ๋ม

;-) ปล. ลืมบอกว่าที่โรงเรียนลูกก็จัดกิจกรรมรีไซเคิลค่ะ “Tree planting and Fashion show united Nations”

บ้านเราก็จัดเลยค่ะ “ชุดหนังสือพิมพ์ไทย” (ตามภาพ)

;-) จบแล้วค่ะ The End

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

แบบฟอร์ม/ตัวอย่าง: รายงานการประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเภทการจัดการศึกษาโดยครอบครัว พ.ศ.2553

Posted on 09/10/2012. Filed under: 05. งานวิจัย/หนังสือ/เอกสาร | ป้ายกำกับ:, , , , , , , , , , |


หน้าปก…

บ้านเรียน…………………………………………
บ้านเลขที่…………….แขวง/ตำบล……………………..
เขต/อำเภอ……………………..จังหวัด…………………………….
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา…………………. เขต……..
สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.๒๕๕๓

ปกใน

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน)
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

บ้านเรียน…………………………………………………………เลขที่…………… ตั้งอยู่หมู่ที่…………………..แขวง/ตำบล………….เขต/อำเภอ………………………………………จังหวัด…………………………………….. สังกัด……………………………………………… จัดการศึกษาระดับชั้น……………..ถึงชั้น……………………………ผู้จัดการเรียนการสอน………………………………………………………………คน

ได้รับการประเมินรอบสอง เมื่อวันที่ ………………………………………………………………………………………………………………

๑. ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน : ประถมศึกษา/มัธยมศึกษา ผู้จัดการศึกษาจำนวน…คน นักเรียน จำนวน…คน

เนื้อหา

ผลการประเมินคุณภาพภายนอกบ้านเรียน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน : การศึกษาปฐมวัย
๑. บ้านเรียน………………….มีผลการจัดการศึกษาที่ได้มาตรฐานคุณภาพ สมศ. ระดับดีขึ้นไปจำนวน…….มาตรฐาน ได้แก่ (เขียนเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยของมาตรฐานมากไปน้อย)

  • ๑) ………………………………………………………………………………………………………………
  • ๒) ………………………………………………………………………………………………………………
  • ๓) ………………………………………………………………………………………………………………
  • ๔) ………………………………………………………………………………………………………………
  • ๕) ………………………………………………………………………………………………………………
  • ๖) ………………………………………………………………………………………………………………
  • ๗) ………………………………………………………………………………………………………………….

๒. บ้านเรียน…………………….มีผลการจัดการศึกษาที่ได้มาตรฐานคุณภาพ สมศ.ต่ำกว่าระดับดี จำนวน…….มาตรฐาน ได้แก่
(เขียนเรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยของมาตรฐานมากไปน้อย)

  • ๑) ………………………………………………………………………………………………………………
  • ๒) ………………………………………………………………………………………………………………
  • ๓) ………………………………………………………………………………………………………………
  • ๔) ………………………………………………………………………………………………………………
  • ๕) ………………………………………………………………………………………………………………
  • ๖) ………………………………………………………………………………………………………………
  • ๗) …………………………………………………………………………………………………………………

สารบัญ
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
ตอนที่ ๑ สภาพทั่วไปของบ้านเรียน……………………………………………………………………
ตอนที่ ๒ ผลการประเมินคุณภาพภายนอกของบ้านเรียน
การศึกษาขั้นพื้นฐาน
มาตรฐานที่ ๑ ผู้เรียนมีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์
มาตรฐานที่ ๒ ผู้เรียนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี
มาตรฐานที่ ๓ ผู้เรียนมีความใฝ่รู้ใฝ่เรียน
มาตรฐานที่ ๔ ผู้เรียนคิดเป็น
มาตรฐานที่ ๕ ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ตามหลักสูตร
มาตรฐานที่ ๖ บ้านเรียนมีการบริหารและการพัฒนาที่มีคุณภาพ
มาตรฐานที่ ๗ บ้านเรียนมีการประกันและพัฒนาคุณภาพภายใน
ตอนที่ ๓ สรุปผลการประเมินคุณภาพภายนอกของบ้านเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
วิเคราะห์บ้านเรียนจากผลการประเมิน…………………………………………………..
ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาบ้านเรียน…………………………………………………………
นวัตกรรมและสิ่งดีเด่น รวมทั้งการปฏิบัติที่เป็นเลิศของบ้านเรียน(ถ้ามี)
ทิศทางการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของบ้านเรียนในอนาคต…………….
ภาคผนวก
กำหนดการประเมิน…………………………………………………………………
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ………………………………………………………
รายนามคณะผู้ประเมินและการรับรองรายงาน ………………………………………….

สรุปผลการประเมินคุณภาพภายนอกของบ้านเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

การศึกษาขั้นพื้นฐาน

ค่าเฉลี่ย

ระดับคุณภาพ

มาตรฐานที่ ๑ ผู้เรียนมีคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์
มาตรฐานที่ ๒ ผู้เรียนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี
มาตรฐานที่ ๓ ผู้เรียนมีความใฝ่รู้ใฝ่เรียน
มาตรฐานที่ ๔  ผู้เรียนคิดเป็น
มาตรฐานที่ ๕  ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ตามหลักสูตร
มาตรฐานที่ ๖  บ้านเรียนมีการบริหารและการพัฒนาที่มีคุณภาพ
มาตรฐานที่ ๗  บ้านเรียนมีการประกันและพัฒนาคุณภาพภายใน

ค่าเฉลี่ยของผลประเมิน ๗ มาตรฐาน =…………………..มีคุณภาพระดับ………………

…..

อ่านต่อ และดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็ม

คลิกที่นี่ค่ะ>>>รายงานการประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน Home School

 

Post By: กฤดาภรณ์ แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

เรียนภาษา เรียนชีวิต เรียนภาษาอย่างไรให้เก่ง? โดย ดร.เสรี พงศ์พิศ

Posted on 09/10/2012. Filed under: 07. การศึกษา/หลักสูตรและการสอน | ป้ายกำกับ: |


จากบทความเรื่อง: เรียนภาษา เรียนชีวิต  จากโฮมเพจ ดร.เสรี พงศ์พิศ

ตอนแรกตั้งชื่อเรื่องว่าเรียนภาษาอย่างไรให้เก่ง แต่ฟังดูออกจะเชย เพราะเขาพูดเขาเขียนกันเต็มบ้านเต็มเมืองนานแล้ว มีรายการส่งเสริมการเรียนภาษาอังกฤษทางทีวี อย่างฝรั่งนายอะไรที่ออกช่องสามตั้งแต่เช้ามืด และอีกหลายรายการซึ่งน่าสนใจ เพราะสมัยผมยังเด็กไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือดีๆ แบบนี้ แต่ผมก็คิดว่ายังโชคดีที่มีปัจจัยอื่นๆ ที่ช่วยให้เรียนภาษาได้ดีไม่แพ้วันนี้ หรืออาจดีกว่าด้วยซ้ำ

ผมเรียนโรงเรียนประจำที่บ้านนอก สกลนคร มีฝรั่งมิชชันนารีสอนภาษาอังกฤษ เริ่มเรียนตั้งแต่ ม.๑ ซึ่งเทียบได้กับ ป.5 ในปัจจุบัน เพราะสมัยนั้นเขาแบ่งชั้นเรียนเป็น ป.1-4 แล้ว ม.1-8 ผมเรียนภาษาอังกฤษไม่เกินสามปีก็คิดว่า “ใช้งานได้ดี” คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน ได้พอสมควร

ไม่ได้บอกว่าเด็กสมัยนั้นเรียนเก่งกว่าเด็กสมัยนี้ แต่บรรยากาศ สิ่งแวดล้อมต่างๆ น่าจะเอื้อต่อการเรียนภาษา ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมให้เด็กอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ หนังสือนวนิยายที่เขาทำให้ง่าย (simplified) เขาจะทำเป็นระดับต่างๆ ให้เหมาะสมกับความสามารถของเด็ก หนังสือเหล่านี้มีอยู่เต็มห้องสมุด ล้วนแต่สนุกๆ ทั้งนั้น ทีวีก็ยังไม่มี ไม่มีอะไรมาทำลายสมาธิ

ที่สำคัญ ครูหรือ “คุณพ่อ” ท่านมีวิธีจูงใจเด็กให้อยากอ่านหนังสือมากยิ่งขึ้นเมื่อท่านบอกว่า ให้อ่านแล้วตอบคำถามท้ายเล่ม แล้วเอาไปให้ท่านตรวจ ถูกกี่ข้อท่านให้คะแนนแล้วก็เอาคะแนนไปสะสมเป็นแต้มเป็นคูปอง เอาไปแลกขนม สมุด ปากกา ดินสอ และของเล่นต่างๆ ซึ่งล้วนแต่ดีๆ ทั้งนั้น เด็กอย่างพวกเราสมัยนั้นไม่มีตังค์ค่าขนม ไม่มีตลาดหรือร้านค้าที่ไหนให้ออกไปซื้อของ ทุกอย่าง “กิน-นอน” ในนั้น เขาถึงเรียกว่าโรงเรียนกินนอน

จะบอกว่าพวกเราอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเหล่านั้นแบบ “เอาเป็นเอาตาย” ก็คงไม่ผิด เพราะว่างไม่ได้เป็นต้องอ่านหนังสือแล้วตอบคำถามต่างๆ จะว่าแข่งกันก็ได้ แล้วจะไม่ให้รู้ภาษาอังกฤษได้อย่างไร เพราะนั่นคือการเรียนวิชา comprehension ดีๆ นี่เอง

คนเรียนภาษานี่ ถ้าอ่านมากๆ คุ้นเคยกับภาษา ศัพท์หลายคำ แม้ไม่ได้เปิด “ดิก” ก็พอเดาความหมายได้ อ่านนานๆ เข้าก็เข้าใจเอง ที่สำคัญ การอ่านทำให้เข้าใจ “วิถีชีวิต” ของ “ฝรั่ง” เรียนรู้จากเรื่องราวที่เขียนเป็นนิยายสนุกๆ เหล่านั้น

นอกนั้น คุณพ่อยังโรเนียวบทสนทนาต่างๆ ให้เราท่อง แล้วฝึกหัดพูด โดยให้เอาไปสนทนากันจริงๆ ระหว่างพัก สนทนาได้กี่ประโยคก็ให้จดลงในสมุดว่าได้สนทนากันเรื่องอะไร กี่ประโยค เอาไปแลกคูปองได้เช่นเดียวกัน

คงมีคนสงสัยว่า แล้วเด็กไม่โกงหรือ ผมว่าอาจจะมีนะ แต่นั่นคือวิธีการสอนให้เด็กเรียนรู้ “เสรีภาพ” โดยหลักที่ว่า “ถ้าไม่ให้เสรีภาพก็ไม่รู้ว่าเสรีภาพคืออะไร” ผมคิดว่า มิชชันนารีมีหลักคิดที่ต้องการสอนให้เด็กๆ เรียนรู้ มีความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง เคารพตัวเองมากกว่าอย่างอื่น นั่นคือคุณธรรมอันดับแรกก็ว่าได้ คนเราถ้าไม่เคารพตัวเองก็ไม่มีวันที่จะเคารพคนอื่นหรอก ไม่รักตัวเองก็รักคนอื่นไม่เป็น

ผมจำได้ว่า เมื่อใดที่มีแขกฝรั่งต่างชาติไปที่โรงเรียน พวกเขาจะรุมล้อมคุยด้วยเป็นภาษาอังกฤษเหมือนกับคนกระหายใช้ภาษาที่ได้เรียนมา ไม่มีใครวิ่งหนีฝรั่งเพราะกลัวฝรั่งจะถามแล้วตอบไม่ได้

ครูคนที่ผมรำลึกถึงมากที่สุดที่สอนเรื่องเหล่านี้ชื่อ Germain Berthold ท่านเป็นชาวสวิส บ้านเกิดอยู่ที่เมือง Porrentruy แคว้น Jura ติดชายแดนฝรั่งเศส ตอนที่ผมเรียนที่โรมได้ไปเยี่ยมครอบครัว ญาติพี่น้องของท่านที่เมืองนี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวนา ทำฟาร์มเหมือนชาวนาสวิสทั่วไป

“ครู” คนนี้ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบิชอบของมิสซังอุบลราชธานี ท่านถึงแก่กรรมหลายปีแล้ว ผมยังรำลึกถึงพระคุณที่ท่านมีต่อผมอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะนอกจากจะสอนภาษาอังกฤษพื้นฐานให้แล้ว ท่านยังให้พื้นฐานชีวิตให้อีกด้วย ท่านเป็น “พ่อวิญญาณ” (spiritual father) ของผมตลอดเวลาที่ผมอยู่ที่โรงเรียน หรือ Seminary แห่งนั้น

อีกท่านหนึ่งที่สอนภาษาอังกฤษให้ผม มีชื่อย่อว่า “เจ.เจ.” (J.J.) คุณพ่อ Jean Jacquemin ท่านเป็นอธิการตลอด 8 ปีที่ผมเรียนที่นั่น เป็นชาวปารีเซียง มีความรู้ภาษาอังกฤษดีมาก สอนหลักภาษาให้พวกเราอย่างดี ให้รู้ไวยากรณ์ ให้รู้รากศัพท์ รู้ prefix, suffix เชื่อมโยงกับภาษาละตินและภาษากรีก ทำให้เรารู้รากศัพท์และค้นหาความหมายของคำ “สมาส-สนธิ” ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

คนที่ผมประทับมากๆ คือ คนที่สอนการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ เป็นคุณพ่อชาวฝรั่งเศสเชื้อสายโปแลนด์ คือ Stanislaus Pasek คุณพ่อปาแซกสอนให้พวกเราเขียนหนังสือเป็น นอกจากการเขียนตามคำบอก (dictation) แล้ว ท่านสอนให้รู้ว่าจะเขียนเรียงความอย่างไร เขียนอย่างไรจึงจะเก่ง

ท่านบอกว่า เมื่อพวกเธอคิดอย่างเขียนเรื่องอะไร ให้เอากระดาษมาแผ่นหนึ่ง แล้วให้รีบเขียนความคิด คำ ประโยค วลี อะไรก็ได้ที่เริ่มหลั่งไหลออกมาจากสมอง จากความรู้สึกนึกคิด อย่าเสียเวลาเรียบเรียงให้สวยงามแล้วค่อยเขียน เพราะทำอย่างนั้นจะเสียเวลาและเสียอารมณ์ เพราะมันไม่ค่อยได้ดั่งใจ และที่สุด ความคิดดีๆ ที่มีอยู่ในสมองก็พลอยหายไปด้วย

เมื่อจดอะไรดีๆ ลงไปจน “สมองแห้ง” แล้ว ก็เอามาเรียบเรียงใหม่ จะได้บทความ เรื่องราวที่เราอยากเขียนอยากเล่า ประหยัดเวลา และได้อะไรดีๆ กว่าที่เราจะค่อยๆ บรรจงเขียนให้สวยงามทีละประโยค ทีละวรรค ซึ่งทำได้ยาก ตะกร้าอาจเต็มไปด้วยกระดาษร่างที่ขยำทิ้งเพราะไม่ได้เรื่อง

ยิ่งตอนนี้มีคอมพิวเตอร์ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ อยากเขียนอะไรก็เขียนไป เอาประโยชคนี้ไปไว้ตรงโน้น เอาข้อความนี้ไปต่อตรงนั้น ทำได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก

ผมเขียนหนังสือทุกวันนี้ หลายครั้งก็ใช้วิธีการนี้ โดยเฉพาะเวลาต้องเขียนอะไรสำคัญๆ แต่ปกติ ถ้าจะเขียนบทความธรรมดา ก็เปิดเครื่องแล้วเขียนเลย ผมเขียนได้เร็ว แต่การแก้ไข ปรับ ตกแต่งภาษาให้อ่านแบบลื่นไหลได้ใจสาระและสุนทรียรส อันนี้ต้องใช้เวลา และผมก็ใช้เวลาปรับแต่งที่ว่านี้มากกว่าการเขียนเสียอีก ถือว่าเป็นการ “เจียระไน” ความคิด ทำให้สวยงาม

เมื่อผมกลับจากกรุงโรมเมื่อปี 2515 นั้น มีงานฉลองเล็กๆ “ครู” ของผมหลายท่านไปร่วมฉลองด้วย คุณพ่อปาแซกมอบซองๆ หนึ่งให้ผม ไม่มีเงิน ไม่มีการ์ด แต่เป็น “เรียงความ” และ “dictation” เก่าที่ท่านเก็บไว้ แล้วเอามาให้ผมดูว่า เขียนผิดถูกอย่างไร และมีความเห็นของครูว่าอย่างไร คุณพ่อปาแซกมีความสนใจเรื่องพุทธศาสนามาก ท่านลงไปอยู่ที่สวนโมกข์อยู่พักหนึ่ง ผมยังได้พบท่านที่นั่นเลย

คงจะจบไม่ได้ถ้าไม่บอกว่า คนที่เป็น “ครู” ที่มีพระคุณกับผมอย่างมาก และยังติดต่อกับท่านอยู่จนถึงทุกวันนี้ คือ คุณพ่อ Bernard Guillemin เป็นชาวฝรั่งเศส บ้านอยู่ทางตะวันออกของฝรั่งเศส เกือบๆ ถึง Alsace ผมเคยไปเยี่ยมท่านและครอบครัวที่นั่นตอนเรียนอยู่ที่โรม

คุณพ่อกีย์แมงสอนภาษาละตินและภาษาฝรั่งเศสเกือบตลอด 8 ปีที่ผมเรียนที่นั่น โดยเฉพาะภาษาฝรั่งเศส ท่านสอนตลอด 5 ปี คือ ตั้งแต่ ม.4 ถึง ม.8 เรียนทุกวันๅ ละชั่วโมง เรียนจนจบหนังสือ Cours de Langue et de Civilisation Francaise และเตรียมสอบ Baccalaureat หรือสอบเตรียมอุดมของฝรั่งเศส แต่จำไม่ได้ว่าทำไมไม่ได้สอบ

ผมเป็นหนี้บุญคุณคุณพ่อที่สอนให้รู้จักทั้งภาษาและอารยธรรมตะวันตก วัฒนธรรมฝรั่งเศส ให้รู้วิธีคิดของฝรั่ง ว่างั้นเถอะ เรารู้ภาษาฝรั่งเศสดีพอที่จะสื่อสารและใช้ภาษานี้ได้ดีพอสมควรทีเดียว ขนาดผมไปโรมใหม่ๆ ยังใช้ภาษาฝรั่งเศสมากกว่าภาษาอังกฤษเลย

นอกจากภาษาละตินและภาษาฝรั่งเศส คุณพ่อสอนดนตรีให้ผม สอนให้เล่น “หีบเพลง” หรือออร์แกนถีบ (เพื่อให้เกิดลม) ตอนนั้นยังไม่มีออร์แกนไฟฟ้าใช้กัน แต่ท่านก็สอนให้ผมเล่นไม่เพียงแต่ดนตรีคลาสสิก ดนตรีเกรกอเรียน การประสานเสียงเอง แต่สอนหลักดนตรีให้ด้วย ให้แต่งเพลงได้ เรียบเรียงเสียงประสานเองได้ นั่นคือพื้นฐานให้ผมไปเรียนเปียโนและออร์แกนใหญ่ (ท่อ) ที่โรม

คนที่สอนการฟังดนตรีให้ผม คือ คุณพ่ออธิการจักแมงเอง ท่านให้ผมฟังเพลงคลาสสิกจากแผ่นเสียงในวันอาทิตย์ตอนเย็นๆ ฟังแล้วท่านก็มาคุยด้วย อธิบายให้ฟังว่าดนตรีบารอคเป็นอย่างไร โรแมนติกคืออะไร ยุคไหนแบบไหน ใครเป็นใคร บางครั้งผมแอบเอาหนังสือไปอ่าน ท่านมาเจอเข้าก็ดุ บอกว่าให้ฟังอย่างเดียว จะได้ซาบซึ้งในสุนทรียรสของดนตรี

ผมเป็นหนี้บุญคุณคุณคุณพ่อเหล่านี้ที่ประสาทวิชาความรู้ให้ผมและเพื่อนๆ แต่มากกว่าวิชาความรู้เหล่านี้ ท่านได้ให้ “จิตวิญญาณ” ของความเป็นมนุษย์ ความเป็นครู ความเป็นคนที่มีเมตตา ความเสียสละเพื่อเด็กๆ อย่างพวกเรา ซึ่งกำลังเติบโต และกำลังเรียนรู้จักชีวิต รู้จักคุณค่าความเป็นคน

ผมจำได้ว่า บางครั้งเกิดเบื่อไม่อยากซ้อมไม่อยากเรียนดนตรี หนีไปเล่นฟุตบอล คุณพ่อกีย์แมงไปสอนไม่พบ ท่านอุตส่าห์ไปตามมาเรียน

โชคดีได้ครูดีขนาดนี้ถ้ายังโง่อยู่ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก โฮมเพจ ดร.เสรี พงศ์พิศ Wednesday, 11 May 2005

http://www.phongphit.com/content/view/78/54/

 

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

ภาษา ชีวิต และการสื่อสาร โดย ดร.เสรี พงศ์พิศ

Posted on 09/10/2012. Filed under: 06. ข่าว/เรื่องเล่า | ป้ายกำกับ: |


ผมพบชาวบ้านหลายคนที่บ่นว่า ฟังนักวิชาการ นักการเมือง ข้าราชการบางคนพูดแล้วไม่ค่อยรู้เรื่อง อ่านหนังสือบางเล่ม อ่านไปหน้าสองหน้า ไม่เข้าใจคำบางคำทำให้ไม่เข้าใจเนื้อหาทั้งหมดก็มี

คนบางคนพูดภาษายากๆ พูดแล้วไม่แปล ไม่อธิบาย คนฟังก็ไม่เข้าใจ อย่างคำว่า กระบวนทัศน์ วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ บูรณาการ และก็ไม่แน่เหมือนกันว่าคนที่พูดนั้นเข้าใจคำที่ตนเองใช้จริงๆ

ผมไม่ได้ต่อต้านการใช้ภาษาเหล่านี้ แต่ไม่เห็นด้วยที่จะใช้คำเหล่านี้อย่างฟุ่มเฟือย ใช้แบบไม่ดูตาม้าตาเรือว่ากำลังพูดให้ใครฟัง ถ้าหากต้องใช้คำคำนั้นจริงๆ ก็น่าจะแปลให้คนฟังเขาได้เข้าใจด้วย  ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่ควรใช้ อธิบายด้วยภาษาธรรมดายาวๆ หน่อยก็ไม่เห็นเป็นไร

อย่างนักการเมือง หรือผู้บริหารประเทศบางคน พูดออกทีวีให้คนฟังทั้งประเทศยังพูดจาภาษาที่ฟังแล้วรำคาญหู บางคนกลัวคนไม่รู้ว่าตนเองพูดภาษาอังกฤษเป็น พูดไทยคำอังกฤษคำ หรือไม่ก็เอ่ยคำประหลาดๆ อย่าง องคาพยพบ้าง พลวัตบ้าง ศักยภาพบ้าง ฟังแล้วไม่เห็นเข้ากับเรื่องที่ตนเองกำลังพูดสักหน่อย ซ้ำยังสับสนความหมายอีกต่างหาก

ถ้าอยู่ในห้องประชุม ในหมู่นักวิชาการ บรรยายให้นักศึกษาปริญญาโทปริญญาเอกฟัง ก็เชิญเลย ปล่อยให้เต็มที่เถอะ โดยเฉพาะถ้ากลัวนักศึกษาจะคิดว่าตนเองโง่กว่าพวกเขา แต่ถ้ากำลังพูดกับผู้คนทั่วไป คนเดินดินธรรมดาสามัญ ก็พูดอะไรให้คนเขาเข้าใจหน่อย ภาษามีไว้ให้สื่อสาร ไม่ได้มีไว้ให้อวดรู้อวดเก่ง หรือกลบปมด้อยของใครบางคน

ผมเลือกคำ 100 กว่าคำมาค้นหาความหมาย แล้วเรียบเรียงให้คนทั่วไปเข้าใจ พิมพ์เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อว่า “ร้อยคำที่ควรรู้” ก็มีคำยากๆ เหล่านี้ที่กำลังบ่นว่าคนพูดไม่รู้เรื่องนี้แหละ ทั้งภาษาแขกและภาษาอังกฤษ ทั้งคำเต็มอย่าง กระบวนทัศน์ วิสัยทัศน์ และคำย่ออย่าง CEO, DNA, FTA, SME และคำฝรั่งอย่าง คลัสเตอร์

คำเหล่านี้ถือว่าเป็นคำหลัก คำที่ฝรั่งเรียกว่า keyword หรือ คำกุญแจไข เป็นคำที่ใช้เพื่อไขปริศนา ไขความหมาย รู้จักคำเหล่านี้ไว้ได้ประโยชน์ อย่างน้อยก็ทำให้ตามทันการเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งผู้คนเขาใช้คำเหล่านี้อธิบายการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น อย่างน้อยก็ไม่ตกขบวน ไม่ตกยุคตกสมัย และไม่ถูกเขาหลอกเอาง่ายๆ

คำบางคำก็เป็นคำง่ายๆ แต่มีความหมายลึกซึ้งที่ควรนำมาประมวลความไว้ให้ชัดแจ้งและกระชับ เช่น การพึ่งตนเอง ภูมิปัญญาชาวบ้าน เกษตรผสมผสาน สวัสดิการชุมชน การพัฒนาแบบยั่งยืน การมีส่วนร่วมของประชาชน

ถ้าภาษาเป็น “รูปแบบชีวิต” (form of life) อย่างที่วิตเกนสไตน์ นักปรัชญายุคใหม่พูดไว้ วันนี้รูปแบบชีวิตเปลี่ยนไป ภาษาก็เปลี่ยนไป มีคำใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่ออธิบายความเป็นจริง อธิบายการมองโลกมองชีวิตของผู้คน มีคนคิดคำใหม่ๆ เพื่ออธิบายสิ่งที่คนไม่เคยคิดมาก่อน หรือไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

วิตเกนสไตน์อธิบายอีกว่า ภาษาคล้ายกับเมืองเมืองหนึ่ง มีส่วนที่เป็นเมืองเก่า เมืองใหม่ มีถนนใหม่ๆ มีย่านใหม่ๆ เกิดขึ้น ที่เก่าๆ ก็ยังอยู่ ปรับปรุงให้ใหม่ขึ้นมาบ้าง ที่ใหม่ๆ เลยก็มาก ขยายขอบเขตและขอบข่ายออกไปตามกาลเวลา

มีคำใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย อย่าง “โลกาภิวัตน์” (globalization) ซึ่งเถียงกันตั้งนานว่าจะแปลเป็นภาษาแขกภาษาไทยว่าอะไรดี (ที่เมืองลาวเขาแปลว่า “ฟ้าบ่กั้น” ส่วนคำที่คนไทยแปลว่า “บูรณาการ” นั้น คนลาวเขาแปลว่า “การพัฒนารอบด้าน”) หรือคำว่า “การค้าเสรี” “ระเบียบโลก” “การแพทย์องค์รวม” เป็นต้น

คนเราคิดด้วยภาษา แสดงความรู้สึกนึกคิดออกมาเป็นภาษา ความคิดเปลี่ยน ภาษาเปลี่ยน หรือกลับกัน ภาษาเปลี่ยน ความคิดก็เปลี่ยนไปด้วย

ภาษามีข้อจำกัด ไม่สามารถ “บอก” สิ่งที่คนอยากบอกได้ทั้งหมดเสมอไป ภาษาจึงมีรูปแบบหลากหลายเพื่ออธิบาย “ความเป็นจริง” บางอย่างที่ลึกลับซับซ้อน ลึกซึ้งและหลากหลายมิติ บางอย่างอธิบายเป็นภาษาตรงๆ ได้ ใช้ตรรกะ “ธรรมดา” ได้ แต่ความจริงหลายอย่างก็ต้องใช้ภาษาอื่นๆ ไม่ใช่ภาษาบรรยาย (descriptive) และไม่สามารถใช้ตรรกะแบบ “เส้นตรง” หรือคิดแบบเส้นตรง (linear thinking) ได้ เพราะความเป็นจริงและความจริงมิได้เป็นเส้นตรงเสมอไป ไม่ได้ซื่อๆ เสมอไป ไม่ใช่ 2+2 เป็น 4 เสมอไป

ด้วยเหตุนี้เราจึงมีภาษากวี มีตำนาน นิทาน เรื่องเล่า เรื่องเปรียบเทียบ เพื่อช่วยชี้ทาง นำทาง ส่องทาง ให้จินตนาการและญาณทัศนะของคนเราสามารถไปถึงความจริงนั้นด้วยตนเอง ไม่ใช่ด้วยการ “เข้าใจ” คำหรือประโยคที่ “บรรยาย” ความจริงนั้น แต่เป็นการ “เข้าถึง” ด้วยตนเอง

ภาษาเหล่านี้มีฐานะหรือหน้าที่ (function) เป็นเครื่องมือปลุกเร้า (evocative) ให้เข้าถึงความจริงด้วยตนเอง หรืออาจเป็น เครื่องชี้บอกทาง (indicative) อย่างเครื่องหมายห้องน้ำบอกทางไปห้องน้ำ ไม่ใช่บอกว่าให้ถ่ายปัสสาวะ อุจจาระลงตรงนั้น แต่ให้เดินไปทางที่ลูกศรชี้ก็จะพบห้องน้ำ ให้เดินเข้าไปและทำธุระที่ในนั้น

เดิม วิตเกนสไตน์เคยเป็นนักปรัชญาภาษาสังกัดปฏิฐานนิยม (positivism) แบบเคร่งครัด พวกนี้หายใจเป็น “วิทยาศาสตร์” อ้างว่า อะไรที่พูดไปแล้ว “พิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์” ไม่ได้ก็ควรเงียบเสีย พวกเขาหมายถึงเรื่องอภิปรัชญาทั้งหลายที่นักปรัชญาถกเถียงกันมาเป็นพันๆ ปี

แต่ไม่นาน วิตเกนสไตน์ก็มาพบว่า มีหลายอย่างในชีวิตที่ “พิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์” ไม่ได้ อย่างความรัก ความสุข ความทุกข์ ความดีใจ ความเสียใจ ภาษาที่แสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิด ภาษาที่เป็นคำถาม เป็นคำอุทาน และอื่นๆ รวมทั้งภาษากวีที่ไพเราะงดงาม เหล่านี้จะไปพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์กันทำไม

ถ้ามองว่าภาษาเป็นชีวิตก็จะเข้าใจว่าชีวิตมีหลายด้าน หลายมิติ ต้องใจกว้าง ไม่ใช่เอาทุกอย่างมา “ยัด” ลงไปใน “วิทยาศาสตร์” ซึ่งก็เป็นวิทยาศาสตร์ค่อนข้าง “โบราณ” ด้วยซ้ำ เพราะแม่บทของวิทยาศาสตร์อย่างฟิสิกส์สมัยใหม่คิดอะไรเป็น “องค์รวม” เป็นแบบ “บูรณาการ” ไปแล้ว

ลองไปอ่าน “เต๋าแห่งฟิสิกส์” ของฟริตจอฟ คาปร้า ดูบ้างสิ แล้วจะพบว่า ฟิสิกส์สมัยใหม่อธิบายอะไรได้คล้ายกับปรัชญาตะวันออกเหลือเกิน ปรัชญาที่บอกว่า “เด็ดดอกไม้ดอกเดียวกระเทือนถึงดวงดาว”

จะเข้าใจปรัชญาตะวันออกดีทีเดียวถ้าใครไปอ่านปรัชญาเต๋า ปรัชญาของเล่าจื้อ ของจางจื้อ จะซาบซึ้งถึงความหมายของภาษาว่า เป็นเพียงเครื่องมือที่มีข้อจำกัดมากๆ เพื่อบอกสิ่งที่เป็นประสบการณ์ชีวิตและสัจธรรมอันยิ่งใหญ่และล้ำลึกเกินภาษาใดๆ จนกระทั่งความเงียบต่างหากที่ “พูด” และ “อธิบาย” ได้ดีกว่า

(สนใจเรื่องปรัชญาภาษาแนวนี้อาจจะไปค้นห้องสมุดเผื่อจะพบวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผม ผมเคยให้ห้องสมุดกลางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมใช้วิตเกนสไตน์เพื่อเป็นกรอบคิดในการวิเคราะห์ปัญหาภาษาศาสนาและ “ภาษาคนภาษาธรรม” ของท่านพุทธทาสภิกขุ  และอีกที คือ วิทยานิพนธ์ปริญญาโทของคุณสุนัย เศรษฐบุญสร้าง ที่ทำที่จุฬาฯ ผมเคยสอนเขาและเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ให้ เขาใช้ แนวคิดของวิตเกนสไตน์ เพื่อวิเคราะห์ภาษาของ “สันติอโศก”)

ขอบคุณข้อมูลจาก โฮมเพจ ดร.เสรี พงศ์พิศ Saturday, 14 May 2005 http://www.phongphit.com/content/view/79/54/

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

คนพูดได้ 80 ภาษา โดย ดร.เสรี พงศ์พิศ

Posted on 09/10/2012. Filed under: 06. ข่าว/เรื่องเล่า | ป้ายกำกับ:, |


ผมมีเพื่อนเยอรมันอยู่คนหนึ่งสามารถพูดได้ประมาณ 80 ภาษา ไม่ได้พิมพ์ผิด แปดสิบภาษาจริงๆ บ้านเขาอยู่ใกล้ๆ เมือง Passau ในรัฐบาวาเรีย (ไม่ไกลจากบ้านเกิดของโป๊บองค์ปัจจุบัน) แต่วันนี้เขาไม่ได้อยู่บ้านเกิด เขาเป็นประชากรของโลกไปนานแล้ว

(พัสเซาเป็นเมืองโรมันเก่าแก่กว่าสองพันปี สวยงามที่สุดเมืองหนึ่งของเยอรมัน อยู่ห่างจากมิวนิกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 150 ก.ม. เป็นเมืองที่แม่น้ำสามสายมาบรรจบกัน คือแม่น้ำดานูบ แม่น้ำอินน์ และแม่น้ำอิลซ์ ผมรู้จักเมืองนี้ดีเพราะลูกชายไปเรียนมัธยมดนตรีที่นี่ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ไปอยู่โรงเรียนประจำ เดินข้ามแม่น้ำดานูบทุกวันเพื่อไปโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาสวยงาม เป็นปราสาทเก่าของบิชอป ผู้ครองนครในอดีต)

เพื่อนผมคนนี้ชื่อสตรุง มารู้ว่าตนเองมีพรสวรรค์ทางภาษาเมื่อมีนักศึกษาจีนคนหนึ่งไปพักที่บ้านของเขาระหว่างเทศกาลคริสตมาส เป็นนักศึกษาจากไต้หวันที่ไปเรียนภาษาเยอรมัน สตรุงเรียนภาษาจีนกับนักศึกษาคนนี้ได้เร็วมาก แค่สองอาทิตย์เขาก็พูดภาษาจีนได้แล้ว

ผมรู้จักสตรุงที่เชียงใหม่เมื่อประมาณปี 2516 เขาทำงานที่ค่ายผู้ลี้ภัยอำเภอปัว จังหวัดน่าน เขาไปที่เชียงใหม่เป็นประจำ พักในห้องเล็กๆ ในบ้านเช่ากับคนอื่นๆ หลังคารั่วยามฝนตก เขาอยู่อย่างเรียบง่ายกับงูตัวหนึ่งในตะกร้าใบใหญ่ เขาบอกว่า เขาพูดภาษางูได้ด้วย แม้เขาจะหัวเราะแล้วบอกว่า เขาล้อเล่น แต่ผมเชื่อว่าเขาพูดได้จริงๆ

ตอนนั้นสตรุงมาเมืองไทยได้ปีเดียว แต่พูดภาษาไทยได้แข็งแรงเหมือนอยู่มาเป็นสิบปี เขาอำผมว่า แม่เขาเป็นเวียดนาม พ่อเป็นเยอรมัน เพราะหน้าตาเขาเป็นพวก “อารยัน” คือผิวออกเหลืองแบบจีนและหน้าออกเค้าเหมือนแขก พูดภาษาเวียดนาม ภาษาลาวกับผมได้อย่างลื่นไหลไม่ติดขัด ทั้งๆ ที่อยู่ประเทศเหล่านั้นไม่นาน

ปีที่ผมรู้จักเขานั้น เขารู้อยู่เพียงประมาณ 30 กว่าภาษา เขาบอกว่าเขาเดินทางจากเยอรมันบ้านเกิดไปเรียนแพทย์ที่ไต้หวัน เขาผ่านประเทศไหนก็เรียนภาษาประเทศนั้น เขารู้ภาษายุโรปสำคัญๆ รวมถึงภาษารัสเซีย อาหรับ ฮินดี จีน 4 ภาษา ญี่ปุ่น ลาว เขมร เวียดนาม ภาษาชาวเขาต่างๆ เขาเรียนรู้ได้เร็วมาก รู้แม้กระทั่งว่าภาษาม้งดอยนี้กับดอยโน้นเขาพูดต่างกันอย่างไร เขาบอกว่า เขาใช้เวลาประมาณ 45 วันเพื่อเรียนภาษาหนึ่ง

สตรุงบอกว่าคนเรา มีศักยภาพที่จะจำคำใหม่ๆ ได้วันละ 500 คำ ผมบอกเขาว่า ผมก็ท่องได้วันละ 500 คำ แต่ความแตกต่างระหว่างเขากับผมคือวันรุ่งขึ้นเขายังจำได้ แต่ผมลืมหมด

สตรุงมีความจำแบบกล้องถ่ายภาพ (photographic memory) คือ อ่านอะไร เห็นอะไร แล้วเหมือนกับถ่ายภาพไว้ในสมอง สมองของเขาเป็นเหมือนฮาร์ดดิสก์ที่มีหน่วยความจำมากและมีประสิทธิภาพจริงๆ เขาถกเถียงกับเพื่อนร่วมงานเกี่ยวกับความเจ็บป่วยของคนในค่าย เขาบอกให้เพื่อนคนนั้นไปเปิดดูรายละเอียดในหน้า…วรรคที่…. บรรทัดที่….ของหนังสือชื่อ…

ความจริง คนที่มีความจำแบบกล้องถ่ายภาพมีอยู่หลายคน คุณหมอประเวศ วะสีเคยเล่าเรื่องเพื่อนของท่านที่เป็นอาจารย์แพทย์ที่อ็อกซ์ฟอร์ด (ชื่อแรกว่าเดวิด ผมจำชื่อหลังไม่ได้) ซึ่งเคยได้รับรางวัลมหิดลเมื่อปีก่อนว่า คนนี้ก็มีความจำแบบกล้องถ่ายภาพเหมือนกัน

สตรุง นอกจากจะมีความสามารถพิเศษแล้วยังเป็นคนมีจิตใจพิเศษหรือ “วิเศษ” อีกด้วย เขาเป็นแพทย์ที่ทำงานคล้ายกับหมอ “ทอม ดูลี่” ที่เสียสละความสุขของตนเองเพื่อผู้ยากไร้ สตรุงอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ต้องการเงินทองอะไร แม้ว่าสหประชาชาติชวนเขาไปทำงานด้วย และเสนอเงินเดือนมากกว่าที่เขาได้ในขณะนั้นหลายสิบเท่า แต่สตรุงไม่ไป เขาอยากทำงานแบบที่ทำอยู่ ทำด้วยใจ

ผมไม่ได้ติดต่อกับเขาหลายปี ผมไปเรียนที่เยอรมัน ได้รับเชิญไปพูดเรื่องเมืองไทยที่ไหนสักแห่ง ผมเล่าเรื่องสตรุงให้ที่ประชุมฟัง ปรากฏว่ามีคนฝากเงินไปช่วยเขาจำนวนมาก โดยที่ผมไม่ได้ขอร้องเรี่ยไรอะไรเลย แต่ใครๆ ที่ได้ฟังเรื่องเขาแล้วก็อยากส่งอะไรไปช่วยคนอย่างนี้ (นี่แหละครับที่ว่ากันว่า ยิ่งทำใจปล่อยวางหนีห่างจากเงิน เงินยิ่งวิ่งตามหลัง)

ผมได้ข่าวว่าสตรุงออกจากเมืองไทยไปทำงานในแอฟริกา ในค่ายผู้ลี้ภัย ในที่ที่คนลำบาก ไปถึงไหนเขาก็เรียนภาษาของคนที่นั่น เขามาเมืองไทยเงียบๆ บางครั้ง ข่าวสุดท้ายที่ผมได้รับเมื่อสิบปีที่แล้วเห็นว่าไปทำงานที่เขมร แต่เขาไม่อยากให้ใครทราบ เพราะเขารู้ภาษาต่างๆ นับได้ตอนนั้นประมาณ 70 ภาษา

วันนี้เพื่อนของเขาคนหนึ่งที่เชียงใหม่บอกว่า เขาน่าจะรู้ไม่ต่ำกว่า 80 ภาษา ที่รู้ “แค่นี้” คงเป็นเพราะไม่มีภาษาจะเรียน เพราะรู้เกือบหมดแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก โฮมเพจ ดร.เสรี พงศ์พิศ Monday, 09 May 2005 http://www.phongphit.com/content/view/77/54/

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

กลับไปหน้าที่แล้ว

Liked it here?
Why not try sites on the blogroll...

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: