“เครือข่ายโรงเรียนไทยไท” การรวมพลังของกลุ่มโรงเรียนการศึกษาทางเลือก เพื่อสร้างสรรค์กระบวนการ เรียนรู้ สู่ศักยภาพทางการศึกษาที่แท้แก่สังคมไทย

แสดงความเห็นแล้วใน 10/10/2012. Filed under: 04. วารสาร/บทความ | ป้ายกำกับ:, , , , , , , |


   เจตนารมณ์ที่ประสงค์จะให้คนไทยมีสิทธิเสรีภาพทางการศึกษาระบุเอาไว้  อย่างชัดเจน ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ทั้งยังได้เพิ่มเติมให้มีความ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 อันนำไปสู่การ ปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเปรียบเสมือนคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่ที่เพิ่งผ่านไป

หากคลื่นของการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษแรกที่เกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2540 คือ คลื่นของการเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่ที่เพิ่งผ่านไป รัฐธรรมนูญปี 2550 อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันก็คือ ต้นกำเนิดของคลื่นระลอกที่สองที่เกิดขึ้นติดตามมาจากระลอกแรก และที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง คือ การที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีการกล่าวถึง “การศึกษาทางเลือกของประชาชน” เพิ่มขึ้นมาด้วย

เจตนารมณ์ของการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.2552–2561) ยังคงมุ่งเน้นให้คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคมในการบริหารและจัดการศึกษา ส่วนจะบังเกิดผลดีเพียงใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยหลายประการ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ความเชื่อที่แต่ละคนมีต่อการศึกษาอันนำไปสู่วิธีการและเป้าหมายปลายทางในการสร้างคนตามปรัชญาการศึกษาที่ตนเชื่อซึ่งการเปิดโอกาสให้กับความแตกต่างหลากหลายของวิถีทางในการจัดการศึกษาจากรัฐนี่เอง คือขุมพลังที่จะมาช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้กลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างที่เรามุ่งหวัง

การศึกษาทางเลือกไม่ใช่แฟชั่นทางการศึกษา

ยุทธชัย เฉลิมชัย อดีตผู้จัดการศึกษาแนวบ้านเรียน (HomeSchool) ให้กับลูกชายทั้ง 2 คน และนายกสมาคมบ้านเรียนไทยคนปัจจุบัน ได้สรุปไว้ในรายงานการศึกษาวิจัยการศึกษาทางเลือกเพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะ (2553) ว่า นวัตกรรมหรือคุณลักษณะที่บอกถึงการเป็นสถานศึกษาทางเลือก คือ

  • ให้คุณค่าต่อความเป็นมนุษย์และความหลากหลายเพื่อพัฒนาผู้เรียน ให้มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีอิสระทางปัญญา มีความสุขและมีความคิดสร้างสรรค์สามารถประสบความสำเร็จได้ตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพของแต่ละคน
  • การเรียนการสอนที่ครอบคลุมองค์รวมความเป็นทั้งหมดของชีวิต สร้างสมดุลทั้งทางด้านวิชาการ และวิถีชีวิต ความรู้และคุณธรรม ผสานภูมิปัญญาตะวันตกและตะวันออก ความเป็นสากลและความเป็นไทย
  • พัฒนาหลักสูตรตามแนวปรัชญาการศึกษาใหม่ เช่น วอลดอร์ฟ มอนเตสเซอร์รี่ นีโอฮิวแมนนิส คอนสตรักชั่นนิสซึ่ม วิถีพุทธ ฯลฯ
  • เน้นการเรียนวิธีการเรียนรู้มากกว่าตัวความรู้ให้ผู้เรียน สามารถเลือกใช้และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของความรู้สร้างทางเลือกและวิธีการเรียนรู้ของตนเอง โดยเน้นเรียนรู้จากความเป็นจริง และสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ตลอดจนมีความสุขในการเรียนจนเกิดความรักที่จะเรียนรู้จากทั้งสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ เกิดความสามารถที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง และเรียนรู้ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต
  • เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีความต่อเนื่องให้เห็นพัฒนาการตามสภาพจริง โดยตระหนักในความแตกต่างกันของทักษะ ปัญญา ความถนัด ความสามารถ และความสนใจตามธรรมชาติของตัวผู้เรียน โดยใช้วิธีการและเครื่องมือที่หลากหลายทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคล/กลุ่ม สร้างโอกาสให้ทุกคนสามารถประสบความสำเร็จทางการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม

เมื่อพิจารณาตามนัยดังกล่าวการศึกษาทางเลือกจึงเป็นแนวทางการจัดการศึกษา ที่แต่ละโรงเรียน กลุ่มองค์กร หรือชุมชน เลือกแล้วว่าจะดำเนินตามความหมายอันแท้จริงของการศึกษาที่แท้นั่นคือ ทำการศึกษาเพื่อพัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์ตามความคิด ความเชื่ออันเป็นไปตามปรัชญาการเรียนรู้ที่แต่ละคนเข้าใจ ด้วยวิถีทางของการศึกษาที่มีความหลากหลาย เพื่อเปิดเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่มีความคิด ความเชื่อ และความต้องการที่แตกต่างอย่างมีเสรีภาพ

ยุทธชัยยังได้กล่าวไว้ในรายงานเล่มเดียวกันว่า การศึกษาทางเลือกเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ที่มีขึ้นเพื่อการสร้างจุดเปลี่ยนทางการศึกษาใน 6 ประการ ดังนี้

  • ประการแรกการศึกษาคือการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การศึกษาไม่ใช่แค่เพื่อความเป็นพลเมืองที่ตอบสนองต่อแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐ แต่คือวิถีของการพัฒนาเกิดจากการศึกษาเรียนรู้เพื่อให้มนุษย์เป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์พ้นจากสัญชาตญาณของสัตว์ละลดความเห็นแก่ตัว
  • ประการที่สองการศึกษาคือทางเลือกหลากหลาย อันเป็นภาวะตามธรรมชาติ การศึกษาไม่ใช่การผลิตซ้ำแบบเครื่องจักร แต่คือความละเอียดประณีตของการถักสานจิตวิญญาณและศักยภาพการเรียนรู้ในตัวมนุษย์แต่ละคนให้ประสานเป็นหนึ่งเดียว เข้าทำนอง “ตัดเกือกให้เข้ากับตีน ไม่ใช่ตัดตีนให้เข้ากับเกือก”
  • ประการที่สาม การศึกษาคือการสร้างสรรค์วิถีการเรียนรู้ที่สมดุลและผสมผสาน การศึกษาไม่ใช่การเรียนหนังสือไปตามแบบเรียนเล่มใดเล่มหนึ่ง แต่คือการเรียนรู้เพื่อสร้างความเจริญงอกงามให้กับชีวิต ในเนื้อหาสาระที่ครอบคลุมองค์รวมความเป็นทั้งหมดของชีวิตทั้งวิชาการและวิถีชีวิต ความรู้และคุณธรรม ภูมิปัญญาตะวันตกและตะวันออก ผสานความเป็นสากลและความเป็นไทยรวมทั้งการให้ความสำคัญกับหลักสูตรท้องถิ่น
  • ประการที่สี่การศึกษาคือการสร้างสรรค์วิถีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับธรรมชาติในการเรียนรู้ของมนุษย์ การศึกษาไม่ใช่การเรียนแค่ตัวความรู้แต่คือ การเรียนวิธีการเรียนรู้เพื่อการก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของความรู้ของโลกและชีวิตที่ไม่เคยหยุดนิ่งทั้งยังทวีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ผู้เรียนสร้างทางเลือกและวิธีการเรียนรู้ของตัวเองได้เน้นเรียนรู้จากความเป็นจริงที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีความสุขในการเรียนจนเกิดความรักที่จะเรียนรู้ทั้งจากสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจเกิดทักษะเรียนรู้ได้ด้วยตนเองและเรียนรู้ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต
  • ประการที่ห้าการศึกษาคือการค้นพบตนเองและนำทางให้ประสบความสำเร็จ ได้ตามศักยภาพของตน การศึกษาไม่ใช่สนามรบของการแย่งชิง แข่งขัน คัดออก แต่คือสนามแม่เหล็กที่ดึงดูดทุกคนเอาไว้ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีและความสามารถของคนทุกๆ คน แนวคิดและวิธีการในการวัดและประเมินผลการศึกษาจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง โดยหันมามุ่งพิจารณาวัดและประเมินผลจากองค์รวมในคุณลักษณะหรือพัฒนาการตามสภาพจริงของผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบสาระและกระบวนการเรียนรู้ที่จัด และอย่างไม่ยึดติดกับมาตรฐานกลางเพียงมาตรฐานเดียว
  • ประการที่หกการศึกษาเป็นของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน การศึกษาไม่ใช่เครื่องแสดงอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยรัฐ แต่คือสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนที่จะตัดสินใจเลือกวิถีทางแห่งอนาคตด้วยตนเองการศึกษาต้องทำให้คนอยู่ได้และอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีในท้องถิ่นบ้านเกิดแล้วเมื่อเอาชุมชนเป็นตัวตั้งก็จะเห็นถึงภาคีและทรัพยากรในท้องถิ่นที่จะเข้ามาสนับสนุน ในด้านการกำกับคุณภาพก็จะเป็นไปโดยง่ายเพราะชุมชนเห็นผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนได้ด้วยตนเองด้วยว่าผู้เรียนเป็นลูกหลานของเขาเอง

ด้วยเหตุดังเช่นที่กล่าวมาแล้วการศึกษาเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ จึงไม่ใช่เป็นเพียงจุดเปลี่ยนของกระบวนทัศน์ทางการศึกษาเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเป้าหมายสำคัญในการสร้างคนที่มีศักยภาพในการเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างเข้าใจ หลอมรวมให้ความหลากหลายกลายเป็นหนึ่ง

ท่ามกลางจุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษที่ท้าทายการเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ ในยุควิกฤตแห่งความเจริญทางวัตถุนี้เครือข่ายโรงเรียนไทยไท คือการรวมตัวกันของโรงเรียนไทยที่แสวงหาหนทางในการจัดการศึกษา โดยมุ่งเน้นการพัฒนามนุษย์เป็นประเด็นสำคัญ ทุกโรงเรียนต่างก็พยายามเข้าถึงการเรียนรู้ที่แท้และเป็นธรรมชาติของมนุษย์ พยายามมุ่งหาคำตอบต่อคำถามที่ว่า

  • การเรียนรู้เกิดขึ้นกับใคร?
  • การเรียนรู้เกิดขึ้นที่ไหน?
  • เมื่อไหร่คือเวลาแห่งการเรียนรู้?
  • เด็กเรียนรู้ได้อย่างไร?
  • ควรเรียนอะไร?
  • ความรู้ที่มีอยู่ในโลก และวิธีแก้ปัญหาล้วนเชื่อมโยงถึงกันหมด แต่เหตุใดการเรียนการสอนจึงแบ่งแยกออกเป็นวิชาอย่างตายตัว?
  • ใครควรเป็นผู้ประเมินผลการเรียนรู้?

ความเป็นเครือข่ายเริ่มต้นขึ้นจากการมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันของกลุ่มโรงเรียนทางเลือก เพื่อเตรียมนำเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้ในงานระพีเสวนา ภายใต้หัวข้อ “การเรียนรู้เพื่อความเป็นไท” ที่จัดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือของสถาบันอาศรมศิลป์ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อแสดงมุทิตาคารวะแด่ศาสตราจารย์ระพี สาคริกเพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ไปสู่การพัฒนาจิตใจและปัญญา

ความคิด ความฝัน และแรงบันดาลใจของกลุ่มกัลยาณมิตรทางการศึกษาจากโรงเรียนทอสี โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก โรงเรียนนานาชาติเมธา โรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนจิตตเมตต์ (ปฐมวัย) โรงเรียนสัตยาไส โรงเรียนวรรณสว่างจิต โรงเรียนดรุณสิกขาลัยโรงเรียนอนุบาลบ้านรัก โรงเรียนสัมมาสิกขาสันติอโศก โรงเรียนสยามสามไตรและโรงเรียนเพลินพัฒนาจึงค่อย ๆ ผนึกกำลังเป็นเครือข่าย ถักทอแนวคิดร่วมกัน มุ่งเน้นการพัฒนาความเป็นคน เพื่อนำพาสังคมไปสู่สันติสุข

ท่ามกลางกระแสของทุนนิยมที่เชี่ยวกราก เครือข่ายโรงเรียนไทยไท และกัลยาณมิตรที่ค่อย ๆ เพิ่มเติมเข้ามา จะเป็นเพื่อนร่วมเดินกันไปบนหนทางข้างหน้าด้วยย่างก้าวที่มั่นคง เป็นกำลังสำคัญของสังคมในการขับเคลื่อนมิติของการศึกษาเพื่อพัฒนามนุษย์ให้แผ่ขยายออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ณ วันนี้เครือข่ายโรงเรียนไทยไท อาจเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่แตกต่างจากการดำเนินธุรกิจทางการศึกษา และกำลังเผยความจริงให้สังคมเห็นว่าการเรียนเฉพาะ “ตัวความรู้” ไม่ใช่ “การเรียนรู้ที่สร้างให้เกิดความงอกงามจากภายใน” อันเป็นนิยามของคำว่าสิกขาหรือศึกษาในความหมายดั้งเดิม

แม้นักการศึกษาแผนใหม่เองก็ถือว่าการจัดการศึกษาต้องคำนึงถึงความงอกงามของผู้เรียน คือ ต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดความงอกงามทั้งทางร่างกาย ทางความรู้ หรือปัญญา ทางสังคม และทางอารมณ์ไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นการเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวมที่เอื้อให้ผู้เรียนได้มีส่วนในการสร้างการเรียนรู้นั้นจากความเข้าใจของตนเอง

ด้วยนิยามและวิถีปฏิบัติของโรงเรียนทางเลือกเป็นโรงเรียนเหล่านี้ คือ ตัวอย่างของสถานศึกษาที่ทำตามมาตรฐานการศึกษาของชาติอย่างเต็มกำลังที่สุด นั่นคือ การสร้างคนที่ดีเก่ง และมีความสุข ด้วยการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ร่วมไปกับการจัดหลักสูตร การเรียนรู้และการสร้างสรรค์บรรยากาศการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามธรรมชาติของเขาอย่างเต็มศักยภาพ

เครือข่ายโรงเรียนไทยไทได้นำเสนอภาคปฏิบัติของอุดมการณ์สำคัญในการจัดการศึกษาของชาติ ที่กล่าวถึงการศึกษาตลอดชีวิต และการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ อันเป็นการศึกษาที่มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตและสร้างสังคมที่มีความสมดุลระหว่างปัญญาธรรม คุณธรรม และวัฒนธรรม ที่แม้จะยังไม่ใช่รูปแบบที่สมบูรณ์พร้อม แต่ก็เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นจากความพยายามที่พัฒนาการศึกษาให้ดีที่สุด ภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัด ปัจจัยและทรัพยากรที่มีอยู่ในสังคมไทย อันก่อให้เกิดกระบวนการและนวัตกรรมทางการศึกษาที่พอจะเป็นแบบอย่างในการสร้างคนคุณภาพให้สังคมได้เห็นในหลากหลายแนวทาง

การก่อตัวของเครือข่ายโรงเรียนไทยไท จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตัวทางความคิด และวิถีปฏิบัติที่จะเชื้อเชิญให้สังคมก้าวเดินไปในหนทางของการศึกษาที่แท้ และหันกลับไปหาการเรียนรู้ที่ให้ความสนใจในการพัฒนาคนอย่างเป็นองค์รวม โดยไม่แยกวิชาออกจากชีวิต ไม่แยกวัฒนธรรมออกจากการเรียนรู้แต่ทำการเรียนรู้ให้เป็นวัฒนธรรมของสังคมด้วยการทำการเรียนรู้ให้เป็นเครื่องอยู่ของชีวิต

“THAI TAI SCHOOL”

awakening the society’s attention to human value An intent to ensure all Thai people to have educational rights is clearly shown in the Thai Constitution B.E. 2540 (1997 A.D.)  For more  inclusiveness, the National Education Act B.E. 2542  The education revolution in the second decade (2009 – 2018) still emphasizes the quality life-long education as well as a promotion of participation from every sector in the society in managing education.

The degree of benefits of the scheme to the society lies in many causes and factors. Most importantly, a belief of each individual on education paves a way to a means and a final goal in creating people according to the education philosophy of one’s belief. Accordingly, this allows an opportunity for diverse and varied way of managing education from the government is the powerhouse to propel Thai society to become the society of learning as expected.

Alternative education is not a fashion Acting as a present Director of the Institute of Thai Home Education, Mr. Yutthachai Chalermchai, who used to homeschool both of his sons has concluded in his report on a research on alternative education for well being (2010) that:

Innovations or the qualifications of alternative education school incorporate:

  • Give value to human and diversity in order to develop the learners to become a complete human being, to have freedom of thoughts, happiness and creativity so that the learners are able to succeed naturally and achieve their full potential.
  • The curriculum covers holistic living, balances academic, life, knowledge and ethic as well as western and eastern wisdom, universality and Thainess.
  • Develop curriculum according to contemporary educational philosophy such as Waldorf, Montessori, Neo-Humanist, constructionism and Buddhism, etc.
  • Place an emphasis on learning method rather than knowledge. The learners are allowed to choose and keep abreast with knowledge development to develop their own learning method with an emphasis on learning from reality and ability to practice in daily life. They should be happy with their learning and love to learn from things that they like and dislike so that they are able to learn by themselves and learn continuously for the rest of their lives.
  • Be a continuous learning process which allows authentic development with a realization of individual’s uniqueness or difference of skill, intellect, competency, capability and interest of the learners. Assessment uses a variety of both formal and informal techniques to truly develop each individual/group. The opportunities are given to everyone so that they can achieve in learning with equal opportunities.Based on the aforementioned criteria, alternative education reflects the guideline of management adopted by each school, organization or community where opts for education management according to the real meaning.

That is, development of real and complete human which is based on the concept and belief according to the learning philosophy one perceives. This approach permits diversity to offer ways to those who have different concepts, believes and desire with freedom.

Mr. Yutthachai also pointed out in the same report that the alternative education is a new paradigm to inspire six turning points of education:

  1. First: Education aims to perfect human.Education is not merely for citizen to respond to the economic development plan of the government. The way of development is a result of learning for a perfect man who can overcome animal instinct and detach from selfishness.
  2. Second: Education offers a wide variety of choices which is a natural state. As a substitute to a reproduction by the machine, it is a delicate work of refined bond between spirit and leaning potential inside each individual to be as one. Like the saying “cutting the shoes to fit the foot not cutting the foot to fit the shoes.”
  3. Third: Education is to create a learning program which allows balance and integration. Education is not by reciting from any particular book but it is a way to learn for prosperity of life. The essence or content covers holistic life of academic and life style, knowledge, ethic, western and eastern wisdoms and combination of universality and Thainess. Also, community curriculum is also given priority.
  4. Fourth: Education is creating a learning method appropriate to the nature of learning of human. It is not merely knowledge but a way to learn. Learning method is to keep pace with ever changing world knowledge and life which is getting more complex. The learners are equipped with facility to create their own choice and learning method with a focus on learning from the reality which can be applied in daily life. By doing so, they are content with the learning. As a result, they love to learn from what they like and dislike and earn skills to learn by themselves and for life.
  5. Fifth: Education is self-discovery which paves way to success based on the learners’ potential. The learning is not a war for fighting, competition and elimination but it is a magnet which draws everyone by respect of dignity and capability of everyone. A concept and assessment and evaluation methods need to be changed and an attention need to be placed on holistic evaluation and assessment or authentic assessment of the learners to correspond to the content and learning process regardless of central standard alone.
  6. Sixth: Education is by the community for the community. It is not a sign of authoritarian by the government but it is a basic right of the people who can choose for their own future by themselves. Education must enable them to survive and live with dignity in their homeland. If the community is regarded as first priority, we can identify network and local resources as a support for the community. Quality control can also be easily performed as the community can notice the results of the learners who are their own children.

Due to the above rationale, education is to develop the perfect human which is not just a turning point of education paradigm but also an important goal to grow the potential of people to be able to live with the changing world.

Commingling diversity to become oneAt the turning point of a challenging century towards education for the survival of mankind in an era of materialism, Thai Tai School Network, a gathering of Thai schools in quest of alternatives of education management with a main aim to develop human was formed. Every school attempts to achieve the real education and access to real nature of human beings and crack their questions:

  • to whom education does address?
  • When does the education occur?
  • How do the children learn and what they should learn?
  • And as the world knowledge and the solution are all connected, but why does the learning and teaching is distinctively separated into particular subject?
  • Who should asses the learning outcome?

The network started from knowledge sharing among Alternative Schools Group in the middle of preparing for presentation their innovation under the topic of “Leaning for Thai” in Rapee Seminar Day on 15 December 2008 at Thailand Cultural Center. The project was a result of mutual cooperation between Arsomsilp Institute, The Contemplative Education Center at Mahidol University and Thai Health Promotion Foundation to express gratefulness to Prof. Dr. Rapee Sakrik to link the learning to the development of soul and intellect.With ideas, dreams and inspiration of the friends of education: Tor See School; Children Village School; Metha International School; Roong Aroon School; Chitmate School (pre-primary), Sattaya Sai School; Wansawangjit School; Darun Sikhalai School; Banrak Kindergarten; Samma Sikkha School; Siam Sam Tri School; and Pleon Patthana School, the network gradually took shape and the concept has been strengthened with a focus to develop human and to lead the society to peace.

Amidst a compelling capitalist trend, the Thai Tai Network and more and more friends have joined hands on their journey at a steady pace; they act as a pivotal mechanism in the society to thrust education for human development at the widest scale as possible. A true meaning of education Today, Thai Tai School Network may be another choice which differentiates itself from education business and is about to unveil to the society that learning only “knowledge” is not “learning to grow from inside”, a definition of Sikkha or education in its origin meaning. New education planners today also regard that education management needs to take into consideration the growth of the learners i.e. creating learning process to let them grow physically,intellectually, socially and emotionally at the same time.

This is holistic education which facilitates the learners to take part in their own learning by their own understanding. By definition and practice of alternative education, these schools are example of the schools which wholeheartedly commit in adhering to the national education standard. Namely, they produce fine people who are academically successful and happy through the learning process placing the learners as the first priority together with curriculum management and creation of learning environment which supports the learners to naturally develop their own potential.

The Network presents practicality of main ideology of national education management which states lifelong education, and creation of Thai society to become a learning society. This type of education promotes life quality development and the society having a balance of intellect, ethic and culture. Perhaps, not a perfect way yet, the originated pattern is somehow a mutual endeavor to develop education at its best under restriction of conditions and resources in the Thai society. Such attempts have also given rise to a process and education innovation that best exemplifies the way to develop quality personnel in the society in a number of ways.

The birth of Thai Tai School Network ignites the ideas and practices that invite the society to progress along the real educational road and return to the actual learning method that pays attention to holistic human development without sorting out the subjects from life, culture from learning. It is rather a way to fabricate learning as our culture through making the learning to be a part of life possible. (1999 A.D.) was enacted which led to educational revolution – a giant wind of change which has just blown. If the revolutionary wave of education in the first decade born out of the 1997 Constitution is the wind that has just blown, the 2007 Constitution, the present constitution must be an origin of the second wave continued from the first. What is worth observing is that the present constitution adds “an alternative education of the people”.

ขอบคุณข้อมูลจาก : บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)
ที่มา : วารสารสื่อพลัง ปีที่ 18 ฉบับที่ 2 (เมษายน – มิถุนายน 2553)

http://www.pttplc.com/Files/Document/energy_mag/53_2/07_within%20education.pdf

หมวดสื่อการศึกษา : เรื่อง “เครือข่ายโรงเรียนไทยไท” การรวมพลังของกลุ่มโรงเรียนการศึกษาทางเลือก เพื่อสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้ สู่ศักยภาพทางการศึกษาที่แท้แก่สังคมไทย

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

แถลงการณ์สภาการศึกษาทางเลือก : 15 มีนาคม 2555

แสดงความเห็นแล้วใน 10/10/2012. Filed under: 06. ข่าว/เรื่องเล่า | ป้ายกำกับ:, , , , , |


แถลงการณ์สภาการศึกษาทางเลือก

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลทำให้เศรษฐกิจ สังคมเติบโตอย่างก้าวกระโดด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ความเจริญเติบโตต่างๆ นั้น อีกฟากหนึ่งการเมือง การปกครอง และสภาวะทางสังคมกลับต้องเผชิญภาวะวิกฤตการณ์ของความเสื่อมทรุดและถดถอยอย่างหนัก ก่อให้เกิดคำถามที่สะกิดเตือนใจคน กลุ่มบุคคล องค์กรผู้ที่มีการจัดการศึกษาว่า ระบบการศึกษาที่ผ่านมานั้น สร้างคนให้ร่วมกันสร้างชาติ พัฒนาสังคมได้จริงหรือ และเป็นปัจจัยให้มีการแสวงหาคำตอบ จนเกิดการจัดการศึกษาทางเลือกขึ้นอย่างหลากหลาย โดยมุ่งมองไปที่อนาคตความอยู่รอดของสังคมไทย

สภาการศึกษาทางเลือก อันเกิดจากการริเริ่มดำเนินการและความร่วมมือของ 3 เครือข่าย” อันได้แก่ เครือข่ายการศึกษาทางเลือก 4 ภูมิภาคหรือภาคประชาชน เครือข่ายบ้านเรียน (Home School) เครือข่ายโรงเรียนไทยไท และภาคีเครือข่าย จึงได้ร่วมกันจัดเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันหลายครั้ง เพื่อระดมความคิดเห็นและสร้างการมีส่วนร่วมในการมุ่งหาทางออกจากเขาวงกตของการศึกษา เวทีสมัชชาสภาการศึกษาทางเลือก ครั้งที่ 2 ประจำปี 2555วันที่ 14-15 มีนาคม พ.ศ.2555 ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารวิจัยการศึกษาต่อเนื่องสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ประสานมิตร กรุงเทพฯ จึงเกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ…

  1. นำเสนอผลการดำเนินงานของสภาการศึกษาทางเลือกต่อสมาชิก
  2. นำเสนอองค์ความรู้ และผลงานวิจัยการศึกษาทางเลือกต่อสาธารณะ
  3. ร่วมกันผลักดันนโยบายการศึกษาทางเลือกให้เป็นรูปธรรม
  4. ร่วมกันสรุปบทเรียนการทำงานและวางยุทธศาสตร์แผนงานต่อไปในอนาคต

โดยในการประชุมครั้งนี้มีเครือข่ายภาคีทั้งภาคีกลุ่มโรงเรียนทางเลือก กลุ่มองค์กรชุมชน บ้านเรียน โรงเรียนขนาดเล็กเข้าร่วมประชุม 200 กว่าคน เกิดข้อค้นพบและทิศทางในการขับเคลื่อนงานร่วมกัน

“กำแพง 3 ชั้น ผี 3 ตัว กับข้อเสนอ 3 ประการ”

สภาการศึกษาทางเลือกได้ทำการศึกษาปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาการศึกษาทางเลือก และได้พบว่า มีอุปสรรคสำคัญอยู่กลุ่มหนึ่งที่ปิดล้อมสิทธิและศักยภาพของประชาชนในการพัฒนาการศึกษาของชุมชนและของประเทศชาติ

1. กำแพง 3 ชั้น อันประกอบไปด้วย

1.1  กำแพงชั้นที่ 1 คือ หลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ.2551 หลักสูตรแกนกลางฉบับนี้ มีลักษณ์ขัดกันอยู่ในตัวเอง และให้อำนาจเบ็ดเสร็จกับตัวชี้วัดที่ไม่ได้สะท้อนคุณสมบัติของประชากร ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ.2542
1.2  กำแพงชั้นที่ 2 คือ กฎระเบียบ กฎกระทรวง และกฎหมาย ยังมีกฎระเบียบ กฎกระทรวง กฎหมายอีกหลายข้อที่ต้องปรับปรุง เพราะกฎเหล่านั้นยังไม่ได้ ตอบสนองต่อรัฐธรรมนูญ ต่อพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ.2542 และต่อนโยบายทางการศึกษาของชาติอีกหลายชุด
1.3  กำแพงชั้นที่ 3 คือ วิธีการทำงานของรัฐ ซึ่งประกอบด้วย

  • 1.3.1 “การแต่งตั้งรัฐมนตรีแบบผีตองเหลือง”เนื่องจากที่ผ่านไม่เคยมีรัฐบาล หรือพรรคการเมืองการเมืองใดๆ ที่สนใจการพัฒนากระทรวงศึกษาธิการให้เป็นองค์กรเพื่อการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง รัฐมนตรีผ่านมาและผ่านไปตามเกมผลประโยชน์ทางการเมือง ผลัดกันมาเล่นเกมหรือสนองนโยบายเฉพาะกิจของพรรคในระยะเวลาสั้นๆ เหมือนการย้ายที่พักของผีตองเหลือง
  • 1.3.2 “นโยบายผีตองเหลือง”เป็นผลสืบเนื่องจากการแต่งตั้งรัฐมนตรีแบบผีตองเหลือง ทำให้กระทรวงศึกษาธิการถูกชักนำด้วยนโยบายเฉพาะกิจของรัฐมนตรีที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น เรื่องการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ปรับเปลี่ยนไปมาเหมือนเด็กเลี้ยงแกะ ทำให้กระทรวงศึกษาธิการเสียความน่าเชื่อถือลงทุกวัน
  • 1.3.3 “การทำงานแบบผีถ้วยแก้ว”หมายถึงการทำงานที่มีลักษณะกำกวม / หาคนรับผิดชอบที่แท้จริงไม่ชัด และบางครั้งมีมือลึกลับมาปรับเปลี่ยนทิศทางของการทำงาน
  • 1.3.4 “ทัศนคติปลุกผี” หมายถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีทัศนคติเชิงลบกับการศึกษาทางเลือกและมักจะปล่อยข่าวกล่าวหา การศึกษาทางเลือกในทำนองให้ร้าย เช่นที่โรงเรียนบ้านท่าสะท้อนเคยประสบมา

 

2. ผี 3 ตัว ที่คอยหลอกหลอนกลุ่มการศึกษาทางเลือกที่พยายามจะฝ่ากำแพงออกไป

     2.1 ผีตัวที่ 1 มีชื่อว่า O – NET  ผีตัวนี้ตามหลอกหลอนเด็ก ๆ และผู้ปกครองทั้งยามหลับและยามตื่น คอยสร้างความกลัวให้คนไม่กล้าข้ามกำแพงออกไป O NET สร้างขึ้นโดยอิงอยู่กับหลักสูตรแกนกลางฯ และเมื่อหลักสูตรแกนกลางฯ ไม่ตอบสนองต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ.2542 ดังนั้น O NET จึงเป็นตัวอุปสรรคไปโดยปริยาย

     2.2 ผีตัวที่ 2 มีชื่อว่า แอดมิชั่น ผีตัวนี้ก็ตามหลอกหลอนเด็ก ๆ และผู้ปกครองอย่างหนักในช่วงมัธยม เพราแอดมิชชั่นนั้น มีส่วนประกอบอันหนึ่งคือ O NET ซึ่งเป็นกุมารทองปกป้องหลักสูตรแกนกลางฯ อยู่และอีกส่วนของแอดมิชชั่น คือ PAT หรือ onal Aptitude Test ซึ่งในความเป็นจริง PAT ส่วนมากไม่ได้สร้างขึ้นมาจากหลัก Aptitude Test ที่แท้จริง ไม่ได้วัดสมรรถนะฝังลึกที่แท้จริงแต่ไปวัดความรู้ที่ต้องเรียนล่วงหน้า ต้องติวพิเศษกันขนานใหญ่ ซึ่งตามหลักวิชาแล้วสิ่งที่ Aptitude Test วัดนั้นเป็นสมรรถนะที่สะสมและหล่อหลอมอยู่ในตัวผู้เรียนมาในช่วงเวลาที่มีนัยสำคัญจึงเป็นสิ่งที่ติวไม่ได้

     2.3 ผีตัวที่ 3 มีชื่อว่า “การประกันคุณภาพแบบอุตสาหกรรม” คือ การประกันคุณภาพการจัดการศึกษาที่ขาดความยืดหยุ่น ขาดความเข้าใจว่า คุณภาพกับตัวชี้วัดไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การออกตัวชี้วัดที่ลงรายละเอียดและแข็งตัว เป็นการบังคับให้สถานศึกษาต้องทำการประกันคุณภาพด้วยวิธีการและกระบวนการเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมขององค์กรที่มีหน้าที่พัฒนามนุษย์ด้วยวิธีการที่หลากหลาย การกำกับดูแลให้สถานศึกษามีคุณภาพขั้นตํ่าในระดับเดียวกัน เป็นคนละสิ่งกับการบังคับให้สถานศึกษา ทุกแห่งต้องปฏิบัติตามตัวชี้วัดเดียวกัน ผียามตัวนี้ ตามหลอกหลอนรังควานผู้จัดการศึกษา และครูที่ทำงานหนักเพื่อหาทางออกใหม่ๆ ให้กับสังคมไทย

 

3. ข้อเสนอ 3 ประการ

ทั้งนี้ สภาการศึกษาทางเลือก พบว่า การที่จะก้าวพ้นกำแพง 3 ชั้น กับผียาม 3 ตัวนี้ มีภารกิจเฉพาะหน้าอยู่ 3 เรื่องที่จะต้องทำในปี 2555 นี้ คือ

  • 3.1 ติดตามการปรับใช้หลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ.2551 สำหรับการศึกษาทางเลือก เนื่องจากปัจจุบัน สพฐ.ได้ออกหลักเกณฑ์การปรับใช้หลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ.2551 สำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะซึ่งรวมถึงการศึกษาทางเลือกด้วยเสร็จสิ้นแล้ว ขั้นต่อไปคือ สพฐ.ต้องประกาศแจ้งให้เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศรับทราบและดำเนินตามนโยบาย และยังต้องมีการอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างถูกต้องตามเจตนารมณ์ของการปรับใช้โดยเร็ว
  • 3.2  ผลักดันกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับศูนย์การเรียนที่จัดโดยองค์กรชุมชนและองค์กรชุมชน ให้ออกมาตรงตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ.2542 เนื่องจากกฎกระทรวงชุดนี้ยังติดอยู่ในกระบวนการพิจารณาแม้ว่าได้ผ่านคณะกรรมการกฤษฎีมาเป็นเวลานานแล้ว และยังมีเนื้อหาสำคัญบางส่วนที่ขัดต่อพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ.2542 อยู่ด้วย
  • 3.3  ผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติการศึกษาทางเลือกที่แสดงการคุ้มครองและส่งเสริมการศึกษาทางเลือกตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ โดยสิ่งที่จะทำในปีนี้ คือ
  •                3.3.1  ระดมผู้เชี่ยวชาญยกร่างพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
  •                3.3.2 ระดมผู้ร่วมลงชื่อ 10,000 คน เพื่อเสนอพระราชบัญญัตินี้เข้าสภาฯ

สภาการศึกษาทางเลือกหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้ที่มีส่วนในการร่วมพัฒนาการศึกษาของชาติทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สื่อมวลชน นักวิชาการ และชุมชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับการจัดการศึกษาจะเข้าใจและให้การสนับสนุนสภาการศึกษาทางเลือกในการผลักดันภารกิจทั้ง 3 ประการนี้

                                         สภาการศึกษาทางเลือก

                                    15 มีนาคม 2555

ขอบคุณข้อมูลจาก : สภาการศึกษาทางเลือก

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

สภาการศึกษาทางเลือกคือฉันใด? โดย ชัชวาล ทองดีเลิศ

แสดงความเห็นแล้วใน 10/10/2012. Filed under: 04. วารสาร/บทความ, 06. ข่าว/เรื่องเล่า | ป้ายกำกับ:, , |


แม้ประเทศไทยจะผ่านการปฏิรูปการศึกษามาแล้ว 1 ทศวรรษ แต่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้วิพากษ์การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ผ่านมาว่า ประสบความสำเร็จแค่การปรับโครงสร้างหน่วยงานด้านการศึกษาเท่านั้น หากแต่ยังมีปัญหาอีกมากมายที่รอการแก้ไขโดยเฉพาะคุณภาพของผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา
        การศึกษาของไทยจึงยังไม่หลุดพ้นไปจากสภาวะที่ท่านพุทธทาสอุปมาไว้ว่าเหมือน “หมาหางด้วน” ที่มุ่งให้คนออกไปประกอบอาชีพ แต่ไม่ได้พัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง
        ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการก่อเกิด “การศึกษาทางเลือก” ที่ผู้คนในภาคส่วนต่างๆ ของสังคมพากันลุกขึ้นมาจัดการศึกษาในแนวทางที่ตนเองเชื่อถือศรัทธา และเป็นที่มาของการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายการศึกษาทางเลือกซึ่งพัฒนาเป็น “สภาการศึกษาทางเลือก” ที่มี ชัชวาล ทองดีเลิศ เป็นประธาน เพื่อบอกกล่าวกับสังคมไทยว่า ถึงเวลาแล้วที่การศึกษากระแสหลักต้องปรับโลกทัศน์และเปิดพื้นที่ให้กับการศึกษาทางเลือกได้มีที่ยืนในสังคม เพื่อร่วมกันอภิวัฒน์การศึกษาไทยและประเทศไทยไปข้างหน้า
PPVoice.org : ระบบการศึกษาในปัจจุบันมีปัญหาอย่างไร
ชัชวาล : เด็กที่ผ่านการเรียนการศึกษาในระบบ เราจะใช้คำว่า “เรียนในห้อง ท่องจำ ทำอะไรไม่เป็น” เด็กมีแต่การแข่งขัน คนส่วนใหญ่ก็จะถูกระบบแพ้คัดออก คนที่ไปอยู่ข้างบนสุดก็จะเหลือนิดเดียว
มีการพูดกันว่าทำไมโอกาสทางการศึกษาไม่เท่ากัน หรือมิติความเป็นมนุษย์มันลดลง หรือเรียนไปเรียนมา อยู่ชุมชนอยู่หมู่บ้านไม่ได้ ไม่มีความสุข ต้องย้ายไปอยู่ในเมือง ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเดียว วิกฤติโดยรวมของการศึกษามีการพูดคุยกันมากโดยเฉพาะผู้อาวุโสหลายท่าน เช่น ท่านประเวศ วะสี ท่านอาจารย์เสน่ห์ จามริก อาจารย์ ส. ศิวรักษ์ อาจารย์ระพี สาคริก อาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม เป็นต้น
แนวทางแก้ไขปัญหาการศึกษาต้องทำอย่างไร
เราอยากเห็นภาคสังคมทุกส่วน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอย่างแท้จริง และเมื่อทุกภาคส่วนเข้ามาแล้ว มันก็จะทำให้มีการจัดการศึกษาทางเลือกที่เข้มแข็งขึ้น และในที่สุดก็จะส่งผลถึงการปฏิรูปการศึกษา ให้ตอบสนองต่อวิกฤติการณ์ทางสังคมหรือสามารถแก้วิกฤติการณ์ของประเทศที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันได้ นี่จึงเป็นที่มาของการรวมตัวกันของเครือข่ายการศึกษาทางเลือก
สภาการศึกษาทางเลือกมีที่มาอย่างไร
ถ้าพูดถึงเครือข่ายการศึกษาทางเลือก คงต้องเริ่มที่ “แม่แอ๊ว” หรือ คุณรัชนี ธงไชย โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เพราะโรงเรียนหมู่บ้านเด็กได้พยายามเดินออกจากกรอบของกระแสหลัก โดยนำแนวทางเรื่อง “ซัมเมอร์ ฮิลล์” มาใช้ โดยจะเน้นเรื่องเสรีภาพของเด็กในการเรียนรู้
ในระยะต่อมาก็เริ่มมีการรวมตัวกัน โดย “แม่แอ๊ว” หรือคุณรัชนี ธงไชย เป็นแกนนำ นอกจากนี้ยังมีการรวมกลุ่มกันของพ่อแม่ที่จัดการศึกษา หรือกลุ่มที่สนใจการศึกษาแนววิถีพุทธ อย่างเช่น สันติอโศกก็ดี แนววอลดอร์ฟ ที่พูดถึงเรื่องธรรมชาติของเด็กตามวัย การจัดการเรียนรู้ที่เข้าใจธรรมชาติของเด็ก หรือ มอนเตสเซอรี่ หรือแนวของท่านกฤษณมูรติ ที่เรียนใต้ร่มไม้
ตอนนั้นก็มีการนำแนวการศึกษาอื่นเข้ามามากขึ้นๆ แล้วมีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายการศึกษาทางเลือก และเครือข่ายก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเมื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มีการผลักดันเรื่องสิทธิการศึกษาและโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมกัน
หลังจากนั้นก็มีการผลักดัน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเครือข่ายก็เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลักดันเนื้อหาให้มีความก้าวหน้าอย่างมาก จากนั้นก็มีการผลักดันกฎกระทรวงเรื่องโฮมสคูล เรื่องสถานประกอบการ เรื่องการจัดการศึกษาโดยพระพุทธศาสนา
ในช่วงปี 2544-2545 ก็มีการทำวิจัยโดยได้รับการสนับสนุนจาก สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) เพื่อทำฐานข้อมูลเรื่องการศึกษาทางเลือกในประเทศไทย ซึ่งอย่างน้อยก็ทำให้ได้รู้ว่าการศึกษาทางเลือกในประเทศมี 7 แบบ คือ
(1) มีการจัดการศึกษาโดยครอบครัว (2) โดยศาสนา (3) โดยครูภูมิปัญญา (4) โดยองค์กรพัฒนาเอกชนที่อยู่นอกระบบ ซึ่งจัดการศึกษาแบบอิงระบบ คือ จดทะเบียนกับกระทรวงแต่จัดกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ ได้แก่ โรงเรียนเอกชน เช่น รุ่งอรุณ ปัญโญทัย สัตยาไส ธรรมาสิกขา (5) โดยโรงเรียนของรัฐ ซึ่งหลายแห่งก็พยายามสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ โดยเชื่อมโยงกับวัด กับชุมชน จนเกิดกระบวนการที่นอกกรอบ  (6) การจัดการศึกษาโดยกลุ่มการเรียนรู้ต่างๆ เช่น กลุ่มเยาวชน กลุ่มป่าชุมชน กลุ่มแม่บ้าน (7) จัดการศึกษาโดยสื่อและแหล่งเรียนรู้ เช่น วิทยุชุมชน ทุ่งแสงตะวัน ศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ เป็นต้น
หลังจากทำวิจัยก็มีการประชุม และพยายามที่จะเสนอในเชิงนโยบายต่อรัฐมนตรีบ้าง ต่อกระทรวงศึกษาธิการบ้าง ต่อสภาการศึกษาบ้าง เป็นระยะๆ แต่ว่าไม่ค่อยได้ผลนัก หมายถึงเขาก็รับ แต่ก็หายไป เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็หายไป เป็นอยู่อย่างนี้ ซึ่งแม้จะไม่ค่อยส่งผลนัก
ในช่วงปี 2 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีกระบวนการใหม่ที่เกิดขึ้นจากหลายเหตุปัจจัย เช่น รัฐบาลเริ่มปฏิรูประบบการศึกษารอบที่ 2 เพราะประเมินว่า การปฏิรูปการศึกษาในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาล้มเหลว ทำได้เพียงปรับโครงสร้างบุคลากร แต่ไม่สามารถทำถึงขั้นปฏิรูประบบการเรียนรู้ได้
ส่วนแม่แอ๊วก็เริ่มทำงานวิจัย โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ในเรื่องการผลักดันสิทธิหรือนโยบายสาธารณะจากรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการศึกษาทางเลือก ก็มีทีมวิจัยของแม่แอ๊ว มีอาจารย์ยุทธชัย เฉลิมชัย เข้ามาร่วมทำงานวิจัยเรื่องข้อเสนอทางนโยบายเรื่องการศึกษาทางเลือกโดยตรง ซึ่งมีความเข้มข้นกว่าการวิจัยการศึกษาทางเลือกในช่วงแรกที่ทำเป็นฐานข้อมูลเท่านั้น
ในขณะเดียวกันกลุ่มโรงเรียนรุ่งอรุณก็มีการจัดเสวนา เรียกว่า “ระพีเสวนา” เพื่อขับเคลื่อนเรื่องการศึกษา โดยพยายามเชิญกลุ่มการศึกษาทางเลือกในหลายๆ รูปแบบมาจัดวงเพื่อพูดคุยเสวนากัน ซึ่งผมก็ไปร่วมทั้งสองวง เพราะผมทำงานกับโรงเรียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ซึ่งถือเป็นรูปแบบการศึกษาทางเลือกแบบหนึ่ง เราจะเรียกว่าเป็นการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยโดยผ่านพ่อครูแม่ครู
ในวงเสวนาวันนั้นมีข้อเสนอหลายข้อมาก ทั้งในเรื่องข้อจำกัดของกฎระเบียบ ข้อจำกัดของกฎหมาย คือ พอมีนวัตกรรมการเรียนการสอนต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ก็ปรากฏว่า เมื่อถึงระบบเอนทรานซ์ เกิดปัญหาเอนทรานซ์ไม่ได้ หรือปัญหาการวัดประเมินผลซึ่งก็ยังใช้มาตรฐานของ สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) ซึ่งเป็นมาตรฐานแบบกระแสหลัก แต่เอามาวัดกับการศึกษาทางเลือก ทำให้ไม่สามารถเข้ากันได้
ดังนั้นจึงมีความพยายามผลักดันช่องทางว่า จะทำอย่างไรให้เกิดการแก้ปัญหาเหล่านี้ เขาก็ไปผลักดันผ่านทางสภาการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ก็เกิดคณะอนุกรรมการสนับสนุนการศึกษาทางเลือกขึ้นคณะหนึ่งเพื่อปรึกษาหารือกัน เช่น จะมีระบบการเอนทรานซ์ตรงสำหรับการศึกษาทางเลือกได้ไหม มีระบบการประเมินผลสำหรับการศึกษาทางเลือกโดยตรงได้ไหม ซึ่งอยู่ในช่วงทำข้อเสนอหรือทำการวิจัยอยู่
ในขณะที่กลุ่มของแม่แอ๊วและอาจารย์ยุทธชัย เฉลิมชัย เมื่อทำการวิจัยเสร็จก็ได้เชิญเครือข่ายกลุ่มการศึกษาทางเลือกเข้ามาฟังผลการวิจัย มีการเสนอแนะเพิ่มเติม หลังจากนั้นก็เกิดคำถามในวงขึ้นว่า เราจะผลักดันข้อเสนอทางนโยบายนี้อย่างไร จึงตกลงให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการขับเคลื่อน ผลักดันนโยบายการศึกษาทางเลือกให้ชัดเจน ซึ่งผมได้รับเลือกเป็นประธาน มีรองประธานจากแต่ละภาคและมีเครือข่ายของแต่ละภาคมาทำงานร่วมกัน
เมื่อรวมตัวกันเป็นสภาการศึกษาทางเลือกแล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
จากการประชุมคณะกรรมการเครือข่ายฯ ร่วมกับมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เพื่อปรึกษาหารือกันในเรื่องการขับเคลื่อน มีข้อเสนอว่าน่าจะมีการจัดงานมหกรรมการศึกษาทางเลือกขึ้น เพื่อนำเสนอข้อเสนอที่ได้จากงานวิจัยสู่สังคม อีกอย่างก็เพื่อสื่อสารไปยังสาธารณะให้รู้จักกลุ่มการศึกษาทางเลือกได้ชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการเสนอเพิ่มเติมจากเครือข่ายแต่ละภาคว่า ควรมีการจัดในภูมิภาคด้วย เพื่อให้กลุ่มการศึกษาทางเลือกในที่ต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการระดมข้อเสนอ มาช่วยกันคิดค้น มาร่วมกันสร้างเครือข่ายที่ชัดเจน
ประเด็นที่พูดคุยกันก็จะเป็นเรื่องวิธีการขับเคลื่อนเครือข่ายการศึกษาทางเลือก ซึ่งจะมีการเสนอหลายๆ อย่าง เช่น การทำฐานข้อมูล การทำกรณีศึกษา(Case study) หรือกรณีตัวอย่าง (Best practice) ต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว จะทำอย่างไรให้ชัดขึ้น หรือการเชื่อมโยงเครือข่าย เรียนรู้กันและกัน รวมทั้งมีข้อเสนอเชิงนโยบายในการผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาทางเลือก หรือผลักดันกองทุนเพื่อการศึกษาทางเลือก หรือการจัดตั้งสภาการศึกษาทางเลือกที่ชัดเจน
เราก็จะทำการประมวลข้อเสนอในเชิงนโยบายทั้ง 4 ภาค และจัดทำข้อเสนอที่ชัดเจนเพื่อนำไปเสนอให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านการศึกษา ว่า เรามีข้อเสนอเชิงนโยบายการศึกษาทางเลือกอย่างไรบ้าง ซึ่งเราคิดใน 2 ระดับ คือ ระดับท้องถิ่น เช่น อบต. เทศบาล อบจ. หรือว่าสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น ที่เราจะเชื่อมโยงกัน เกิดการร่วมมือกันผลักดันเรื่องการศึกษาทางเลือก เพื่อให้เกิดการยอมรับมากขึ้นในระดับท้องถิ่น
อีกส่วนหนึ่งคือ ในระดับชาติ เราก็จะเสนอ 2-3 ข้อ คือ พ.ร.บ. การศึกษาทางเลือก และกองทุนการศึกษาทางเลือก ให้เกิดการยอมรับถึงการมีอยู่หรือตัวตนขององค์กรด้านการศึกษาทางเลือก เราก็หวังว่ามหกรรมการศึกษาทางเลือกนี้ จะทำให้สังคมได้รับรู้ ตัวตน แนวคิด ปรัชญา การจัดการเรียนรู้ ของกลุ่มการศึกษาทางเลือกให้ชัดเจนมากขึ้น และสังคมสามารถเข้ามาเลือกเรียนรู้กับกลุ่มการศึกษาทางเลือกได้
อีกทั้งเราจะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการศึกษา มานำเสนอ มาแลกเปลี่ยน มาพูดคุยกัน ในเรื่องการทำนโยบายการศึกษาทางเลือก กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทางเลือก กองทุน หรือแม้แต่ตัวองค์กรของการศึกษาทางเลือก เพื่อให้ได้รับการยอมรับทางนโยบายในอนาคตมากขึ้น
สิ่งที่สภาการศึกษาทางเลือกจะทำต่อไปในอนาคตคืออะไร
เท่าที่ฟังจากสมาชิกในเครือข่ายการศึกษาทางเลือกทั้งหมด มันมีหลายขั้นตอน ขั้นตอนแรก เราอยากพัฒนาคุณภาพของกลุ่มการศึกษาทางเลือกในการจัดการเรียนรู้ให้มีความชัดเจน ให้มีประสิทธิภาพ และให้เป็นที่ยอมรับศรัทธาของสังคม ในขณะเดียวกันเราก็จะพยายามรวบรวมข้อมูลกรณีการจัดการศึกษาทางเลือกต่างๆ เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะให้เขาได้รับรู้สิ่งที่กลุ่มการศึกษาทางเลือกได้ทำกันอยู่ ซึ่งจะทำให้สังคมมีทางเลือกสำหรับลูกหลานหรือเยาวชนในการเรียนรู้สิ่งที่การศึกษาในระบบไม่มี
เราอยากเห็นพื้นที่และตัวตนของการศึกษาทางเลือก มีความชัดเจนและเป็นที่รับรู้มากขึ้น ทำให้คนมีการถกเถียงกัน เพราะปรัชญาของการศึกษาทางเลือก คือ การพัฒนาความเป็นมนุษย์ทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจตัวเอง และภาคภูมิใจในตัวเอง ได้เข้าใจท้องถิ่น รักท้องถิ่น ได้มีจิตอาสา มีทักษะชีวิต พึ่งตัวเองได้ เคารพผู้อื่น อยู่ร่วมกับคนอื่นได้
สังคมของเราต้องการคนรุ่นใหม่แบบนี้ เราไม่ต้องการคนเห็นแก่ตัว เก่งแต่ทำอะไรไม่เป็น ไม่มีจิตอาสา มีแต่การแข่งขัน เราจึงอยากให้กระแสของการศึกษาทางเลือกเป็นที่ยอมรับ และในขณะเดียวกันการศึกษากระแสหลักก็ควรจะปรับทิศทางการศึกษา ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ปรับเปลี่ยนหลักคิด ปรัชญาใหม่ ไม่ใช่เรียนเพื่อไต่เต้า ไม่ใช่เรียนเพื่อสถานภาพ ไม่ใช่เรียนเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่เรียนเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้น ซึ่งเราอยากเห็นทิศทางของการศึกษาใหญ่เป็นอย่างนั้น
ขอบคุณข้อมูลจาก : ชุดโครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิทธิที่เชื่อมโยงกับสุขภาวะ

มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถ.พหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
Tel. 02-511-5855  Fax. 02-939-2122

ที่มา : http://ppvoice.thainhf.org/index.php?module=article&page=detail&id=817

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

เล็งฟ้องศาลปค.ปลดทุกข์ให้เด็กไทย กระทบ ‘แป๊ะเจี๊ยะ – แอดมิดชั่น- โอเน็ต’

แสดงความเห็นแล้วใน 09/10/2012. Filed under: 06. ข่าว/เรื่องเล่า | ป้ายกำกับ:, |


สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย จัดเวทีแลกเปลี่ยนความทุกข์ทางการศึกษา จาก แป๊ะเจี๊ยะ –แอดมิดชั่น- โอเน็ต เผยจัดการผ่านฝ่ายบริหารไม่เกิดผล เล็งรวบรวมประเด็นความผิดยื่นศาลปกครอง

วันที่ 10 มิถุนายน สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย จัดงาน “เวทีคนทุกข์จากการศึกษาไทย : จากแป๊ะเจี๊ยะ Admission และ O-net” ณ ห้องประชุมกาหลา ชั้น 3 โรงแรมสวนดุสิตเพลส กรุงเทพฯ โดยให้ผู้ที่มีทุกข์จากการศึกษาไทยได้มาประชุมแลกเปลี่ยนปัญหาและทุกข์ หาเหตุแห่งทุกข์ และหาทางออกจากทุกข์ โดยสร้างการเคลื่อนไหวร่วมกันเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์ของการศึกษาไทย

นายสุรพล ธรรมร่มดี ฝ่ายวิชาการ สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย กล่าว ถึงความทุกข์จากการศึกษา ที่พบเจอในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรงเรียนขนาดเล็กที่กำลังถูกยุบควบรวม อันเนื่องจากกระทรวงศึกษาปล่อยปะละเลยไม่พัฒนาคุณภาพ และใช้วิธียุบทิ้ง  นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการทดสอบการศึกษาระดับชาติ หรือ โอเน็ต ที่จะมีการบังคับให้นักเรียนสอบแล้วก็จบให้ได้ ซึ่งทำให้มีผลกระทบอย่างมากในเรื่องของการไปกวดวิชาเพิ่มขึ้น หรือเด็กที่เริ่มเบื่อกับการเรียนที่เอาเกรด ก็จะเลิกเรียนกลางคัน เป็นต้น

นายสุรพล กล่าวว่า การรับนักเรียนเข้าศึกษา  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  ออกระเบียบเปิดช่องให้โรงเรียนสามารถเปิดรับนักเรียนใหม่ นอกโรงเรียนได้ 20% ของจำนวนนักเรียนที่จะขึ้นไปเรียนต่อในชั้นต่อไป ซึ่งโรงเรียนจะใช้ช่องนี้เรียกรับเงิน รวมถึงการที่จะคัดนักเรียนของตนเองที่มีคุณภาพต่ำๆ ออกไป และรับนักเรียนที่มีคุณภาพเข้ามาแทน

“วิธีการข้างขัดแย้งกับเจตนาของมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่ว่า การจัดการศึกษาต้องให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกัน ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่ว ถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” นายสุรพล กล่าว และว่า ที่ผ่านมาเราใช้ช่องทางไปประชุมกับคณะทำงานของทางกระทรวง แต่ไม่เกิดผล ระบบราชการก็เป็นแบบเดิม ซึ่งก็วนเวียนอยู่เช่นนี้ เป็น “เขาวงกต” ไม่มีการแก้ไข หรืออย่างเรื่อง แป๊ะเจี๊ยะ ก็เป็นการกระทำผิดกฎหมาย ฉะนั้น จึงทางสมาคมฯ มีแนวคิดที่จะฟ้องศาลปกครอง เพราะหากตุลาการเป็นที่พึ่งทางการเมืองได้ ก็ต้องเป็นที่พึ่งทางการศึกษาได้ เช่นกัน  ด้วยเหตุว่า เยาวชนกำลังได้รับความอยุติธรรมทางการศึกษามากมายหลายเรื่อง ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องใช้กลไกตุลาการเข้าไปตรวจสอบการทำงานของราชการด้วย

นายสุรพล กล่าวด้วย หลังจากนี้ จะเริ่มหาประเด็นที่ สพฐ. หรือหน่วยงานอื่นๆ เช่น  สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) (สมศ.) ทำผิดกฎหมาย แล้วจะทำสำนวนฟ้องศาลปกครอง โดยเฉพาะเรื่องโอเน็ต ที่จะมีการเตรียมออกระเบียบให้นักเรียนใช้คะแนน โอเน็ต 20% ในการจบการศึกษา เนื่องจากเห็นว่า วิธีการนี้เป็นการตัดการศึกษา และหวังว่าจะยุบเลิก สมศ. หากยังใช้วิธีการประเมิน โดยขาดกลไกการพัฒนาคุณภาพที่ตามมาด้วย หรือขาดมาตรการในการพัฒนาคุณภาพที่ดีพอตามมาด้วย ถ้า สมศ.ทำได้แค่ประเมินตกไม่ตกอย่างเดียวก็ควรยุบ

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักข่าวอิสรา

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

การศึกษาทางเลือก “บนลู่ทางอนาคต” เยาวชนไทย

แสดงความเห็นแล้วใน 09/10/2012. Filed under: 04. วารสาร/บทความ | ป้ายกำกับ:, , , , , , , , , |


 

ภาพรายงานของสื่อมวลชน ที่รัฐบาลใช้แสดงความสำเร็จถึงนโยบาย การปฏิรูปการศึกษา ตาม พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ กำลังดำเนินไปอย่างตื่นเต้น มีตัวเลข เป็นรูปธรรม ในขณะที่หากเหลียวมองคุณภาพการศึกษาผ่านตัวเด็กๆ สู่อนาคตและพินิจความคาดหวังของสังคม ยังริบหรี่ไร้ทิศทาง เพราะกระบวนการปฏิรูปการศึกษา ถูกผลักดันสู่การปฏิบัติผ่านกลไกรัฐ ซึ่งก็คือกระทรวงศึกษาธิการ ที่ยังคับแคบทั้งในเชิงเนื้อหา คุณค่าและวิธีการ แม้ว่าหลายหน่วยงานมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปก็ตาม

สังคมไทยเฝ้ารอรับฟัง ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ยุทธวิธีที่เป็นรูปธรรม รูปแบบการปฏิบัติที่สอดคล้องทั้งภาครัฐและภาคประชาชน โดยกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเรี่ยวแรง แต่การรอชื่นชมถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งเรื่องวิธีการคิด วิธีการเรียนการสอน จากสถาบัน ยังห่างต่อแนวคิดการปฏิรูป และชุมชนเองก็ตระหนักที่จะเข้าไปมีบทบาทกับกระบวนการเรียนรู้ของลูกหลานนั้นยังน้อย จึงแต่รอการกลับมาอย่างอบอุ่นเห็นค่าของบุตรหลาน แต่ยิ่งรอความหวังยิ่งลางเลือน ความสำเร็จที่ฉายชัดผ่านสื่อมวลชนที่รัฐบาลปัจจุบันกล่าวถึง จึงเป็นเพียงการเสนอข่าวปรับรูปแบบการสอบเข้า Entrance การรับเด็ก การจัดโซน การแจกเทคโนโลยี เท่านั้น

แต่สิ่งที่ไม่เคยกล่าวถึง สำคัญและต้องลงลึกมองให้เห็น นั่นคือองค์รวมของกระบวนการสร้างสรรค์และสืบสานภูมิปัญญาของเยาวชนไทย จากรุ่นหนึ่งสู่หนึ่ง ผ่านเรื่องราว กิจกรรมทั้งในชีวิตจริงและจำลองขึ้น ผ่านประวัติศาสตร์ของการดิ้นรนต่อสู้ สังสันทน์ทางวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อแต่ละศาสนา แต่ละชุมชน ซึ่งนี่ก็คือ”การศึกษาเพื่อชีวิต” ทางเลือกของการเรียนรู้ที่สำคัญสัมพันธ์ทั้งตนเอง ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ

  สาทร สมพงษ์ ครูธรรมชาติแห่งโรงเรียนใต้ร่มไม้ ริมเทือกเขาบรรทัด อ.ป่าบอน พัทลุง ซึ่งบุกเบิกและนำพาเด็กๆ ในชุมชนต่างๆ โลดแล่นอยู่กับเรื่องราวของผื่นไพร กับนิทานสายน้ำ “สาทร สมพงษ์ ” ในค่ำคืนหนึ่ง ได้เผยมุมมอง แนวคิดถึงที่มา คุณค่าและความหมายของการศึกษาทางเลือก ผ่านทีมงานไทยเอ็นจีโอ ว่า

“เดี๋ยวนี้ เราเข้าใจว่า “การศึกษาต้องไปโรงเรียน” ดังนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ไปโรงเรียน หรือเรียนแค่ป.4 ก็เลยรู้สึกว่า ตัวเองไม่มีการศึกษา ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้ผมอยากเปลี่ยนวัฒนธรรมการศึกษา ที่ชาวบ้านหรือชุมชน หรือครอบครัว ก็ได้ ที่ไม่ใช่สถาบันรัฐ สามารถจัดการศึกษาเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี ก็เลยคิดว่า ปัจจุบันนี้มีชาวบ้านจัดกระบวนการศึกษากันเองเยอะ ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศในรูปของกิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลาย งานวิจัยเรื่องการศึกษาทางเลือกของผมจึงแบ่งออกเป็น setting ดังนี้

1.กลุ่มการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม เช่น กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มการจัดการทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็น ป่า ทะเล กลุ่มอาชีพ กลุ่มผู้หญิง เป็นต้น เหล่านี้คือกลุ่มเรียนรู้ผ่านกิจกรรม ซึ่งแต่ละกิจกรรมต่างก็ก่อให้เกิดการเรียนรู้แก่พวกเขา ได้พัฒนาคุณภาพชีวิตขึ้นมา ดั่งนั้น งานของผมที่ศึกษาและวิจัยการศึกษาทางเลือกภาคใต้ ซึ่งผมได้ เข้าไปศึกษาภูมิหลังขององค์กรต่างๆ ว่ามีกระบวนการเรียนรู้อย่างไร มีวัตถุประสงค์อะไร เนื้อหาแบบไหน กระบวนการหรือรูปแบบของเขาทำอย่างไร ผลลัพธ์ออกมาอย่างไรบ้าง เหล่านี้คือเป้าหมายการลงไปศึกษากระบวนการเรียนรู้ทางเลือกภาคใต้ ครับ

ส่วนความแตกต่างที่ผมค้นพบเปรียบเทียบกับการศึกษาในระบบ ได้ชัดๆ คือ การศึกษาทางเลือกนั้นเป็นเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทัศนคติ พัฒนการคิด การเชื่อ พัฒนาจิตใจ จิตวิญญาณเป็นหลัก แต่การศึกษาสมัยใหม่ เขาจัดอย่างนี้ แบบนี้ เช่น การศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ก็ศึกษาเพียงเพื่ออ่านออกเขียนได้ เพื่อช่วยในการประกอบอาชีพ คือเป้าหมายมันจำเพาะมาก ซึ่งมันหนักแต่เรื่องการเรียนหนังสือ แต่เรื่องการเรียนชีวิต การจัดการชีวิต จัดการสังคม ทรัพยากร นั้นไม่มี อย่าง พ.ร.บ.การศึกษา มาตรา 18 ที่พูดถึงการจัดการศึกษาโดยชุมชน ชาวบ้าน หรือโดยครอบครัว เหล่านี้ ล้วนคิดในกรอบเพื่อจัดการศึกษาในขั้นพื้นฐาน 12 ปี ยังไม่ใช่การพูดถึงการจัดการศึกษาในรูปกิจกรรม ที่ชุมชนจัด ซึ่งกระบวนเหล่านี้คือการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และเรากำลังรณรงค์เคลื่อนไหวในเรื่องนี้อยู่ เพื่อให้ พ.ร.บ.ระบุไป ไม่ใช่แค่เรื่องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ใครบ้างและอย่างไร แล้วรัฐคอยให้ทรัพยากรสนับสนุน ซึ่งมาตรา 18 ควรจะครอบคลุมตรงนี้ด้วยนะครับ

2.กลุ่มภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่พ่อครูแม่ครู จัดอบรมให้แก่เด็ก ทั้งเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม ทั้งหมอกลางบ้าน หมอพื้นบ้าน เรื่องแพทย์สมุนไพร เหล่านี้คือกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็ก เยาวชน หรือผู้สนใจเช่นกัน ซึ่งรูปแบบเหล่านี้ก็มีทั่วประเทศ

3. กระบวนการเรียนรู้ผ่านสื่อ คนทำสื่อ ไม่ว่าจะเป็นคนทำ web ต่างก็ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ให้กับคนที่เปิดเว็บเข้าไป หรือคนที่จัดรายการวิทยุดีๆ รายการโทรทัศน์ดีๆ เช่น รายการทุ่งแสงตะวัน เหล่านี้ ล้วนเป็นกระบวนการศึกษาทางเลือกทั้งสิ้นครับ

4.การศึกษาในรุปแบบกลุ่มทางศาสนา อย่างเช่น สวนโมกข์ ที่จัดอบรมเรื่องอาณาปณสติ เรื่องศาสนา หรืออย่างชุมชนอโศกที่จัดการศึกษาเรื่องความเป็นมนุษย์ ก็ถือว่าเป็นการศึกษาทางเลือกเช่นกัน เพราะทำให้เกิดการเรียนรู้จักการดำเนินชีวิต


5.สถาบันนอกระบบรัฐ
 เช่น สถาบันสลาตันของอาจารย์วิชัย สำนักแม่ชีเสถียรธรรม มหาลัยเที่ยงคืน วิทยาลัยวันศุกร์ ก็ถือว่าเป็นสถาบันนอกระบบรัฐ ทั้งนั้น เขามีการจัดกระบวนเรียนรู้ให้กับประชาชน ซึ่งมีผลก่อให้เกิดการยกระดับชีวิต จิตใจ เป็นอีกหนึ่งการศึกษาทางเลือก

6.สถาบันที่อิงระบบรัฐ อย่างโรงเรียนต่างๆ ที่จัดการศึกษาให้เด็กๆ นอกหลักสูตร เช่น พาเด็กๆ ไปเรียนรู้วิถีชาวบ้าน เรียนรู้กับพ่อครูแม่ครู ก็นับได้ว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบองค์รวม ซึ่งเป็นการศึกษาทางเลือกเช่นกัน

7.Home school หรือการจัดการศึกษาเองในครอบครัว ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็ก สำหรับเด็กที่ชอบสนุกกับการเรียนอยู่กับบ้าน มากกว่าโรงเรียน ซึ่งก็มีหลายท่านที่ค้นพบแนวทางนี้ จนมาเปิด home school รุ่นแรกๆ อย่างคุณหมอโชติช่วง ซึ่งท่านเคยผ่าน home school แล้วก็ไปเรียนต่อระบบข้างนอกจนจบ แล้วไปต่ออเมริกา ซึ่งก็สามารถเรียนได้ปกติ แต่การเรียนแบบนี้บางเรื่องก็อาจจะได้น้อยกว่า แต่บางเรื่อง ก็เรียนรู้ได้ลึกซึ้งกว่านะครับ ” นายสมพงษ์กล่าวให้ฟัง

“สำหรับสถานการณ์การศึกษาทางเลือก หลังสุดเมื่อครั้งที่เราได้สนทนากันในแวดวงผู้สนใจนะครับ ก็ได้ข้อสรุปคร่าวๆ มาว่า คนที่สนใจทำการศึกษาทางเลือกนั้น ต้องทำจริงๆ แน่นอนให้เข้มข้นมีคุณภาพ และเป็นทางเลือกให้ได้ แล้วก็สร้างพื้นที่สาธารณะ เปิดให้คนสนใจรับรู้มากขึ้น รู้จักมากขึ้น วันนี้เราเองอาจจะยังไม่กล้า ไม่มั่นใจพอ แต่ถ้ามีพื้นที่สาธารณะให้เขาได้มาสัมผัส ได้มาลองเรียนรู้ในช่วงวันหยุด มาเรียนรู้เรื่องชุมชน เรื่องทรัพยากร อะไรก็ได้ที่ในระบบจัดไม่ได้ ก็จะทำให้ผู้ปกครองได้พบ ได้นำมาเสริมให้ลูกหลานของเขามีคุณภาพมากขึ้น และขยายปริมณฑลของการเรียนรู้ให้กว้างขึ้นด้วย และรัฐเองก็ต้องเปิดให้กว้างมากขึ้น

สำหรับปัญหาการจัดกระบวนการการศึกษาทางเลือกนั้น บางส่วนก็เชื่อว่าขาดงบประมาณอยู่มาก สำหรับการทำการศึกษาทางเลือก แต่บางส่วนก็แจ้งว่า งบประมาณไม่ใช่ปัญหา เพราะเขาก็จัดของเขาไปได้ ซึ่งปัญหาก็แตกต่างกันออกไป อย่างกรณีเกาะยาว พังงา นะครับ คุณครูในโรงเรียนก็มาจากลูกหลานชาวบ้าน แต่กลับไม่ยอมรับที่จะให้องค์กรชาวบ้านเข้าไปร่วมจัดการศึกษาให้กับเด็ก ไม่เห็นความสำคัญที่จะให้เด็กๆ ไปดูพ่อแม่ลงอวน ลงไซ ลงทะเลอย่างไร เพราะเขาไม่เชื่อมั่นว่า นี่คือการเรียนรู้ นี่คือการศึกษา เพราะการศึกษา คือการมานั่งเรียนเลข เรียนภาษา เรียนวิทยาศาสตร์ นั่นคือการศึกษาของเขา ไม่ใช่เรื่องการไปเรียนเรื่องทะเล การจับปลา การดูแลป่า

แม้แต่ เรื่อง child center ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ครูก็ยังไม่เข้าใจ กลับคิดว่า child center เป็นเรื่องมอบหมายให้เด็กไปค้นคว้าคิดทำ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ครูยังสำคัญสำหรับเด็ก ครูยังต้องทำหน้าที่กระตุ้น สร้างบรรยากาศให้เกิดการเรียนรู้ เพียงแต่ว่า หัวใจหรือเป้าหมายมันอยู่ที่เด็ก เท่านั้น ฉะนั้น บทบาทการศึกษาจะดีหรือไม่ดี มันอยู่ที่ครูว่าจะวางตัวเป็นพี่เลี้ยงเด็กได้ดีแค่ไหน ไม่ใช่ปล่อยเด็กๆ แล้วครูสบาย” นายสมพงษ์ว่าและเพิ่มอีกถึงอนาคตของแนวทางการศึกษาทางเลือกและรูปแบบที่ควรจัดสรรนำเสนอสู่สังคม

“อนาคตของโรงเรียนทางเลือก ต้องเป็นโรงเรียนทางเลือกของคนทุกระดับจริงๆ คนรวย คนจน สามารถเรียนได้ อย่าลืมว่าคนรวยก็เป็นกลุ่มคนที่ขาดโอกาสนะครับ ขาดโอกาสได้มาสัมผัสชีวิตชุมชน สัมผัสชีวิตคนจน เขาไม่รู้หรอกครับว่าจนจริงๆ แล้วจนยังไง การคิดถึงคนจนคิดยังไง ตรงนี้คนรวยขาดโอกาส ดังนั้น ทำยังให้คนทุกระดับเข้าโรงเรียนทางเลือกได้ เช่น เก็บค่าเทอม ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บเท่ากัน อย่างคนจนจริงๆ ก็ไม่ต้องเสีย แต่ทำงานช่วยแทนได้

ส่วนหลักสูตรทางเลือก อย่างของโรงเรียนใต้ร่มไม้ ก็ผสมผสานทั้งจากในระบบและนอกระบบ อย่างแรก ที่เราทำเป็นหลักสูตร เช่น เรียนรู้เรื่องทรัพยากร ป่า น้ำ ดิน ทะเล เป็นต้น ซึ่งเด็กเขาน่าจะรู้ว่า บ้านเขาเองเป็นอย่างไร อะไรดี อะไรสูญหาย อะไรวิกฤติขึ้นในบ้านของเขา ทำให้เขามีสำนึกเป็นห่วงเป็นใย อย่างที่สอง เรื่องของใจ สำหรับเด็ก การมีพื้นฐานทางจิตใจเป็นเรื่องสำคัญ การมีความรัก ความสุขในชีวิต เป็นเรื่องสำคัญ การหมกหมุ่นเอาแต่ใจตัวเองอย่างเดียว รักคนอื่นน้อย ก็ยิ่งทำให้เขาทุกข์ วิตกกังวล จมอยู่กับความอยากความโลภตัวเอง อย่างที่สาม เรื่องสุขภาพ เพราะถ้าหากมีสุขภาพไม่ดี หรือจิตใจใจดีแต่ร่างกายไม่ดี ก็ทำงานอย่างที่ใจอยากทำไม่ได้ ดังนั้นเด็กควรจะเรียนรู้ว่าอาหารอะไรควรกิน อะไรไม่ควรกิน กินสัดส่วนยังไง พักผ่อนยังไง เรื่องวิถีธรรมชาติบำบัด เรื่องการอดอาหาร เพื่อการรักษาโรค ทำได้อย่างไร เหล่านี้คือเรื่องที่เด็กต้องเรียนรู้ ที่นี้ เด็กในโรงเรียนไม่มีเรียน จะมีแต่ อาหารหลัก 5 หมู่ ซึ่งเด็กจะกินให้ครบได้อย่างไรเพียงเท่านั้น ทั้งที่ อาหารนั้นเป็นเรื่องทั้งศาสตร์และศิลป์ ละเอียดอ่อนมากครับ หรือเรื่องโยคะ เด็กสามารถเรียนรู้ให้เป็นวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีได้ หรือชีวจิตก็ใช่นะครับ เพราะใจที่ดีต้องมาคู่กับกายที่ดี เช่น ชีวจิต ที่นี้มาเรียนรู้พืชผักกับชุมชน ซึ่งปลอดสารพิษ อร่อยด้วยนะครับ อย่างชาวบ้านที่ชุมพร กล่าวสอนลูกหลานไว้ว่า

... “เราไปโค่นป่าทำลายป่า ถางที่ถางทาง แล้วก็ไปทำลายพืชผักป่าเป็นร้อยๆ ชนิด เพียงเพื่อจะปลูกผักชนิดเดียว หรือไม่กี่ชนิด หรือปลูกปาล์มน้ำมัน กาแฟ ตามนโยบายของรัฐที่ผลิตเพื่อส่งออก” …

โดยไม่เข้าใจเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งปัญหาทั้งหมด ก็ต้องมาโทษการศึกษา ที่ทำให้คนเหล่านี้สมองฟ่อหมดครับ อย่างที่สี่ เรื่องการเกษตร เพราะคนแถบบนี้เป็นคนชนบท ก็ต้องมาเรียนรู้เรื่องการเกษตร เรื่องยั่งยืน ว่ามีแนวทางอย่างไรบ้าง การทำปุ๋ยชีวภาพ ทำอย่างไร เรื่องการควบคุมกันเองของธรรมชาติเป็นอย่างไร และต้องทำอย่างไร หลายสิ่งหลายอย่าง เด็กก็น่าจะมาเรียนรู้ แม้แต่เรื่องเทคโนโลยีพื้นบ้าน การจัดการน้ำ ก็ล้วนน่าสนใจนะครับ


สาทร สมพงษ์

เพราะบทบาทการศึกษาทางเลือกในอนาคต จำเป็นและสำคัญมาก เนื่องจากคนเดี๋ยวนี้พูดได้เลยว่า ป่วยไข้ เพราะการศึกษามันตอบสนองไม่ได้ ทำให้ป่วยไข้ทางจิตวิญญาณ ทางสมอง มีแต่ความกังวล ความเครียด ความทุกข์ การหย่าร้าง หรือผิดหวังมากๆ ก็เครียด เด็กหลายคนขลุกอยู่กับเกมส์คอมพิวเตอร์ ซึ่งเมื่อมองการศึกษา ทำให้เห็นว่า ไม่รองรับการพัฒนาในทุกๆ ด้านของเด็ก มิติของชีวิตบางมิติ ไม่ได้รับการพัฒนา สมองบางส่วนที่มีหน้าที่ในการเจิรญเติบโต พัฒนาตามวัย แต่ไม่ได้รับการเรียนรู้หรือใช้มัน ทำให้คนในปัจจุบันนี้กระด้างมากขึ้น ในบางเรื่องบางอย่าง ขาดความละเอียดอ่อนในชีวิต ขาดความกลมกล่อม สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ในครอบครัวเองก็คุยในภาษาที่ต่างกันมาก สื่อความหมายกันยากขึ้นเรื่อยๆ ทะเลาะกันในปัญหาที่ง่ายขึ้น สังคมมันสับสนอลหม่านไปหมด ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็มาจาก พื้นฐานการศึกษาที่ไม่เอื้อให้มนุษย์ไปสู่ความสมบูรณ์ เป็นรากฐานที่ก่อให้เกิดปัญหาเชื่อมโยงไปอีกหลายๆ มิติครับ”นายสมพงษ์อธิบาย


ขอบคุณข้อมูลจาก : ทีมงาน ThaiNGO 

http://www.thaingo.org/story3/news_altEducation_210446.htm

Post By: กฤดาภรณ์ แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

ส่งลูกเข้าเรียน “วิถีพุทธ” ใครว่าเด็กจะล้าหลังคร่ำครึ!

แสดงความเห็นแล้วใน 09/10/2012. Filed under: + ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 06. ข่าว/เรื่องเล่า, 07. การศึกษา/หลักสูตรและการสอน | ป้ายกำกับ:, , , , , , |


เด็กๆ นั่งพับดอกบัว งานฝีมือวิถีพุทธ

เมื่อพูดถึง “โรงเรียนวิถีพุทธ” ถือเป็นโรงเรียนทางเลือกหนึ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิกฤตสังคม ที่หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามต่อระบบการศึกษา และทวงถามการเรียนรู้ที่แท้จริงของมนุษย์ เพราะที่ผ่านมาหลายฝ่ายต่างให้ความสนใจตัวความรู้เพื่อการแข่งขัน มากกว่าที่จะเตรียมพร้อมความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ให้กับเด็ก 

ถึงแม้จะเป็นแนวทางที่ถอดสลักความเป็นโรงเรียนในระบบเคร่งเครียด และเปลี่ยนมาใช้ “วิถีพุทธ” เป็นตัวนำในการพัฒนาจิตใจเด็กแบบองค์รวม แต่ก็ยังมีพ่อแม่หลายคนมองว่า โรงเรียนแนวนี้ เป็นการจับเด็กให้มานั่งสมาธิ สวดมนต์ หรือท่องจำความหมายของคุณธรรมจริยธรรมเพียงอย่างเดียว แล้วจะทำให้ลูกคร่ำครึ เชย ไม่ทันโลก ขาดองค์ความรู้ที่เพียงพอในการแข่งขัน

หากในความเป็นจริงแล้ว “บุปผาสวัสดิ์ รัชชตาตะนันท์” หรือ “ครูอ้อน” ผู้บริหารโรงเรียนทอสี หนึ่งในโรงเรียนวิถีพุทธ อธิบายให้ฟังในงาน Emporium Smart Kids เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า แนวทางการเรียนแบบวิถีพุทธ ไม่ใช่เป็นอย่างที่หลายคนคิด แต่จะเน้นให้เด็กเรียนรู้การลงมือปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเล่น การทำงานฝีมือ การเคลื่อนไหวร่างกาย การทำอาหาร การสนทนาพูดคุย การกล่าวคำขอบคุณ-ขอโทษ การบริการผู้อาวุโส หรือการฟังนิทานชาดก โดยใช้หลักการทางพระพุทธศาสนาเป็นตัวนำในการพัฒนาคนควบคู่ไปกับความรู้ทางวิชาการ

“คนชอบมองว่า เรียนวิถีพุทธเหรอ เชย ล้าสมัย สวดมนต์กันวันยังค่ำ ไม่เห็นจะน่าเรียนเลย หรือเด็กต้องเรียบร้อย เหมือนผ้าพับไว้ แต่จริงๆ แล้ว อยากจะบอกว่า มันไม่ใช่ เด็กก็ใช้ชีวิตตามปกติ เพียงแต่จะเน้นเรื่องของการปลุกสติ สอนให้เด็กมีธรรมะ มีความเข้าใจในธรรมชาติเพื่อให้รู้ทันจิต ไม่เน้นการเอาชนะ แต่จะเน้นให้รู้จัก และเอาชนะใจตนเอง” ครูอ้อนไขข้อสงสัย

ขณะที่อีกส่วนต่างมองว่า การเรียนวิถีพุทธจะทำให้เด็กไม่ทันโลก และด้อยวิชาการนั้น ครูอ้อนอธิบายต่อว่า ทางโรงเรียนไม่ได้ทอดทิ้งวิชาการเลย แต่ในบทเรียนชีวิตที่เราให้กับเด็ก มันเป็นเนื้อเดียวกับวิชาการตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเด็กจะได้ความรู้ทางวิชาการไปพร้อมๆ กัน แต่เป็นไปแบบธรรมชาติโดยเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตจริง

ครูอ้อน-บุปผาสวัสดิ์ รัชชตาตะนันท์ ผู้บริหารโรงเรียนทอสี

“ตามหลักพุทธศาสนา ชีวิตคือการศึกษา การศึกษาคือชีวิต แต่ผู้ใหญ่หลายฝ่ายคิดว่า เรามีหน้าที่เตรียมการศึกษาเพื่อส่งเด็กอนุบาลให้เข้าเรียนในชั้น ป.1 แต่มันไม่ใช่ เป้าหมายที่แท้จริงของวิถีพุทธคือ ทำชีวิตเด็กให้เป็นชีวิตแห่งการเป็นนักศึกษา เด็กจะต้องเป็นนักศึกษาชีวิต ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเข้ามา เขาจะสามารถเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญาได้” ครูอ้อนอธิบาย

อย่างไรก็ดี การศึกษาในแนววิถีพุทธ ครูอ้อนอธิบายต่อว่า เด็กในศาสนาอื่นก็สามารถเข้ามาเรียนรู้ในแนวทางวิถีพุทธได้ เพราะหลักการของพระพุทธเจ้าคือการพัฒนาชีวิต ไม่ได้เอาความเชื่อ หรือศรัทธาเป็นตัวตั้ง ดังนั้นเมื่อพ่อแม่เข้าใจถึงการเรียนรู้อย่างแท้จริง เรื่องของศาสนาก็ไม่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้อีกต่อไป

สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

หันมาคุยกับ “สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ” หรือ “เช็ค” พิธีกรรายการคนค้นคน คุณพ่อที่เลือกให้ลูกทั้งสองคนเข้าโรงเรียนวิถีพุทธ ตั้งแต่เตรียมอนุบาล ชี้ให้เห็นว่า แนวทางการศึกษาวิถีพุทธ สอนให้เด็กมองเห็นความเป็นจริงของชีวิต นั่นก็คือ ชีวิตกลางทางที่มีความสุข ไม่ใช่พากันไปบวชชี หรือพากันไปเดินจงกลม คร่ำครึไม่ทันโลกอย่างที่หลายคนเชื่อ หรือให้ความหมาย

“ที่ผ่านมาการศึกษาเราไปตามฝรั่งว่างั้นเถอะ เด็กจึงเน้นการเอาชนะ แต่ไม่ได้เรียนรู้จากภายใน ทำให้การเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้เป็นส่วนๆ ท่อนๆ ขาดความรู้ที่เชื่อมโยงกันของจิต ดังนั้นการศึกษาแนวพุทธ คือ การเอาส่วนที่การศึกษาอื่นละทิ้งเข้ามา เป็นการศึกษาที่ยกระดับความเป็นมนุษย์ให้เด็กรู้เท่าทันสิ่งต่างๆ ได้ดี ลูกผมสอบโอเน็ท เอเน็ทได้ 70 กว่าไปจนถึง 90 ลูกผมอายุ 6 ขวบ ไปต่างประเทศเองได้แล้ว ขณะที่เด็กบางคนไปด้วยกัน กลับร้องไห้อยากกลับบ้าน ซึ่งผมสามารถปล่อยให้ลูก อยู่กับสิ่งเร้า หรือกิเลสทั้งหลายได้อย่างมั่นใจ โดยที่ลูกจะรู้เท่าทันและรับมือกับสิ่งเร้านั้นๆ ได้เป็นอย่างดี” สุทธิพงศ์ ยืนยันถึงสิ่งที่ลูกได้จากการเรียนในแนวทางวิถีพุทธ

“สังคมที่มันเป็นอยู่ อย่างที่เห็น ยิ่งเรียนรู้ มีทฤษฎีการศึกษากันเยอะแยะ แต่ว่าทำไมปัญหาต่างๆ มันยิ่งเยอะขึ้น ทำไมคนยิ่งฉลาด ยิ่งเรียนมาก แต่ปัญหาในโลกนี้ไม่เคยน้อยลงเลย เพราะระบบการสอนที่ทำให้เด็กระงับกิเลส หรือรู้เท่าทันกิเลส ตอนนี้ไม่ค่อยมี ถ้าหากใครจะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ต้องไปที่สำนักสงฆ์ ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างที่คิด แต่มันสามารถที่จะอยู่ควบคู่ไปกับการเรียนรู้วิชาการได้ เพราะฉะนั้นวิชาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ผมว่ามันเป็นวิชาที่สำคัญสำหรับลูกผมมาก” สุทธิพงษ์ฝากทิ้งท้าย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 มิถุนายน 2553 15:14 น.

http://mgr.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000085869

Post By: กฤดาภรณ์ แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

เจาะจุดเด่น “8 แนวการศึกษาทางเลือก” ตัวช่วยเลือกโรงเรียนให้ลูก

แสดงความเห็นแล้วใน 09/10/2012. Filed under: + ระดับปฐมวัย/อนุบาล, 06. ข่าว/เรื่องเล่า, 07. การศึกษา/หลักสูตรและการสอน | ป้ายกำกับ:, , , |


เชื่อได้เลยว่า คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกใกล้เข้าวัยเรียน คงต้องคิดหนักเรื่องของการเลือกโรงเรียนให้กับลูกไม่น้อย เนื่องจากสมัยนี้ มีโรงเรียนมากมาย และผุดขึ้นอีกไม่รู้กี่แห่ง ทำให้พ่อแม่ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าไปตามๆ กัน โดยเฉพาะการหาโรงเรียนที่ดี มีระบบการเรียนการสอนที่ตรงกับพัฒนาการของลูกแนวการศึกษาแนวทางเลือก (Alternative Education) จากงาน Emporium Smart Kids เป็นแนวทางที่เกิดขึ้นมาเพื่อถอดสลักความเป็นโรงเรียนในระบบเดิม เน้นการเรียนรู้ใหม่อย่างมีชีวิตชีวา ไม่หยุดนิ่ง โดยความพิเศษของการศึกษาทางเลือกนี้มีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ และต่างแนวคิดกัน ดังต่อไปนี้

*** การเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori Method)

เริ่มเก็บข้อมูลกันที่ แนวการเรียนการสอนแบบ “มอนเตสซอรี่” เป็นหลักการสอนที่ยึดหลักตามพัฒนาการและความต้องการของเด็กวัย 0-6 ปี ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่ “สภาพแวดล้อม” โดยมีครูเป็นผู้เตรียมสภาพแวดล้อม ดังนั้นผู้ใหญ่หรือผู้ที่ดูแลเด็กจะต้องมีสัมพันธภาพที่ดี มีความรัก เอื้ออาทร มีเสรีภาพ ให้เด็กมีโอการเลือกและสิ่งที่สำคัญของการเรียนแบบมอนเตสซอรี่ คือ “มือ” เพราะมือคือครูที่สำคัญคนหนึ่ง เด็กสามารถเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมือตัวเอง โดยคุณพ่อคุณแม่และคุณครู เป็นผู้เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้และทำทุกอย่างด้วยตัวเอง

แนวการสอน จะเน้นการใช้สื่ออุปกรณ์ให้เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง สร้างความเข้าใจได้ง่ายขึ้น เด็กๆ จะมีอิสระในการหยิบอุปกรณ์ชิ้นใดก็ได้มาทำ เขาอาจจะเลือกหยิบชิ้นที่ยากเกินความสามารถของตัวเอง เมื่อพบว่าตัวเองทำไม่ได้ เขาก็จะนำไปเก็บและหยิบอุปกรณ์ชิ้นใหม่ขึ้นมาแทน ทั้งนี้การฝึกฝนจากอุปกรณ์ที่ง่ายและขยับขึ้นไปสู่อุปกรณ์ที่ยากจะเป็นไปตามพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก โดยกิจกรรมหลักของแนวทางนี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่มคือ กลุ่มประสบการณ์ชีวิต เพื่อฝึกให้เด็กมีสมาธิ ระเบียบวินัย กิจกรรมในกลุ่มประสาทสัมผัส และกิจกรรมในกลุ่มวิชาการ

อย่างไรก็ดี การสอนแนวนี้ จะเน้นการเรียนรู้เป็นรายบุคคลและเป็นไปอย่างมีขั้นตอน เพราะเชื่อว่าเด็กปฐมวัยชอบความเป็นระเบียบ แต่จุดอ่อน คือแง่ทักษะในสังคม เด็กจะขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและครู เพราะเด็กต้องทำกิจกรรมของใครของมัน ปล่อยให้เด็กคิดอย่างอิสระ ทำด้วยตัวเอง ส่วนจุดแข็งที่ทำให้เราเห็นความแตกต่าง คือความเชื่อในเรื่องประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งช่วยพัฒนาการเด็กได้มาก

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการให้ลูกเป็นเด็กเรียบร้อย แล้วอยากจะเลือกการศึกษาแนวนี้ ควรต้องดูให้ถึงแก่นว่าโรงเรียนที่บอกนั้นได้ยึดหลัก “เด็กเป็นศูนย์กลาง” (Child Center) หรือไม่ และอุปกรณ์ที่ให้เด็กใช้เป็นอย่างไร รวมถึงครูผู้สอนผ่านการฝึกอบรมมานักแค่ไหน

สำหรับโรงเรียนอนุบาลที่นำแนวคิดมาใช้ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลกรแก้ว www.kornkaew.th.edu และโรงเรียนอนุบาลสาริน www.anubansarin.com

—————————————————————————————————–

*** การเรียนการสอนแบบวอล์ดอร์ฟ (Waldorf method)

เป็นการสอนที่สอดคล้องกับความต้องการของเด็กๆ ที่ควรได้เล่นอย่างอิสระ มีชีวิตเรียบง่ายกลมกลืนกับธรรมชาติ เน้นให้เด็กๆ รู้จักจุดยืนที่สมดุลของตัวเองในการใช้ชีวิตอยู่บนโลก ผ่านกิจกรรม 3 อย่าง คือ กิจกรรมทางกายหรือการกระทำ กิจกรรมทางอารมณ์ความรู้สึก และกิจกรรมผ่านความคิดหรือสมอง โดยเน้นให้เด็กใช้พลังทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสติปัญญา หรือศาสตร์ของศิลปะ

แนวนี้เชื่อว่า “จินตนาการของเด็กคือการเรียนรู้” โดยจะสอนตามพัฒนาการของเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 0-7 ปี ที่ถือว่าเป็นวัยที่มีพัฒนาการทางร่างกายมากที่สุด เน้นไปที่การเรียนรู้แบบธรรมชาติ ไม่มีการสอนแบบชั้นเรียน ห้องเรียน จะมีมุมต่างๆ ให้เด็กได้เรียนรู้จากการเล่นของธรรมชาติ ใช้ของง่ายๆ พื้นๆ เช่นการวาดรูปด้วยสีน้ำ การปั้นดินเหนียว การปลูกผัก ทำอาหาร ประดิษฐ์งานฝีมือ ล้างจานและทำความสะอาดอื่นๆ

อย่างไรก็ดี การเรียนการสอนในแนวนี้ เป็นการสอนเพื่อพัฒนามนุษย์ให้ได้ถึงส่วนลึกที่สุดของจิตใจ การนำวิธีการสอนแบบวอล์ดอร์ฟ จำเป็นต้องนำทั้งระบบการศึกษาไปใช้ควบคู่กับรูปแบบ ดังนั้นพ่อแม่ต้องพิจารณาความเหมาะสมของสถานศึกษาอย่างรอบคอบก่อนส่งลูกไปเรียนในหลักสูตรนี้

สำหรับโรงเรียนอนุบาลไทยที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ ได้แก่ โรงเรียนปัญโญทัย www.panyotai.com โรงเรียนอนุบาลบ้านรักwww.baanrakk.th.edu และโรงเรียนแสนสนุกไตรทักษะ www.tridhaksa.ac.th

—————————————————————————————————–

การทำกิจกรรมของเด็กๆ

*** เรกจิโอเอมิเลีย (Reggio Emilia Approach)

เป็นหลักการสอนที่เชื่อว่า การเรียนรู้เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ และบริบทของสังคมที่เด็กอยู่เป็นตัวกำหนด จะต้องเรียนรู้ว่าสังคมรอบตัวเป็นอย่างไร ผลงานที่เด็กทำจึงต้องเกิดจากความสนใจของเด็กที่ลองผิดลองถูกเองทั้งหมด

โดยการศึกษาแนวนี้ เชื่อเสมอว่า เด็กมีความสามารถในตัวอยู่แล้ว ครูจึงมีบทบาทที่จะเข้ามาขยายความสามารถนั้น เปิดโอกาสให้เด็กค้นคว้าเรียนรู้ และความสนใจของเด็กต้องได้รับการสานต่อและเชื่อมโยง ซึ่งมีหลายข้อที่น่าสนใจดังนี้

1. วิธีการมองเด็ก เด็กแต่ละคนมีลักษณะที่เป็นตัวของตัวเอง มีศักยภาพและความสามารถในตัวเองมาตั้งแต่เกิด คุณครูต้องรับรู้ถึงศักยภาพ ส่งเสริม สร้างสิ่งแวดล้อมที่จะสนองตอบต่อศักยภาพเด็กอย่างเหมาะสม

2.โรงเรียนเป็นแหล่งการบูรณาการสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย การดำเนินการจึงต้องคำนึงถึงองค์ประกอบทั้ง 3 คือ เด็ก ครอบครัว และครู สภาพแวดล้อมในโรงเรียน ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตรสำหรับทุกคนที่ได้เข้าสัมผัส

3. ครูและเด็กเรียนรู้ไปด้วยกัน การเรียนรู้ที่มีคุณค่าสำหรับเด็กไม่ใช่การสอนจากครูที่เป็นการบอกเล่าโดยตรง แต่เป็นการจัดสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้

4. ครูต้องปฏิบัติตัวเป็นนักศึกษา ค้นคว้า วิจัย และสำรวจ พูดง่ายๆ คือ ครูต้องเป็นมากกว่าครู เพื่อนำพาเด็กไปสู่การเรียน ที่ก้าวหน้า พัฒนาสติปัญญาในขั้นต่อไป

สำหรับโรงเรียนอนุบาลไทยที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ ได้แก่ โรงเรียนมณีรัตน์ www.maneerut.com

—————————————————————————————————–

*** การเรียนการสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language Approach)

แนวการสอนนี้ ถูกนำมาสอดแทรกไปกับการเรียนรู้ภาษา ทั้งการพูด การเขียน และการอ่าน เป็นการเรียนรู้ภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ เด็กจึงไม่มีความรู้สึกว่ายากลำบากในการเรียน เพราะเด็กเกิดมาพร้อมกับความสามารถที่จะเรียนรู้ภาษา

โดยในห้องเรียน จะต้องมีกิจกรรมที่มีความหมายต่อเด็ก มีลักษณะสร้างสิ่งแวดล้อมให้เด็กคุ้นกับหนังสือ ควรมีหนังสือให้เด็กเลือกอ่านตามความสนใจ อ่านหนังสือให้ฟังทุกวัน ให้เด็กเล่าเรื่องจาก การพูด การเขียน การวาด หรือการแสดง โดยยึดเด็กเป็นศูนย์กลางสอนเด็กตามระดับความสามารถที่แตกต่างกัน ซึ่งครูจะมีบทบาทมากในการกระตุ้นให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่เป็นภาษา กระตุ้นให้เด็กลองเขียน ผิดๆ ถูกๆ ให้กำลังใจ ส่วนพ่อแม่ต้องสร้างเจตคติให้ลูกรู้จักการสื่อสาร รักในการพูด อ่าน เขียนไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่ตั้งเป้าเอาไว้ว่า ลูกอยู่อนุบาล 3 แล้วจะต้องอ่านออกเขียนได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด

สำหรับโรงเรียนอนุบาลไทยที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ ได้แก่ โรงเรียนทอรัก www.taurakschool.net และ โรงเรียนอนุบาลวัฒนาสาธิตwww.wattanasatitschool.com

—————————————————————————————————–

ให้เด็กได้สัมผัสประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน

*** การเรียนการสอนแบบโครงการ (Project Approach)

หลักคิดของแนวการสอนแบบนี้ เป็นการกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญา พัฒนาการทางสังคมของเด็ก หากเด็กจะเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หัวข้อนั้นๆ ไม่ได้มาจากครู แต่มาจากตัวของเด็กเอง เป็นแนวการสอนที่ดึงศักยภาพเด็กออกมา เพราะฉะนั้นเด็กเก่งก็สามารถช่วยเด็กอ่อนได้ ในขณะที่เด็กอ่อนก็ไม่รู้สึกแปลกที่ไม่เป็นการเรียนแบบแพ้คัดออก ทั้งยังเน้นให้เด็กคิดเอง ที่สำคัญเด็กได้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ หู ตา มือ ปาก และความรู้สึก

อย่างไรก็ดี ในประเทศไทยนั้นมีอยู่ 3 รูปแบบด้วยกันคือ 1.รูปแบบโครงการที่ให้เด็กตั้งสมมติฐานในสิ่งที่สนใจอยากเรียนรู้ จากนั้นให้ทดลองว่าเป็นไปตามที่คาดคะเนไว้หรือไม่ 2.รูปแบบ Reggio เป็นโครงการที่ไม่มีโครงสร้างจำกัดมากนัก และ 3.โครงการแบบมีกระบวนการครบทั้ง 5 ขั้น คือ อภิปรายกลุ่ม ออกภาคสนาม การนำเสนอประสบการณ์เดิม การสืบค้น และการจัดแสดง อย่างไรก็ดี การเรียนแนวนี้ ก็มีข้อจำกัดถ้าหากไม่มีการพาเด็กออกภาคสนามหรือทัศนศึกษา จะทำให้เด็กไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรง

สำหรับโรงเรียนอนุบาลไทยที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลธีรานุรักษ์www.teeranurakschool.com โรงเรียนวรรณสว่างจิต www.wsc.ac.th และโรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ http://kukai.ac.th

———————————————————————————————–

*** นีโอ-ฮิวแมนนิสต์ (Neo-Humanist Education)

เป็นการเรียนการสอนที่นำศาสตร์ทางตะวันออกกับความทันสมัยของตะวันตกมาผสมผสานเข้าด้วยกัน มีการให้เด็กๆ ฝึกสมาธิ ทำโยคะโดยมีเสียงเพลงประกอบ และได้รวบรวมวิธีการสอนใหม่ๆ เข้าไปด้วย โดยให้ความสำคัญกับ ความเก่ง ความฉลาด ที่เป็นศักยภาพที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ พร้อมกับเชื่อว่าความเป็นคนที่สมบูรณ์เกิดจากศักยภาพที่สำคัญทั้ง 4 ด้าน คือ

ด้านร่างกายจะต้องแข็งแรง ด้านจิตใจ ถ้าร่างกายแข็งแรงแต่จิตใจกลับอ่อนแอ เด็กก็จะขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ด้านการมีน้ำใจ มีความรักและความเมตตาให้กับคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน และสุดท้ายด้านวิชาการ จะต้องมีความรู้ไว้พัฒนาการตนเอง แนวคิดนี้เชื่อว่าการเรียนรู้ของเด็ก 95 % มาจากสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการเด็ก อีก 5 % เป็นเรื่องกรรมพันธุ์ที่ได้รับจากพ่อแม่ ซึ่งในหมู่นักการศึกษากลับมองว่า หลักความเชื่อเช่นนี้ ค่อนข้างชี้ชัดเกินไป เพราะในวิถีของเด็กยังมีปัจจัยอีกมากที่ส่งผลต่อการเรียนรู้

สำหรับโรงเรียนอนุบาลที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ คือ โรงเรียนอมาตยกุล โทร.02-972-8894-5 หรือ 02-986-1663

—————————————————————————————————–

*** การเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป (High/Scope Approach)

เป็นการเรียนที่ใช้หลักการให้เด็กริเริ่มกิจกรรมด้วยตัวเอง ได้ลงมือปฏิบัติ และเลือกสื่อที่เกี่ยวข้องกับการเรียน โดยมีครูเป็นผู้สนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดการทำกิจกรรม เน้นกระบวนการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน คือ การวางแผน, การปฏิบัติ และการทบทวน โดยต้องระวังว่ากระบวนการต้องมาจากความคิดของเด็กๆ ไม่ใช่การชี้นำของครูผู้สอน

สำหรับโรงเรียนอนุบาลที่นำแนวคิดนี้ไปใช้ ได้แก่ โรงเรียนเกษมพิทยา (แผนกอนุบาล) www.kasempit.th.edu

—————————————————————————————————–

*** การเรียนการสอนแบบวิถีพุทธ (Buddhist Education)

ส่วนแนวการเรียนการสอนสุดท้าย เป็นแนวคิดที่ทีมงานได้เคยนำเสนอไปแล้ว ถ้าพ่อแม่ท่านใดสนใจแนวทางวิถีพุทธ สามารถเข้าไปอ่านข่าวย้อนหลังได้ที่ ส่งลูกเข้าเรียน “วิถีพุทธ” ใครว่าเด็กจะล้าหลังคร่ำครึ!

—————————————————————————————————–

สำหรับบ้านไหนที่สนใจแนวโรงเรียนทางเลือกแบบใด และหากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อไปตามโรงเรียนได้

หรือติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2269-1091-50

—————————————————————————————————–

ขอบคุณข้อมูลจาก โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 24 มิถุนายน 2553 15:14 น.

http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000086994

 

Post By: กฤดาภรณ์ แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

การศึกษาทางเลือก เส้นทางที่งดงามด้วยความต่าง (โดย ปตท.สื่อพลัง)

แสดงความเห็นแล้วใน 05/10/2012. Filed under: 04. วารสาร/บทความ | ป้ายกำกับ:, , , , , , , , , , |


การศึกษาไม่ได้เท่ากันทุกประการกับการเรียนรู้
ฉะนั้น การจัดการศึกษาในบางลักษณะจึงไม่ก่อการเรียนรู้แก่ผู้เรียนเลย
และหากคำนึงถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์เป็นหลักแล้ว
ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่เส้นทางการศึกษาเพียงรูปแบบเดียวจะเหมาะกับคนทุกคน

AS EDUCATION IS NOT NECESSARILY SYNONYMOUS TO LEARNING
, NOT ALL TYPES OF EDUCATION MANAGEMENT MAY NOT BRING ABOUT LEARNING FOR LEARNERS.
GIVEN THE NATURE OF HUMANS LEARNING
, ONLY SINGLE TYPE OF EDUCATION THUS CANNOT FIT ALL.

คลิกที่นี่>>> เพื่ออ่านต่อ/ดาวน์โหลดฉบับเต็ม การศึกษาทางเลือก ปตท.สื่อพลัง

ขอบคุณข้อมูลจาก วารสารสื่อพลัง ปตท.

http://www.pttplc.com/Files/Document/energy_mag/55_1/08.pdf

Post By: กฤดาภรณ์ แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

 

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

รายงานการวิจัยแนวทางการเทียบโอนวุฒิการศึกษาความรู้และประสบการณ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศนิวซีแลนด์

แสดงความเห็นแล้วใน 27/09/2012. Filed under: 05. งานวิจัย/หนังสือ/เอกสาร | ป้ายกำกับ:, , , , , , , , |


รายงานการวิจัยแนวทางการเทียบโอนวุฒิการศึกษาความรู้และประสบการณ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศนิวซีแลนด์

 ดาวน์โหลดสิ่งพิมพ์

ปีที่พิมพ์ : 2550
ISBN : 978-974-70

เอกสารฉบับนี้เป็นแนวทางในการเทียบโอนวุฒิการศึกษา ความรู้ และประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแสวงหาความรู้จากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ภายในประเทศและต่างประเทศ…

 อ่านต่อ

 Post BY: แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู
Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

การศึกษาทางเลือก: ข้อเสนอหลักเกณฑ์ และวิธีการในการปรับใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 สำหรับการศึกษาทางเลือก ตามแนวทางของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

แสดงความเห็นแล้วใน 27/09/2012. Filed under: 05. งานวิจัย/หนังสือ/เอกสาร | ป้ายกำกับ:, , , , , , |


ข้อเสนอหลักเกณฑ์ และวิธีการในการปรับใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 สำหรับการศึกษาทางเลือก ตามแนวทางของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

ดาวน์โหลดสิ่งพิมพ์

ปีที่พิมพ์ : 2554
ISBN : 978-616-270-010-1

เอกสารการวิจัยฉบับนี้ ดำเนินการวิจัยตามมติของที่ประชุมคณะอนุกรรมการสภาการศึกษา ด้านการส่งเสริมการศึกษาทางเลือก ให้มีการวิจัยข้อเสนอ หลักเกณฑ์ และวิธีการในการปรับใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 สำหรับการศึกษาทางเลือก เพื่อวิเคราะห์ความสอดคล้องของการศึกษาทางเลือกกับสาระบัญญัติที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และข้อจำกัดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกับการจัดการศึกษาทางเลือก สำนักงานฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารฉบับนี้จะเกิดประโยชน์ต่อการดำเนินงานการศึกษาทางเลือก เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถ มีทักษะ กระบวนการคิด เป็นคนดี มีคุณธรรม และดำรงชีวิตอย่างรู้เท่าทันในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างเป็นสุข…

อ่านต่อ

Post BY: แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

กลับไปหน้าที่แล้ว

Liked it here?
Why not try sites on the blogroll...

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 25 other followers

%d bloggers like this: