รายงานการวิจัย สภาพการณ์และฐานข้อมูลการจัดการศึกษาโดยครอบครัวในสังคมไทย

Posted on 27/09/2012. Filed under: 05. งานวิจัย/หนังสือ/เอกสาร | ป้ายกำกับ:, , , , , |


รายงานการวิจัย สภาพการณ์และฐานข้อมูลการจัดการศึกษาโดยครอบครัวในสังคมไทย

 คลิกที่นี่ >>>เพื่อ ดาวน์โหลดสิ่งพิมพ์

ปีที่พิมพ์ : 2547
ISBN : 

รายงานฉบับนี้เป็นการสร้างองค์ความรู้ในเรื่องการจัดการศึกษาโดยครอบครัวในสังคมไทยให้มีพัฒนาการให้ปรากฏชัดเจนในสังคม พร้อมเป็นการขับเคลื่อนนวัตกรรมการศึกษาโดยครอบครัวและเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับครอบครัว…

อ่านต่อ

Post BY: แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

รายงานการวิจัยภาคีบ้านเรียนการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่างครอบครัว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและเครือข่าย

Posted on 27/09/2012. Filed under: 05. งานวิจัย/หนังสือ/เอกสาร | ป้ายกำกับ:, , , , , |


รายงานการวิจัยภาคีบ้านเรียนการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่างครอบครัว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและเครือข่าย

 คลิกที่นี่ >>>เพื่อ ดาวน์โหลดสิ่งพิมพ์ปีที่พิมพ์ : 2550
ISBN : 978-974-55

เอกสารฉบับนี้เป็นการศึกษาวิจัยแนวทางในการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยครอบครัวร่วมกันระหว่าง 3 ฝ่ายทั้งครอบครัว องค์กรเครือข่ายและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน รวมทั้งเป็นการประมวลประสบการณ์ องค์ความรู้ การจัดกระบวนการเรียนรู้ในครอบครัว …

อ่านต่อ

 

Post BY: แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

 

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

การอุดหนุนค่าใช้จ่ายและการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี

Posted on 27/09/2012. Filed under: 05. งานวิจัย/หนังสือ/เอกสาร | ป้ายกำกับ:, , , , , |


สิ่งพิมพ์ สกศ.

การอุดหนุนค่าใช้จ่ายและการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี

คลิกที่นี่ >>>เพื่อ ดาวน์โหลดสิ่งพิมพ์

ปีที่พิมพ์ : 2550
ISBN : 978-974-55

เอกสารฉบับนี้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาโดยครอบครัว และสถานประกอบการ เพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามศักยภาพ และพัฒนาคุณภาพของคนไทย รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ…

อ่านต่อ

Post BY: แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

รายงานการติดตามประเมินผลเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาโดยครอบครัว

Posted on 27/09/2012. Filed under: 05. งานวิจัย/หนังสือ/เอกสาร | ป้ายกำกับ:, , , , , |


 

สิ่งพิมพ์ สกศ.

รายงานการติดตามประเมินผลเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาโดยครอบครัว

คลิกที่ >>> ดาวน์โหลดสิ่งพิมพ์

ปีที่พิมพ์ : 2552
ISBN : 

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อติดตามประเมินผลสภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดการศึกษาโดยครอบครัว เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยครอบครัว ทั้งในส่วนครอบครัวที่จัดการศึกษา หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบ และองค์กรเครือข่าย…

อ่านต่อ

 

Post BY: แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ICT ทางหลักสูตรและการสอน

Posted on 27/09/2012. Filed under: 07. การศึกษา/หลักสูตรและการสอน | ป้ายกำกับ:, , , , , , |


ในโลกแห่งการแข่งขันด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทันสมัย เราในฐานะบุคลากรทางการศึกษาสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเหล่านั้นเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนได้ในหลากหลายสาขาวิชา ดังตัวอย่างต่อไปนี้

1. การประยุกต์ทางหลักสูตร
หลักสูตรถือเป็นหัวใจหลักของการศึกษา หากหลักสูตรมีคุณภาพ   มีความทันสมัย และมีความยืดหยุ่น จะทำให้การศึกษามีความต่อเนื่องและเป็นไปในทิศทางที่เหมาะสมปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเชื่อมโยงกับการทำงานด้านหลักสูตร ทำให้มีความทันสมัยและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น  เราสามารถแบ่งประเด็นย่อยทางหลักสูตรที่มีการนำไอซีทีมาประยุกต์ใช้ได้ดังนี้
วัสดุทางหลักสูตร   
         1.1.1 สาขาการศึกษาปฐมวัย
         – เว็บไซต์นี้ได้เผยแพร่แนวทางของรัฐบาลที่สนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาตั้งแต่การเรียนรู้ของผู้เรียน(ปฐมวัย) จนถึงระดับสูงสุดของการจัดการศึกษา อันเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนมุมมองในการสร้างหลักสูตร โดยอาศัยการเชื่อมโยงกับ ICTโดยมีตัวอย่างการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับแนวทางนี้ในหลายเว็บไซต์ที่สามารถเข้าถึงผู้เรียนทุกระดับ
          – Manitoba’s English program เป็นวัสดุหลักสูตรที่มีความน่าสนใจและครอบคลุมการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย โดยผู้ดูแลหลักสูตรปฐมวัยสามารถนำไปพัฒนาการจัดการเรียนการสอนได้ดังเว็บไซต์นี้ http://www.edu.gov.mb.ca/k12cur/index.html   http://www.teachernet.gov.uk/teacingandlearning/foundation/
         1.1.2 สาขาวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์)
         – เป็นโครงสร้างมาตรฐานฟิสิกส์ของสถาบันการศึกษาใน MaryLand ในระดับgrade 9-12ในเนื้อหาสาระเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน    http://www.mdk12.org/instruction/clg/physics/goal5.html  และยังมีตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ฟิสิกส์  เรื่อง The Copper Basin Problem  โดยใช้รูปแบบ 5E เพื่อเป็นแนวทางให้ครูจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างมีระบบดังเว็บไซต์นี้ http://www.mdk12.org/instruction/curriculum/hsa/biology/copper_basin/index.html
        1.1.3 สาขาเทคโนโลยี
        – เป็นตัวอย่างของการนำเสนอแผนการสอน โดยเป็นการรวบรวมแผนการสอน สื่อการสอน รวมทั้งบทเรียนในรายวิชาต่างๆ ดังแสดงในเว็บ แบ่งเป็นระดับ และกิจกรรมการเรียนรู้ เช่นจาก เว็บไซต์  http://www.edu.dudley.gov.uk/foundation/lessons.htm และ เว็บไซต์ http://ecs.lewisham.gov.uk/intict/act1lesson.htm   และ การรวบรวมรายวิชาที่สำคัญเพื่อการเรียนรู้ที่เรียกว่า Interdisciplinary Program หรือ พหุวิทยาการ โดยกำหนดการเรียนรู้เพื่อเป็นการศึกษาทางเลือกของนักเรียน เช่นhttp://ecs.lewisham.gov.uk/intict/index.htm  และ จากเว็บไซต์http://www.mdk12.org  นั้นมีการนำเสนอวัสดุหลักสูตรทางด้านกลุ่มสาระวิชาTechnology Education ให้แก่ผู้สนใจโดยมี content standard จัดมาให้ใน http://www.mdk12.orghttp://www.mdk12.org/instruction/curriculum/technology_education/vsc_technologyeducation_standards.pdf
1.2 ประเภทแหล่งเรียนรู้ด้านหลักสูตร
        1.2.1 สาขาการศึกษาปฐมวัย
        –  ในเว็บไซต์นี้ได้จัดแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ และมีประโยชน์ต่อผู้ที่ทำงานด้านการศึกษาปฐมวัยหรือผู้สนใจทั่วไป เพื่อเข้าไปศึกษาหาข้อมูลหรือแนวทางในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เหมาะสมกับวัย หรือมีมุมมองในการให้การศึกษาระดับปฐมวัยมากขึ้น ก่อนที่จะมีทางเลือกต่อไปในเรื่องของการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัย  ดัง เว็บไซต์ http://www.surestart.gov.uk/
          1.2.2 สาขาวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์)
           – เป็นการบูรณาการรายวิชาต่าง ๆ   เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างสาขาวิชาให้เกิดความกว้างขวางขึ้นโดยแบ่งวิเคราะห์เป็นระดับอย่างชัดเจน http://www.edu.gov.mb.ca/k12/tech/imym/resources/units.html
         1.2.3 สาขาเทคโนโลยี
          – แหล่งในการศึกษา ค้นคว้า เครื่องมือที่ใช้ โดยมีการนำเสนอหลักคิด แบบฝึกหัดในการประยุกต์ใช้ ตัวอย่างรายวิชาด้านการสอน ICT และแนะนำการใช้งานสำหรับผู้รับผิดชอบหลักสูตร หรือ อาจารย์ผู้สอน ดังเว็บไซต์http://www.edu.gov.mb.ca/k12/tech/imym/6/ict/icts.pdf    และ Curriculum Online จากเว็บไซต์http://www.curriculumonline.gov.uk/CaseStudies/appliedict.htm  นั้นมีการนำเสนอเครื่องมือ และ แนวทางต่างๆ ในหลากหลายรูปแบบเพื่อเป็น Guide Line ให้กับ ครูผู้สอนในการจัดกิจกรรมทางการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนการสอน
1.3  ประเภทเครื่องมือบริหารจัดการหลักสูตร
          1.3.1 สาขาการศึกษาปฐมวัย
         – โปรแกรมของ EEC ซึ่งเป็นโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการศึกษาระดับปฐมวัย  หลักสูตรนี้ได้สร้างเครื่องมือขึ้นมา เพื่อการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย  โดยอาศัยฐานข้อมูล ICT และจัดโปรแกรมในลักษณะของการเชื่อมโยง ICT มาใช้ได้อย่างทันสมัยhttp://www.mdk12.org/instruction/ensure/readiness/judy_centers_international_cooperation.html
           1.3.2 สาขาวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์)
           – เครื่องมือสำหรับบริหารจัดการหลักสูตร  โดยมีกระบวนการในการพัฒนาหลักสูตรสำหรับผู้บริหารของสถาบันการศึกษาใน MaryLand   http://www.mdk12.org/process/10steps/
            1.3.3 สาขาเทคโนโลยี
          – แนวทาง หลักการ และทฤษฎีในการบริหารจัดการหลักสูตร เช่น การสร้างตัววัดความร่วมมือระหว่างองค์การสำหรับดำเนินโครงการ ICT ดังตัวอย่างจากเว็บไซต์ http://www.unctad.org/Templates/Page.asp?intItemID=4157&lang=1 และอีกแนวทางในการประยุกต์ผลการสำรวจกลุ่มผู้บริหารโรงเรียน 900 โรงเรียน ด้านความต้องการใช้ ICT (ICT Needs) ในการบริหารจัดการในการนำ ICT เข้าไปใช้ในการบริหารสถาบันการศึกษาที่รับผิดชอบดังเว็บไซต์ http://www.techlearning.com/story/showArticle.php?articleID=196604540
2. การประยุกต์ทางการเรียนการสอน
                  การประยุกต์ใช้ไอซีทีกับการเรียนการสอนเป็นการอำนวยความสะดวกกับบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งนักเรียนที่จะได้ประโยชน์โดยตรง ซึ่งถือว่าการประยุกต์ใช้ไอซีทีกับการเรียนการสอนมีความทันสมัยและก้าวหน้ามากขึ้นอย่างชัดเจน  ประเด็นของการประยุกต์ใช้ไอซีทีกับการเรียนการสอน มีดังนี้
    2.1 สื่อการเรียนการสอน
          2.1.1 สาขาการศึกษาปฐมวัย
          – ข้อมูลในเว็บไซต์นี้เป็นข้อมูลที่สามารถให้ผู้ปกครองหรือครูที่ต้องให้ความรู้กับผู้ปกครองเกี่ยวกับเด็กปฐมวัยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสภาพของแต่ละครอบครัว หรือให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละบุคคลได้อย่างดี  ซึ่งในการศึกษาผ่านเว็บไซต์หรือแหล่งข้อมูลบนเว็บไซต์ถือเป็นข้อมูลหรือบทเรียนออนไลน์ในด้านของแหล่งข้อมูลทางเดียวได้ดีระดับหนึ่งเลย
         – ตัวอย่างของรูปแบบเกมทางการศึกษาปฐมวัย ในเว็บไซต์สร้างขึ้นได้อย่างน่าสนใจ จะเห็นได้ว่าการประยุกต์ใช้ไอซีที เข้ามาช่วยในการสร้างบทเรียน หรือเครื่องมือเพื่อช่วยพัฒนาการเรียนการสอนให้กับครูปฐมวัย ทำให้การทำงานและการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยทำได้ง่ายดายมากขึ้น เพราะเด็กปฐมวัยจะสนใจสิ่งที่เป็นจินตนาการ และ ท้าทายความสามารถของเขาอย่างแท้จริง  และที่น่าสนใจจากตัวอย่างของการนำ ICTมาใช้กับการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กปฐมวัยนั้น ในที่นี้ทำได้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กโดยฝึกเด็กในการคลิกเมาส์ และเด็กจะค้นพบ และแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ ซึ่งจะสร้างความสนุก และฝึกการเรียนรู้ การแก้ปัญหา รวมทั้งพัฒนาทักษะได้ตรงตามที่ต้องการ ผ่านการเล่นเกมซึ่งเปรียบได้กับบทเรียนทางคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กนั่นเอง ดังตัวอย่างเว็บไซต์นี้ http://www.bbc.co.uk/schools/s/preschool 
              2.1.2 สาขาวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์)
               – บทเรียนวิชาฟิสิกส์เรื่อง การสะท้อนของแสง  มีเนื้อหาและภาพกราฟฟิก เคลื่อนไหว  เสมือนการทดลองจริง  ให้เห็นชัดเจน  เหมาะสำหรับผู้เรียนอายุ 14-16 ปี ดังเว็บไซต์นี้http://www.bbc.co.uk/schools/gcsebitesize/physics/waves/light_and_soundrev5.shtml
และเรื่อง การหักเหของคลื่นน้ำ  มีเนื้อหาและภาพกราฟฟิกเคลื่อนไหวเสมือน
การทดลองจริง  ให้เห็นชัดเจน  เหมาะสำหรับผู้เรียนอายุ 14-16 ปี  ดังเว็บไซต์นี้http://www.bbc.co.uk/schools/gcsebitesize/physics/waves/water_wavesrev4.shtml
             2.1.3 สาขาเทคโนโลยี
              – เป็นบทเรียน/รายวิชา/แบบฝึกหัด/สื่อสไลด์/สื่อมัลติมีเดีย โดยอาจเชื่อมโยงจากการจัดตารางการเรียนการสอนผ่านสื่อ รายการโทรทัศน์เป็นรายวัน ซึ่งผู้เรียนและผู้สอนสามารถสื่อสารต่อกันผ่านการเรียนรู้จากรายการดังกล่าว โดยแหล่งอ้างอิงนี้ได้กล่าวถึง TV Resources ซึ่งเป็นการบรรจุบทเรียนผ่านรายการโทรทัศน์ http://www.4learning.co.uk/support/programmenotes/index.html    อย่างไรก็ตาม การจัดบทเรียนดังกล่าวอาจจะขาดหลักของ OTL (Opportunities to Learn) เนื่องจากขาดความยืดหยุ่นเมื่อเทียบกับการเรียนการสอนผ่านเว็บไซต์ นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้การสอนโดยใช้ประโยชน์จากสื่อมัลติมีเดียเพื่อการสอนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจากเว็บไซต์ http://www.curriculumonline.gov.uk/CaseStudies/dtcasestudy.htm
และจากการศึกษาเพื่อการจัดทำสื่อเพื่อการเรียนรู้จากตัวอย่างหนึ่งของเว็บไซต์ไทย http://techno.obec.go.th/content/  พบว่ามีการแทรกการใช้ประโยชน์ของการนำ ICTไปใช้งานโดยการจัดทำนิทานออนไลน์ผ่านเทคโนโลยี E-Book รูปแบบ Multimedia เช่น การสอนด้านวรรณคดีไทยสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา ซึ่งจัดรูปแบบการอ่านหนังสือให้ดูมีความน่าสนใจผูกโยงกับความตระหนักรู้ รับรู้ และเรียนรู้วัยของการเรียนรู้ของเด็กวัยนี้ที่สนใจการดูภาพ
2.2 สื่อการวัดประเมินผล
      2.2.1 สาขาการศึกษาปฐมวัย
          – แบบวัดประเมินผลสำหรับนักเรียนทุกระดับเป็นตัวอย่างของการนำ ICT มาประยุกต์ใช้เพื่อให้การประเมินมีมาตรฐานและเป็นลำดับชัดเจน รวมทั้งมีแผนการประเมินครบทุกเนื้อหาตลอดแนว ซึ่งการประเมินผลที่ใช้เครื่องมือด้าน ICT เข้ามาประยุกต์ใช้นี้จะทำให้เห็นพัฒนาการของนักเรียนในทุกเนื้อหาวิชาได้ชัดเจน รวมทั้งทำให้ผู้สอนในระดับอื่นๆได้เห็นข้อมูลของนักเรียนในรายวิชาอื่นๆด้วย  สำหรับการประยุกต์ใช้เครื่องมือทางICT กับนักเรียนระดับปฐมวัยนั้น มีการวางแผนการประเมินที่สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กในแต่ละทักษะ เช่น การเขียน จะมีการวางหัวข้อที่เกี่ยวกับการวาด  การแสดงความรู้สึกจากภาพ  การบันทึกสั้นๆ  ด้านการพูด การอ่าน และทักษะอื่นๆ  การประเมินผลที่มีการเชื่อมโยงกับ ICT มีการเก็บข้อมูลไว้ในรูปของการบันทึกด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทำให้ข้อมูลเป็นระบบและจัดเก็บง่ายได้ระยะยาว http://www.mdk12.org/instruction/curriculum/reading/standard5/gradePKinfo.html
          – สำหรับการประเมินผลออนไลน์เพื่อเผยแพร่ วิธีในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ด้วยรูปแบบต่างๆ  โดยข้อมูลจากการประเมินผลนี้นับว่าเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างหลักสูตรของEEC
http://www.dfes.gov.uk/research/data/uploadfiles /RR361.pdf  และยังมีตัวอย่างของการประเมินผลเด็กปฐมวัยในแต่ละรูปแบบ ประกอบด้วยแผนการประเมินระยะยาว ซึ่งมีรูปแบบการประเมินที่หลากหลาย โดยอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลแต่ละเว็บไซด์ อันเป็นส่วนหนึ่งของตัวอย่างการประยุกต์ใช้ ICT เพื่อให้การประเมินผลเด็กในระดับปฐมวัยมีความกว้างและแพร่หลาย รวมทั้งยังเป็นแนวทางให้ผู้ที่เข้ามาศึกษา หรือผู้สนใจสาขาการศึกษาปฐมวัยได้เข้ามาศึกษาได้ไม่จำกัดเวลา จึงเป็นประโยชน์ต่อครู ผู้ปกครอง และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย ดังรายละเอียดจากเว็บไซต์
2.2.2 สาขาวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์)
         – แบบทดสอบแบบเลือกตอบวิชาฟิสิกส์  เรื่องคลื่นน้ำ  ให้นักเรียนทำบนเว็บ  และตรวจให้คะแนนด้วยระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ  เหมาะสำหรับผู้เรียนอายุ 14-16 ปี http://www.bbc.co.uk/apps/ifl/schools/gcsebitesize/physics/quizengine?quiz=water_wavestest&templateStyle=physics  และเรื่องแสงและเสียง  โดยผู้สอนสามารถมอบหมายงานเพื่อให้นักเรียนทำการบ้านส่งบนเว็บ  และตรวจให้คะแนนระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ  สำหรับผู้เรียนอายุ 14-16 ปี จากเว็บไซต์
http://www.bbc.co.uk/apps/ifl/schools/gcsebitesize/physics/quizengine?quiz=light_and_soundtest&templateStyle=physics/  และจากการวัดผลจากการทดสอบวิชาฟิสิกส์  จำนวน 30 ข้อ  กำหนดเวลา40 นาที  โดยผู้สอบจะได้รับการจับเวลาโดยระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ  และตรวจผลการสอบจากโปรแกรมอัตโนมัติ  ซึ่งเหมาะสำหรับผู้เรียนอายุ 11-14 ปี  โดยเข้าไปคลิกเลือก Physics Test  จากเว็บไซต์ http://www.bbc.co.uk/schools/ks3bitesize/science/physics/index.shtml
           2.2.3 สาขาเทคโนโลยี
          เป็นการวัดประสิทธิภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ICT ผ่านสื่อ On-Lineเช่น http://www.chalkface.com/products/ICT/OIA3/   นอกจากนี้ ยังพบองค์ความรู้ ใน เว็บไซต์ http://atozteacherstuff.com/  ซึ่งเป็นการนำเสนอเครื่องมือ ช่วยในการผลิตสื่อการวัดประเมินผลสำหรับครูผู้สอน เช่น Word Shapes Worksheets ที่http://tools.atozteacherstuff.com/word-shapes/wordshapes.html , Handwriting Worksheets for Print Practice  ที่http://tools.atozteacherstuff.com/handwriting/handwriting-practice.html  และ จากเว็บไซต์ Word Search Worksheets ที่ http://tools.atozteacherstuff.com/word-search-maker/wordsearch.php  Flashlight Online ของ Teaching Learning and Technology (TLT) Group http://www.tltgroup.org/Flashlight/flashlightonline.htm เป็นระบบออนไลน์บน Internet ที่สามารถช่วยในการสร้าง Survey และ Questionnaireต่างๆ เพื่อใช้ประกอบในการ ประเมิน คุณภาพการเรียนการสอนของแต่ล่ะวิชา โดยสามารถ ออกแบบและวิเคราะห์ผลลัทธ์ ในรูปแบบ Rubric และรูปแบบอื่นๆได้  และจากเว็บไซต์ ของ National Resource Center มีนำเสนอ First-Year Assessment Instrument Databasehttp://nrc.fye.sc.edu/resources/survey/search/search_result.php  ให้กับนักการศึกษาเพื่อที่จะสามารถค้นหาและนำข้อมูลในระบบมาเปรียบเทียบเป็นแนวทางของเกณท์การประเมินพิจารณารับนักศึกษาที่สมัครเข้ามาเรียนได้สะดวกยิ่งขึ้น
    2.3 ทรัพยากรการเรียนรู้อิงเว็บ
          2.3.1 สาขาการศึกษาปฐมวัย
          – IFP เป็นสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย ซึ่งมีเรื่องราวและข้อมูลที่รวมอรรถประโยชน์สำหรับแวดวงการศึกษาปฐมวัย เพื่อเข้าไปศึกษาหาความรู้ และเชื่อมโยงเครือข่ายการเรียนรู้ ผ่าน Link ที่ทางสถาบันได้จัดไว้ โดยการเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งในการเผยแพร่เรื่องราวที่มีประโยชน์ http://www.ifp-bayern.de/english/index.html
          – ข้อมูลเรื่องนี้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและในเว็บไซต์หลักนี้ได้อย่างลึกซึ่ง รวมทั้งเป็นทางเลือกที่สามารถเข้าไป เสาะหาข้อมูลได้อย่างละเอียดผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งถือว่ามีความสะดวกสบายและเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและทันสมัยสำหรับกลุ่ม ครูหรือผู้ปกครองที่ไม่ค่อยมีเวลาว่าง ดังเว็บไซต์
         2.3.2 สาขาวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์)
         – ทรัพยากรอิงเว็บวิชาฟิสิกส์เรื่อง  กระบวนการทางวิทยาศาสตร์  อิเล็กทรอนิกส์
ไฟฟ้ากระแสและไฟฟ้าแม่เหล็ก  คลื่น  กัมมันตรังสี  แรงและการเคลื่อนที่  แสง  เสียง โลกและอวกาศและพลังงานโดยมีแหล่งทรัพยากรในเรื่องต่างมากมายให้เลือก ดังเว็บไซต์         http://www.curriculumonline.gov.uk/Subjects/Sc/Browse.htm?hid=4000008
        – ทรัพยากรอิงเว็บวิชาฟิสิกส์เรื่อง  กลศาสตร์ของของแข็ง  กลศาสตร์ของของเหลว  นิวเมทริก  การเคลื่อนที่ของแก๊ส  เสียงและการสั่นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง ทัศนศาสตร์  ความร้อน  ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  แม่เหล็กไฟฟ้า  แม่เหล็ก  ฟิสิกส์ยุคใหม่  และมีบทความทางฟิสิกส์  โดยมีแหล่งทรัพยากรให้เลือกอย่างหลากหลาย http://www.school.net.th/library/new/display.php-cat=530.htm/
          – ทรัพยากรอิงเว็บเกี่ยวกับฟิสิกส์  ประกอบด้วย  มารู้จักฟิสิกส์กันเถอะ  บทความฟิสิกส์น่ารู้  สนุกกับการทดลอง  นักฟิสิกส์กับผลงาน  และโจทย์ปัญหาน่าคิด ดังเว็บไซต์ http://www.school.net.th/library/f-snet1.htm
           2.3.3 สาขาเทคโนโลยี
            – เป็นการรวบรวมแหล่งทรัพยากรด้านการเรียนการสอนโดยมีการจำแนกสื่อสมัยใหม่ เพื่อการพิจารณา โดยสามารถพิจารณาจากเว็บไซต์ http://www.supporting- ict.co.uk/weblinks/teachingresources.htm#Resources ซึ่งสอดคล้องกับการประยุกต์ใช้งานของผู้สอน หรือวิทยากร เช่น การรวบรวมทรัพยากรด้านการเรียนการสอนทั่วไป ได้แก่  The BBC site
            – เป็นการจัดการสนับสนุนทรัพยากร Online เพื่อการจัดทำหลักสูตรสาขาวิชาต่างๆ นอกจากนี้จุดเด่นของเว็บนี้ คือ รูปแบบการจัดการเรียนการสอนของเด็กเล็ก ก่อนวัยเรียนเป็นต้นไป ทั้งรูปแบบการจัดทำรายการโทรทัศน์ www.bbc.co.uk/education โดยที่เว็บไซต์นี้จะเป็นการเชื่อมโยงรายวิชาได้อย่างน่าสนใจ หากพิจารณาการนำเสนอของเว็บไซต์นี้แล้ว นอกจากจะเป็นการรวบรวมองค์ความรู้ และทรัพยากรด้านการเรียนการสอน เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้เชิงเว็บแล้ว ยังสอดคล้องกับรูปแบบการใช้สื่อการเรียนการสอน การวัดประเมินผลราย Module รวมทั้งมีการจัดแบบทดสอบเพื่อการทดสอบได้เป็นรายวิชาได้อย่างน่าสนใจ และจุดเด่นของการประยุกต์ใช้ คือ  เพราะมีการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่อิสระ และผู้เรียนเลือกเรียนได้ไม่จำกัด และสามารถจัดตารางเรียนของตนเองโดยบทเรียนจบภายในแต่ละ Module นอกจากนี้จาก Educator’s Reference Desk http://www.eduref.org/ ถือเป็น เว็บไซต์ ที่รวบรวมข้อมูลต่างๆที่เป็นประโยชน์ให้แก่นักการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นในด้าน Counseling, Educational Management (School Safety, Educational Facilities), Evaluation ทั้งที่เป็น Standards และ Alternative Assessment และจาก A to Z Teacher Stuff http://atozteacherstuff.com/  นับเป็น เว็บไซต์ ที่รวบรวมข้อมูลต่างๆที่เป็นประโยชน์ให้แก่นักการศึกษาที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง โดยมีการรวบรวมข้อมูลในด้านต่างๆที่น่าสนใจ ตั้งแต่ สื่อการเรียนการสอน แผนการสอน และ เครื่องมือช่วยสอน ต่างๆมากมาย
เครื่องมือบริหารจัดการเรียน
         2.4.1 สาขาการศึกษาปฐมวัย
          – เว็บไซต์นี้มีตัวอย่างที่น่าสนใจในเรื่องของการวางแผนการเรียนรู้ที่มีความต่อเนื่องตลอดทั้งหลักสูตร ซึ่งทั้งผู้สอนและผู้เรียนจะมีแนวทางในการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกัน และสามารถตรวจสอบได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระดับใดก็ตามการมีเว็บไซต์ลักษณะนี้จะช่วยให้การทำงานของครูและบุคลากรง่ายมากขึ้น
          2.4.2 สาขาวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์)
           – เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  รูปแบบ 5E  เน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้  ซึ่งประกอบด้วยขั้นสร้างความสนใจ(Engagement)  ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration)  ขั้นอธิบาย และสรุปผล(Explanation)  ขั้นขยายความรู้ (Extension) และขั้นประเมินการเรียนรู้ (Evaluation) http://www.mdk12.org/instruction/curriculum/science/5emodel.html
           – สื่อมัลติมิเดียประเภทวิดีโอ  การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ระดับ KS3 ในชั้นเรียนของครู ดังเว็บไซต์ http://www.curriculumonline.gov.uk/CaseStudies/sciencecasestudy.htm#videocommentary
          2.4.3 สาขาเทคโนโลยี
          เป็นการนำเครื่องมือต่างๆ เพื่อช่วยในการจัดการและวัดผลความเข้าใจด้าน ICT ของผู้เรียน ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องมือช่วยบริหารจัดการการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เป็นประโยชน์สำหรับอาจารย์ โดยไม่ต้องเสียเวลาวัดผลและตรวจด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังสะดวกต่อผู้เรียนเพื่อประเมินตนเองภายในระยะเวลา 10 นาที http://www.chalkface.com/products/ICT/TMIC/#
จาก Black Board http://www.blackboard.com/us/index.Bb  นั้นถือเป็น Learning Management System ที่มีชื่อเสียงอันหนึ่ง โดยในตัวระบบจะเป็นมีเครื่องมือสำหรับการสร้าง course online การจัดวางหลักสูตร การจัดการเรื่องการลงทะเบียน และการประเมินผล อย่างครบวงจร และจาก ePal http://www.epals.com/  ถือเป็นระบบ online ที่เน้นในเรื่องของการ collaborate ร่วมมือและติดต่อสื่อสารกันทั้งในระดับ ห้องเรียนเดียวกัน หรือจากห้องต่างประเทศ นอกจากนั้นยังมีส่วนของ Teacher Panel สำหรับควบคุมดูแลการทำงานของนักเรียนอีกด้วย
2.5. เครื่องมือด้านเทคโนโลยีสำหรับการเรียนการสอน
          ได้แก่ การวางระบบการเรียนการสอนเพื่อใช้ในสถาบันการศึกษา และผู้เรียน
http://www.unescobkk.org/index.php?id=787   โดยในเว็บนี้เน้นการให้ข้อมูลการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ สำหรับอาจารย์ผู้สอนเพื่อนำ ICT ไปใช้บริหารงานการเรียนการสอนสำหรับรายวิชาที่ตนเองรับผิดชอบ
2.6. การประยุกต์ทางการเรียนการสอนด้านอื่นๆ
          ใน webisitehttp://atozteacherstuff.com/Tips/Classroom_Management/ADHD/index.shtml จะรวบรวมเกร็ดความรู้ และ ทิป ให้แก่ครูผู้สอนในการเรียนการสอนแบบพิเศษเพื่อสอนนักเรียนประเภท ADHD, A common developmental and behavioral disorder (นักเรียนที่มีความผิดปกติทางด้านการพัฒนาความคิดและอารมณ์) ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลนั้นมีสัดส่วนมากถึง 8% – 10% ของเด็กวัยเรียนในอเมริกา http://www.kidshealth.org/parent/medical/learning/adhd.html  โดยสิ่งเหล่านี้จัดเป็น OTL อย่างหนึ่งให้แก่ครูผู้สอน
สรุป  จากการศึกษาตัวอย่างการประยุกต์ใช้ไอซีทีทางหลักสูตรและการเรียนการสอน แสดงให้เห็นว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น การศึกษาก็เป็นอีกสิ่งที่ต้องพัฒนาให้ก้าวหน้าทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลกไอที
ขอบคุณข้อมูลจาก  คุณไชยยงค์ กรสูตและคณะ
Post By: แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู
Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

ตัวอย่างแผนการจัดการศึกษาโดยครอบครัว (ระดับมัธยมศึกษา ปีที่ 3) พ.ค.’54-ก.พ.’55

Posted on 25/09/2012. Filed under: 03.แผนการจัดการศึกษา/แผนการสอน/แบบฟอร์ม/รายงาน/ประเมินผล | ป้ายกำกับ:, , , , , |


แผนการจัดการศึกษาโดยครอบครัว

แผนการจัดการศึกษาโดยครอบครัวนี้ เป็นแผนที่ได้มาจากการพูดคุย ตกลง กับ สพฐ และ ศน.ว่าจะให้เขียนในแนวทางนี้

เป็นไปได้ว่า แต่ละเขตจะต้องการรายละเอียดที่แตกต่างกันไป อีกทั้ง แต่ละครอบครัว ก็จะมีจุดเน้นหรือจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน
สำหรับแผนของครอบครัวคุณ Chatree Samran คือ รู้ว่าลูกจะต้องกลับเข้าสู่ระบบ รร. อีกครั้ง  ดังนั้น จึงตัดสินใจที่จะเลือกอ้างอิงแนวของกระทรวงเป็นหลัก
ซึ่งตัวอย่างนี้เป็นแผนการจัดการศึกษาแนวทางหนึ่ง ที่ได้วางหลักสูตรของกระทรวงและเอกสารที่เกี่ยวข้องที่นำมาเป็นแนวทางในการเขียนแผนและประเมินไว้ในหน้าแรก
คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดเอกสารค่ะ>>>แผน ม.3
ขอบคุณข้อมูลจาก คุณ Chatree Samran https://sites.google.com/site/chatreesamran/-doc-4
Post By:

แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู
Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

เรื่องของเอก: การเรียนแบบบ้านเรียน หรือ home school

Posted on 25/09/2012. Filed under: 06. ข่าว/เรื่องเล่า | ป้ายกำกับ:, , , , , |


ขอบคุณข้อมูลจาก น้องเอก http://www.gotoknow.org/blogs/posts/324273 นะคะ^_^

สวัสดีครับ  ผมชื่อสรณัฐ  ผลพานิชย์  ชื่อเล่น  เอก 

ผมได้มีโอกาสเรียนแบบhomeschool  ในช่วง ป. 2 – ป. 6  หลังจากนั้นก็ได้เรียนที่ กศน. อีก 2 ปีก็เรียนจบช่วงชั้นที่ 3

ในระหว่างที่เรียนแบบ home school ผมได้มีโอกาสเข้ารับการประเมินในหลายๆ อย่างร่วมทั้งการสอบ NT. ( ชื่อข้อสอบแห่งชาติในช่วงนั้น ) อีกด้วย

และเมื่อจบชั้น ป. 6 ผมก็ได้สอบเข้า English  Program  ที่โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ จังหวัดนครราชสีมา  ได้อันดับที่ 1  และได้สอบเข้าโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย  ซึ่งเป็นโรงเรียนชายประจำจังหวัดนครราชสีมาได้อีกด้วย ( แต่ไม่ทราบอันดับที่สอบได้เนื่องจากโรงเรียนแจ้งอันดับที่ตามเลขที่นั่งสอบ )

แต่! ผมตัดสินใจไม่เรียนทั้งสองแห่ง  ด้วยเหตุผลที่ผมจะเล่าให้ทราบในครั้งต่อไป

อยากทราบเรื่องการเรียนแบบ homeschool จังมีโอกาสแบ่งปันด้วยนะครับ ขอบพระคุณ สวัสดีปีใหม่ครับ

สวสัดีครับ คุณประจักษ์ ปานอินทร์ ผมดีใจมากครับที่คุณให้ความสนใจเกี่ยวกับการเรียนแบบ homeschool หรือการเรียนแบบบ้านเรียน  ในขั้นแรกผมขอให้ข้อคิดเห็นซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับว่า   การเรียนแบบบ้านเรียนนั้นเป็นโอกาสทางการศึกษาที่ดีสำหรับครอบครัวที่มีบุตรหลานที่กำลังจะเข้าสู่ประตูเริ่มต้นของการศึกษา ก็คือ ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลเลยที่เดียว ไม่ใช่ว่ากว่าจะเข้าอนุบาลก็สายเสียแล้ว (บ้านเรียนของผมมีชื่อว่า Happy Home School หรือ บ้านเรียนสุขใจ) เริ่มต้นของการเรียนแบบบ้านเรียนในระดับอนุบาล ให้ข้อดีตรงที่ว่า เด็กไม่เกิดความเครียดสะสมในการต้องรีบเร่งที่ต้องไปโรงเรียน หรือเกิดความกังวลใจในการที่ต้องทำกิจกรรมที่ตนเองไม่ชอบ หรือต้องหยุดกิจกรรมที่ตนสนใจเนื่องจากหมดเวลาในการทำกิจกรรม   เพราะความต่อเนื่องในการได้ทำกิจกรรมที่ตนเองมีใจรักและสนใจ ย่อมเป็นการปลูกความรักความสุขในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องให้กับเด็กนั้นเอง ที่สำคัญคือ ผู้ปกครองจำเป็นต้องมีเวลาที่จะให้กับลูก เพราะไม่จำเป็นว่าการเรียนแบบบ้านเรียนจะต้องเป็นผู้ปกครองเป็นคนสอนหนังสือให้กับลูก ( แต่ของผมสมาชิกในครอบครัวเป็นคนสอนครับ )

ซึ่งในเรื่องของวิธีการจัดการเรียนแบบhomeschool นั้น ผู้ปกครองซึ่งต้องมีระดับการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี ไปติดต่อยื่นเรื่องเพื่อขอจดทะเบียนที่เขตพื้นที่การศึกษา(ตามทะเบียนบ้านของผู้ยื่นสังกัดอยู่ ) หรือจะติดต่อเพื่อขอนำเด็กเข้าจดทะเบียนในโรงเรียนที่เปิดให้มีการเรียนการสอนแบบhomeschool หรือการเรียนแบบตามอัธยาศัย ก็ได้ ซึ่งตัวของผมได้ใช้วิธีเอาชื่อไปไว้ในโรงเรียนที่อนุญาตให้มีการจัดการเรียนแบบบ้านเรียน ( ในช่วงนั้นยังไม่ได้มีการให้ไปจดทะเบียนที่เขตพื้นที่การศึกษาครับ ) ส่วนวิธีเรียนของผมที่ทางครอบครัวจัดให้นั้น ผมขออนุญาตตอบในคราวหน้านะครับ สวัสดีปีใหม่ครับ เอก สรณัฐ

Blank เอก (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
07 มกราคม 2553 12:33
#1786149

วันนี้ผมจะเล่าถึงสาเหตุที่ผมไม่เรียนต่อในช่วงชั้นที่ 3 ( ม.1-ม.3) ก็เนื่องจากประสบการณ์ที่เคยได้รับจากครู( เมื่อตอนผมยังเป็นเด็กอนุบาล ) เพราะครูให้คนแปลกหน้าเข้ามากวนการเรียนของผม และความเป็นส่วนตัวของผม ผมจึงคิดว่าตัวเองยังเป็นเด็กอยู่ ยังไม่โตพอ ที่จะเข้าเรียนในโรงเรียน ผมก็เลยตัดสินใจไม่เรียนต่อเพราะกลัวว่า ครูทุกโรงเรียนคงอาจจะเหมือนกัน( ความคิดในขณะนั้น ) ส่วนที่คุณสุรีย์ถามผมทาง email ว่า ผมสอบ NT ได้คะแนนเท่าไร และผมเคยเอาชื่อไปไว้ที่โรงเรียนใดบ้างนั้น ผมขอตอบทางบล็อกเลยนะครับว่า คะแนน NT ของผมคือ 86.88 % ครับ โดยทำการสอบทั้งหมด 4 วิชา ( จำนวนวิชาที่สอบในขณะนั้น ) วิชาละ 40 คะแนน ผมทำคะแนนรายวิชาได้ดังนี้ครับ ภาษาไทย ได้ 26 คะแนน คณิตฯ ได้ 38 คะแนน วิทยฯ ได้ 37 คะแนน และภาษาอังกฤษ ได้ 38 คะแนนครับ ส่วนโรงเรียนแรกที่ผมได้เอาชื่อไปเข้าเรียนก็คือ โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก จ.กาญจนบุรี แต่เนื่องจากโรงเรียนอยู่ไกลทำให้การติดต่อกันค่อนข้างลำบาก ผมจึงย้ายมาที่โรงเรียนบ้านหนองพลวง อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ( สพท.เขต 5 ) ซึ่งท่าน ผอ.นุกูล บริรักษ์กุลชร ท่านอาจารย์จักรกฤช ปรุงศิลป์ และท่านอาจารย์พรรณวดี กิตติรงค์ ได้ให้ความกรุณาช่วยเหลือในการจัดการเรียนร่วมกับครอบครัวของผมอย่างดียิ่ง ซึ่งในขณะที่ผมมีชื่ออยู่ ณ โรงเรียนแห่งนี้ ผมได้ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเพื่อนๆ ร่วมไปถึงการเข้ารับการประเมินจากคณะผู้ประเมิน สมศ. อีกด้วย

Ico48 [IP: 203.156.71.94]
14 มกราคม 2553 10:18
#1799617

ต้องกราบขออภัยที่เข้ามาเขียนช้าไป เนื่องจากความชราของคอมฯ ครับ ไม่ว่ากันนะครับ และขอกราบขอบพระคุณสำหรับทุกท่านที่มีน้ำใจไมตรีให้กับเด็กบ้านเรียนอย่างผมครับ

ความต่อจากครั้งก่อน เพราะความกลัวครู และคนแปลกหน้า ที่ครูพามาพบ มันฝังใจเกินกว่าจะยอมเข้าเรียนได้จึงตัดสินใจไปเรียนที่ กศน. แทน และได้พบกับคำถามที่เหมือนกับคำถามที่ตรงกับผู้ที่ใช้นามว่า ส้มเขียนหวาน เขียนมาถามไว้ในemail ก็คือ แล้ววิธีการเรียนในระดับอนุบาลและประถม ที่บ้านเรียนของผมสอนอย่างไร ผมขอตอบเลยนะครับ ในตอนที่ผมเป็นเด็กชั้นอนุบาลอันดับแรกที่จำได้เลยก็คือ การเล่นตัวต่อเลโก้ กับเล่นต่อรางรถไฟ มันช่างเป็นกิจกรรมก่อนเรียนและในช่วงเช้า ( เวลาประมาณเกือบสามโมงเช้า )ที่สนุกจนลืมไม่ลงเลยที่เดียวกับ ต่อจากนั้นก็เรียนคณิตฯกับคุณยาย ซึ่งคุณยายก็สอบสนุกมาก ด้วยสื่อที่คุณยายทำจากกระดาษ จากลูกเต๋า จากเชือก และอื่นๆ อีกมากมาย ในขณะที่ความสนุกของเลขบวกกับตัวต่อต่างๆ ยังดำเนินอยู่ คุณแม่ก็จะเอาการเรียนภาษาไทยเข้ามาผสมปนเข้าไปเลย ก็คือ ได้เรียนรู้จักตัวอักษรบวกกับตัวสระ และจำเสียงวรรณยุกต์ ไปพร้อมๆ กันเลย เรียกได้ว่าเรียนกับเล่นไม่แยกจากกันไปไหน พักเที่ยงรับประทานอาหารเสร็จ อาบน้ำ แล้วก็มานั่งดูการ์ตูนทอมกับเจอร์รี่ ประมาณ 3 -4 ตอน แล้วก็นั่งฟังคุณตาอ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟังได้ข่าว เรื่องหรือสองเรื่อง ก็จะไปเรียนภาษาอังกฤษและวิทย์ฯ กับคุณยาย+คุณแม่+คุณป้า ในช่วงบ่าย ซึ่งวิธีเรียนก็สนุกมาก ติดตามอ่านต่อนะครับ **หมายเหตุ ขอบคุณคุณลุงจุลที่ให้ยืม computer ใช้ครับ

Ico48 [IP: 203.156.69.83]
16 มกราคม 2553 17:04
#1804020

สวัสดีวันครูครับ

วันนี้เป็นวันของครู และคุณครูคนแรกและเป็นครูของเราตราบชั่วชีวิตของเราก็คือ ครอบครัวของเรานั้นเอง ไม่ใช่ เฉพาะ พ่อหรือแม่หรือตายายหรือปู่ย่า หากแต่จะต้องเป็นทุกคนในครอบครัวของเราครับ…ดังนั้นผมขอ น้อมจิตวันทา บูชาคุณครู กตัญญูกตเวที ครับผม

การเรียนวิชาภาษาอังกฤษและวิทย์ฯในระดับชั้นอนุบาลของผม ต้องเรียกว่าแยกกันเป็นภาคทฤษฎีกับภาคปฏิบัติ ภาษาอังกฤษภาคทฤษฎีคุณยายใช้สื่อการเรียนจากรูปภาพและการได้สัมผัสกับสิ่งนั้นจริงๆ ซึ่งตัวผมในวัยอนุบาลนั้นชอบรถไฟแบบสุดๆเลย คุณยายก็พาไปยังสถานีรถไฟที่อยู่ใกล้บ้าน เรียกได้ว่าเรียนรู้คำศัพท์กับของจริงเลยก็ว่าได้ แล้ววิชาวิทยาศาสตร์ก็เข้ามาผสมในเรื่องของพลังงานที่ใช้ฉุดลากรถไฟ เรียนรู้เรื่องราวของการกำเนิดของแหล่งพลังงานนั้น เมื่อความสนใจถูกตอบสนองด้วยการสัมผัสการเรียนรู้กับของจริง ประกอบกับนิทานเรื่องสั้นๆ ที่คุณแม่คิดเล่ากันตรงนั้น อีกทั้งเรื่องจริงที่เป็นประสบการณ์เกี่ยวกับรถไฟที่คุณยายได้ประสบกับตนเอง มันช่างสนุกน่าตื่นเต้นเกินบรรยาย และที่สวนสัตว์โคราชก็เป็นแหล่งเรียนคำศัพท์ที่สนุกสุดๆ ( ทั้งของคนสอนและทั้งของคนเรียน ) ต้องนึกย้อนวัยกันล่ะครับงานนี้ ภาคปฏิบัติของผมที่ตามมาก่อนที่ยามสนธยาจะมาเยือน ก็คือ เขียนศัพท์และเปิดหารูปจากหนังสือที่มีอยู่ให้ตรงกับสิ่งที่ได้เรียนรู้มา ( นี่! ระดับอนุบาลนะครับยังสนุกขนาดนี้เลย ) ส่วนวิชาภาษาไทย + สังคม + ศิลปะ + พละ ต้องติดตามกันครับ ต้องเรียกว่า โหด มัน ฮา ขนาดเลย

Ico48 [IP: 203.156.69.61]
21 มกราคม 2553 15:54
#1813496

สวัสดีครับ ทุกๆ ท่านครับ ตั้งใจไว้ว่าพอสอบ midterm เสร็จจะเขียนblogทันที่ ( สอบวันที่ 18 – 20 ม.ค. 53 ) แต่ว่ามันก็ไม่สามารถทำได้ดังหวัง เพราะว่าไม่สบาย อากาศที่โคราชช่วงนี้มีฝนโปรยมาเกือบทั้งวัน เอ! รู้สึกว่าผมยังไม่เคยบอกใช้ไหมครับว่า พอผมเรียนจบจาก กศน. ในช่วงชั้นที่ 3 แล้ว ( เกรดตอนจบ 4.00 ) ผมก็ได้มาสอบเข้าเรียนในโรงเรียนที่ผมแอบเลือกเอาไว้ในใจว่า ผมจะสามารถเรียนได้อย่างมีความสุข   ก็คือ โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ ( ผมสอบเข้าเรียนในแผนการเรียน วิทย์ – คณิต และสอบเข้าได้ในลำดับที่  1 )

แปลกใจใช้ไหมครับที่เด็กบ้านเรียนทำได้ และโรงเรียนแห่งนี้ก็ไม่ทำให้ผมและครอบครัวเสียใจเลยที่เลือกมาเข้าเรียนที่นี้ ( เพื่อเป็นการเตรียมตัวเพื่อจะได้เรียนต่อในระดับชั้นอุดมศึกษาต่อไป )

เขียนblogแบบมีอาการปวดหัวตัวร้อนร่วมด้วยเดี๋ยวจะบรรยายความสนุกในการเรียนวิชาภาษาไทย + สังคม + ศิลปะ + พละ แบบโหด มัน ฮา ไม่สนุก คงต้องยกยอดอีกแล้วครับท่าน ส่วนผู้ที่ต้องการถามคำถามแบบส่วนตัวแต่ยินยอมให้ตอบในblogได้ นี้ครับemailของผม saku2551@gmail.com ขอให้ทุกท่านมีความสุขและปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทุกท่านนะครับ จาก….เอก สรณัฐ

Ico48 [IP: 203.156.68.241]
27 มกราคม 2553 21:32
#1823991

สวัสดีครับ ผมเอก สรณัฐครับ ตอนนี้สุขภาพกายเกือบเต็มร้อยแล้วครับแต่สุขภาพใจเศร้าเต็มที  คือผมและเพื่อนที่ชื่อว่านุ่น  ได้เป็นตัวแทนของ สพท. เขต 1 โคราชไปแข่งขันตอบปัญาด้านสุขภาพในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนภาคตะวันออกเฉียงเหนือปี2552ที่ จ.อุบลฯ ผลการแข่งขันผมได้เหรียญทองแดง ( ซึ่งในการแข่งครั้งนี้ไม่มีทีมจากจังหวัดใดได้เหรียญทองและเหรียญเงิน ) และได้เป็นที่ 4 ของภาค ซึ่งตัวผมและครอบครัวดีใจกันอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ไปแข่งต่อที่กรุงเทพฯก็ตาม  พอกลับมาตัวแทนของโรงเรียนที่ไปแข่งประเภทอื่นได้ใบเกียรติบัตรกันหมด…แล้วเกิดอะไรขึ้นกับผม

Ico48 [IP: 203.156.68.241]
27 มกราคม 2553 22:00
#1824060

ต่อจากครั้งก่อน….ผมและนุ่นกลับเป็นสองคนที่ยังไม่ได้ใบประกาศเกียรติบัตรเลย ไม่ว่าจะจากเขตพื้นที่หรือจากจังหวัดอุบลฯ โรงเรียนให้ยืนถ่ายรูปกับเกียรติบัตรปลอม แล้วบอกว่าเดี๋ยวเอาของจริงมาให้ นี้มันจะเข้าเดือนที่ 2 แล้วยังไม่ได้เลย โรงเรียนโทษเขตพื้นที่ เขตพื้นที่โทษโรงเรียน สรุป..มันเกิดอะไรขึ้นกับอดีตเด็กบ้านเรียนที่ตัดสินใจเข้ามาเรียนในระบบอย่างผม ตอนเรียนบ้านเรียนเวลาจะสอบเข้าเรียนก็ถูกถามหาใบประกาศเกียรติบัตรทางวิชาการ ( ซึ่งก็ไม่รู้จะไปหาจากที่ไหน ) พอได้เข้ามามีโอกาสได้ใบเกียรติบัตร เพราะได้เข้ามาเรียนในระบบ โรงเรียนก็ไม่สามารถนำมาให้ได้อีก โทษกันไปมาระหว่างเขตพื้นที่กับโรงเรียน แล้วเด็กที่ต้องการใบเกียรติบัตรเช่นผมจะทำอย่างไร ครอบครัวของผมควรจะทำอย่างไร หัวใจสลายเลย ความรู้สึกที่อยากถามคือ …ความรับผิดชอบอยู่ที่ใครกัน…ความตั้งใจเรียน..ตั้งใจทำงานให้ครูและโรงเรียน…ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับทั้งๆ ที่ตอนเข้าเรียนชั้น ม. 4 ผมเพิ่มจะ14 ปีเอง ( ขณะนี้เพิ่งเต็ม 15ปีได้ 8 วันเอง ) ผมและครอบครัวตั้งใจทำให้อย่างเต็มที่และเต็มไปด้วยความว่าเสียสละ…เพราะผมมีคติประจำตัวเองคือ…ผมจะไม่ทำให้โรงเรียนผิดหวังที่ได้เด็กบ้านเรียนอย่างผมเข้ามาศึกษาอยู่ ซึ่งผมยึดคตินี้ตั้งแต่เริ่มต้นเอาชื่อไปไว้ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กและที่โรงเรียนบ้านหนองพลวงแล้ว…มันเกิดอะไรขึ้น…และมันเกิดขึ้นได้อย่างไร…เศร้าใจจัง…เศร้าสุดๆไปเลย…โอ้…ใบเกียรติบัตรของผม จาก…เอก…ผู้ป่วยใจ…

Ico48 [IP: 203.156.70.22]
30 มกราคม 2553 13:48
#1827951

ตอนนี้ทำใจได้พอสมควร เพราะได้พรดีจากคุณครูแป๋มครับ ขอกราบขอบพระคุณคุณครูมากครับ เรามาเริ่มต้นโหด มัน ฮา กันต่อดีกว่านะครับ แหล่งเรียนรู้คือ สวนสัตว์นครราชสีมา ก่อนเดินทางต้องเรียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษก่อน คือ ต้องเขียนคำว่าสวนสัตว์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้ได้ หลังจากนั้นมาเปิดหนังสือรูปภาพสัตว์ ต้องพูดอ่านเขียนชื่อสัตว์ที่เห็นให้ได้ทั้ง 2 ภาษา ถ้าทำได้ตามเกณฑ์ของคุณยายที่ตั้งไว้ ก็จะได้ไปสวนสัตว์ อยากไปก็อยากไป แต่ก็พูดอ่านเขียนไม่ได้เสียที่ เมื่อความสำเร็จมาถึง สวนสัตว์ก็ได้ตอนรับเด็กจากHappy Home School ที่มีชื่อว่าเอก พอไปถึงผมคิดว่าความสนุกได้สัมผัสแน่ๆ ยังครับ..ยัง เด็กบ้านเรียนต้องเรียนให้ครบทั้ง 8 สาระเหมือนเด็กในระบบคุณยายกับคุณแม่บอก ดังนั้นวิชาสุขศึกษาและพละศึกษามาถึงแล้ว “ ขอให้ลูกเอกไปหาสัตว์ที่มี 4 ขาที่เหมือนกับรูปนี้ ( มันคือรูปของควายไบซันครับ ) นะครับ แล้วจะได้กินขนมกัน ”ผมสิทธิ์เลือกผู้ช่วยเพื่อจะเดินหรือวิ่งไปเป็นเพื่อนกับผมได้ แต่ผู้ช่วยจะต้องไม่ใช่ผู้ที่ตั้งโจทย์ปัญหา ดังนั้น เมื่อคนตั้งโจทย์คือคุณยายกับคุณแม่ ผู้ช่วยของผมจึงเหลือเพียง 2 คนเท่านั้น คือ คุณตากับคุณป้า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผมต้องเลือกคนในคนหนึ่งมาเป็นผู้ช่วย ให้ตายซิไม่อยากจำได้เลย… ติดตามตอนต่อไป จาก…เอก สรณัฐ ครับ

Ico48 [IP: 203.156.70.22]
30 มกราคม 2553 14:17
#1828050

สวัสดีครับ ผมเอก สรณัฐ รายงานตัวครับ มาอ่านกันต่อดีกว่า….. วิชาสังคมก็ถูกบูรณาการเข้าไปเพราะต้องเลือกผู้ช่วย ยังไม่พอครับคุณยายให้ผมทดลองเขียนแผนที่มาส่งด้วย ด้วยคำสั่งง่ายๆ ( แต่ทำยากนะสำหรับผมให้ขณะนั้น ) “ลูกเอกเดินผ่านอะไรก่อนที่จะถึงกรงสัตว์ตัวนี้ก็ลองเขียนทิศหรือวาดสิ่งที่พบเห็น มาให้คุณยายด้วยนะครับ” พอได้ยินว่าทิศๆ ก็ตัดสินใจเลือกคุณตาทันที คุณตาช่วยได้แน่ๆ ( ความคิดในตอนนั้น ) เห็นหรือยังว่ามันมีวิชาอะไรเข้ามาปนอีกแล้ว ก็วิชาศิลปะไงล่ะ ครับ …แล้วการเรียนของเด็กบ้านเรียนก็เริ่มต้น ผมตั้งใจเดิน+วิ่งกับคุณตาได้เพียงครู่เดียว คุณตากับผมก็เริ่มสนุกกับนกกระจอกตัวเล็กๆ ที่มันบินมาจิกกินหนอนที่อยู่บนใบไม้ และเรื่องราววัยเด็กของคุณตาก็ถูกฟื้นขึ้นมาในทันใด ( เวลาเริ่มหมดไปไม่รู้ตัว ) และความที่คุณตาเป็นผู้สูงวัยย่อมมีมิ่งมิตรร่วมโลกค่อนข้างเยอะ เดี๋ยวก็พบกันคนรู้จัก เดี๋ยวก็พบกับเพื่อนสมัยยังเป็นเด็ก เดี๋ยวก็พบกับเพื่อนร่วมงาน ( ซึ่งก็เป็นคุณตาบ้าง คุณปู่บ้าง ) คุณตากับเพื่อนเหล่านั้นเดินคุยกันไปมา เดินเลี้ยวซ้ายทีขวาที ( เริ่มหลงทิศจากจุดเริ่มต้นแล้ว ) และผมก็เริ่มรู้ตัวว่าเลือกผู้ช่วยผิดคน เมื่อความหิวมันมาตะโกนเรียกดังๆ ผ่านท้องน้อยๆ ออกมาให้ได้ยิน….เป็นอันว่าการเรียนวันนี้ผมสอบไม่ผ่านครับ…โธ่..ชีวิตเด็กบ้านเรียน…

Ico48 [IP: 203.156.35.221]
07 กุมภาพันธ์ 2553 19:08
#1842384

Dscf1024  นี้คือรูปผมเองครับ  

Ico48 [IP: 203.156.35.221]
07 กุมภาพันธ์ 2553 19:35
#1842407

สวัสดีครับ ผมเอก สรณัฐ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณคุณครูแป๋ม มากครับที่กรุณาถ่ายรูปผมให้ กราบขอบพระคุณมากครับ ขอเล่าเรื่องต่อนะครับ…เมื่อเลือกผู้ช่วยผิดก็ต้องเลือกผู้ช่วยใหม่ ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร คุณป้าของผมนั้นเอง แต่กว่าจะได้ทำการทดสอบก็อีกตั้งหนึ่งสัปดาห์ แต่สัปดาห์ที่รอคอยมันก็ไม่นานจนเกินไป กิจกรรมในสวนสัตว์เริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่งกับการทดสอบด้วยแบบฝึกหัดหัวข้อเดิม แต่ได้ผู้ช่วยคนใหม่ กิจกรรมดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วจนผมเอกรู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะคุณป้าทำให้หมดทุกอย่าง คือ ทั้งวาดรูปให้ เขียนทิศให้ สรุปเรื่องให้ เอ! แบบนี้ไม่เห็นสนุกเลย ใจกำลังคิดว่าจะโวยวาย แต่ คุณป้ากลับพูดว่า ..เอาลูกเอกอันนี้เอาไปเป็นตัวอย่าง แล้วลูกเอกทำตามนะ รีบทำให้เร็วๆ จะได้ไปปั่นจักรยานกัน … ดีใจจังเลย การเรียนแบบเลียนแบบก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกันนะครับ แต่ก็สนุกดี ตอบคำถามของคุณแม่ลูกน้ำ ที่เขียนมาถามในmail ว่า ถ้าลูกไม่ยอมรับในกิจกรรมเลยทำอย่างไร วิธีง่ายๆ ก็คือ ใจเย็นและใจเย็นครับ และเตรียมของรางวัลเล็กๆ น้อยๆ แต่ควรจะเป็นของที่ทำร่วมกันของคนในครอบครัวนะครับ เช่น น้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ที่ทำกันเองในบ้าน เพราะเด็กๆ จะสนุก จะได้ชวนให้น้องกลับเข้ามาทำกิจกรรมที่คุณแม่ต้องการให้น้องทำได้อีกครั้งหนึ่ง โดยบอกกับน้องว่าถ้าทำกิจกรรมอย่างนั้นเรียบร้อยแล้ว จะได้มาช่วยกันทำน้ำหวานกับ….

Ico48 [IP: 203.156.35.223]
10 กุมภาพันธ์ 2553 09:11
#1847257

สวัสดีครับ   ผมเอก   สรณัฐ  มาแล้วครับ

การเรียนแบบบ้านเรียนก็ดำเนินมา  จนกระทั้งผมได้มีโอกาสนำชื่อไปไว้ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กที่จังหวัดกาญจนบุรี   โดยได้รับคำแนะนำจากบ้านเรียนดวงตะวันที่จังหวัดขอนแก่น   แต่ผมนำชื่อไปไว้ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กได้เพียงประมาณหนึ่งเทอม   ครอบครัวของผมและตัวของผมก็รู้สึกว่าที่นั้นไกลเกินไป  ทำให้ติดต่อประสานงานต่างๆ ได้ลำบาก   จึงตัดสินใจว่า “ เราน่าจะลองหาโรงเรียนใกล้ๆ บ้านที่เขาอาจจะรับจดทะเบียนให้ ”  ครอบครัวของกระผมจึงได้ไปกราบนมัสการพระราชวิทยาคม ( หลวงพ่อคูณ ) ที่วัดบ้านไร่  อ.ด่านขุนทด จ. นครราชสีมา   ท่านได้เมตตาโดยกล่าวกับครอบครัวของผมและตัวผมว่า “ ไม่ต้องไปไกลดอก…ลูกหลานเอ๊ย…ใกล้ๆ ตรงนี้ก็มี ”  แล้วท่านก็ชี้มือไป   ….ความระทึกใจมันอยู่ตรงที่ว่า  คุณตาของผมก็เป็นคน  อ.ด่านขุนทดพอท่านเห็นหลวงพ่อคูณชี้มือ  คุณตาก็ยิ้มออกมาทันที …..

ผมว่ารอยยิ้มแบบนี้เหมือนผมจะคุ้นตา….เหมือนกับว่าจะมีเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นบังเกิดในบัดเดี๋ยวนี้ผมรู้สึกว่าเด็กบ้านเรียนมันช่างมีเรื่องให้ผจญไม่จบสิ้นเสียที่   ….To   Be   Continue…

Ico48 [IP: 203.156.32.241]
11 กุมภาพันธ์ 2553 11:46
#1849348

….รอยยิ้มของคุณตามันคือการผจญภัยของเด็กบ้านเรียนอย่างผม   พอแอบหันไปดูคุณยายกับคุณแม่  ก็เห็นท่านทั้งสองพากันจดอะไรใส่สมุดกันมือระวิง   ด้วยประสบการณ์ของผม  ผมรู้ได้ทันทีว่า…กลับไปมีเรื่องให้เรียนเพิ่มแน่ๆ

ถึงคุณตาจะเป็นคนในท้องที่  แต่การที่มาอยู่ในเมืองเสียนานทำให้ขับรถวนไปวนมาไปไม่ถึงไหนเสียที    และในตอนนี้ทุกคนก็เริ่มจะหัวเสียเนื่องจากทรัพยากรอาหาร  ขนม  น้ำ  และนมเริ่มหดหายไปเรื่อยๆ  พร้อมๆ กับเวลายามบ่ายที่เข้ามาเยือน   คำตอบของคุณตาที่ทำให้ทุกคนยิ้มออกมาบ้าง  ก็คือ…เดี๋ยวตาจะพาไปบ้านพี่ชายของตาก็แล้วกัน  อยู่ไม่เกินโค้งหน้าแน่ๆ…  (แน่ๆ นะ  คุณตา…เสียงกระซิบในใจของผมมันร้องถาม ) …เวลาผ่านไปอีกประมาณเกือบสี่สิบนาที…รถของคุณตาก็ได้ขับมาถึงโรงเรียนที่ดูร่มรื่นแห่งหนึ่ง   ซึ่งป้ายหน้าโรงเรียนเขียนชื่อโรงเรียนว่า  โรงเรียนบ้านหนองพลวง   ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของคำว่า Happy  Home  School

Ico48 [IP: 203.156.35.142]
12 กุมภาพันธ์ 2553 15:51
#1852136

รูปบล็อกที่ 15 ผู้หญิงคนนี้คือ คุณยายผู้น่ารักของผมเองครับ คุณยายที่สอนให้ผมมีความรู้ในเรื่องของวิชาการและคุณธรรมภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ไปแข่งขันตอบปัญหาสุขภาพที่จังหวัดอุบลราชธานีครับ

ว่าแต่ว่า…คุณตาแสวงที่เขียน Email ถามว่า…น้องหนึ่งไม่ชอบเรียนภาษาอังกฤษเลยควรทำอย่างไร แต่บังเอิญว่าคุณตาแสวงไม่ได้บอกมาด้วยว่าน้องหนึ่งขณะนี้อายุเท่าไร ผมอาจจะตอบยากนิดหนึ่ง เอาเป็นว่า ผมขอตอบแบบกลางๆไปเลยนะครับว่า ต้องหาใครสักคนในบ้านหรือคนที่น้องหนึ่งชอบเล่นด้วย ( แต่ต้องเป็นผู้ใหญ่นะครับ ) มาทำเป็นเรียนแข่งกัน แล้วคน ๆ นั้นก็ต้องแกล้งตอบไม่ได้หรือคนๆ นั้นต้องเป็นคนคอยช่วยให้น้องหนึ่งสามารถทำกิจกรรมในวิชาภาษาอังกฤษ ให้ผ่านไปได้ด้วยดี

ต้องขออนุญาตไปเข้าเรียนก่อนนะครับ เพราะใกล้สอบปลายภาคแล้ว…แถมเทอมนี้ผมก็ทำกิจกรรมมากเสียด้วยคงต้อง…เต็มที่กันหน่อยแล้ว…( สู้..voy )

à¸?ิà¹?วมือ นี้คือรูปคุณยายของผมเองครับ ( วันพาผมไปแข่งขันตอบปัญหาสุขภาพที่จังหวัดอุบลฯ  ได้เหรียญทองแดงครับผม…กิจกรรมนี้ไม่มีโรงเรียนใดได้รับเหรียญทองและเหรียญเงินเลยครับ )

Blank เอก (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
16 กุมภาพันธ์ 2553 22:06
#1861160
  • ****ในที่สุดก็ทำสำเร็จจนได้***
  • รูปคุณยายกับหลานเอกมาแล้วครับ
  • ขอขอบพระคุณคุณแม่+คุณป้า+คุณลุงที่ให้คำแนะนำในการพยายามเอารูปใส่ในบล็อกจนสำเร็จ
  • แล้วผมจะพยายามพัฒนาต่อไป(เท่าที่จะมีเวลาให้ศึกษาหาความรู้นะครับ…อ่านเอาเอง…มั่วเอาเอง   ก็คงต้องทำใจกันหน่อยนะครับ)
  • จะสอบปลายภาคแล้วครับ  วันอังคารหน้านี้เอง
  • สอบเสร็จมาสนุกกับต่อนะครับ
  • คำถามของน้องปลา…ที่ถามว่าเรียนคนเดียวจะสนุกหรือคะ
  • คำตอบคือสนุกสนานไม่ต่างจากเรียนกันหลายๆ คนหรอกครับ  จะดีเสียอีกที่มีครูและเพื่อนที่เป็นของส่วนตัว  จะเรียนหรือเล่นเมื่อไรก็ได้ตามใจของเราเอง..
Ico48 [IP: 203.156.35.189]
03 มีนาคม 2553 17:45
#1887450

กลับมาแล้วครับ สอบปลายภาคเรียบร้อยแล้วครับ…คิดว่าน่าจะสบาย..แต่งานยังคงมากตามแบบเด็กบ้านเรียนเช่นเคยๆ ….มาตามเรื่องราวของผมต่อดีกว่านะครับ

โรงเรียนบ้านหนองพลวง ตั้งอยู่ที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา มีท่านผู้อำนวยการชื่อนายนุกูล บริรักษ์กุลชร และมีอาจารย์จักรกฤช ปรุงศิลป์ ทำหน้าที่ด้านวิชาการ และที่สำคัญก็คือมีคุณยายพรรณวดี กิตติรงค์ ซึ่งเป็นพี่สะใภ้ของคุณตาเป็นอาจารย์อยู่ที่นี้ด้วย …..พอไปถึงด้วยความเหนื่อยและหิวมันทำให้ความรู้สึกที่จะคิดว่า…โรงเรียนจะรับจดทะเบียนหรือไม่ไม่มีอยู่ในความคิดของใครเลยสักคน ครอบครัวของผมได้รับการตอนรับที่อบอุ่นและอิ่ม จนในที่สุดก็ได้ปรึกษากับท่านผอ. นุกูล เกี่ยวกับการรับจดทะเบียนของผม ซึ่งท่านได้เมตตารับผมเข้าไปเด็กในสถานศึกษาของท่าน โดยผมสามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนจัดได้ตามความสนใจ และในช่วงต่อมาท่านก็ได้ในผมเข้ารับการประเมินโดยใช้ข้อสอบของโรงเรียนก่อน เพื่อดูว่าผมมีความสามารถที่จะทำการศึกษาแบบนี้ได้หรือไม่ ในขณะเดียวกันคุณยายของผมก็ได้นำข้อสอบของบ้านเรียนซึ่งใช้ชื่อว่า Happy Home School ( H.H.S) มาให้ท่างวิชาการของโรงเรียนประเมินด้วย ซึ่งทางโรงเรียนก็ได้อนุญาตให้ใช้ข้อสอบที่คุณยายเป็นผู้ออกเพื่อใช้ประเมินได้ ….และความสนุกของกิจกรรมร่วมกับโรงเรียนก็มาให้เด็ก H.H.S อย่างผมได้ตื่นเต้น ….ซึ่งก็คือ….

Ico48 [IP: 203.156.32.42]
08 มีนาคม 2553 13:19
#1895306

     …เรื่องตื่นเต้นทีได้รับจากโรงเรียนบ้านหนองพลวงก็คือ…การเข้าค่ายกิจกรรมลูกเสือครับ  สนุกมากๆ  สนุกมากถึงมากที่สุด  อีกอย่างที่สำคัญทางครอบครัวบ้านเรียนของผมยังได้มีของมาเยี่ยมค่ายอีกด้วย  กิจกรรมในฐานแต่ละฐานก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันเลย  ไม่ว่าจะเป็นการไต่เชือกเส้นเดียว  การมุดเข้ายางรถยนต์ที่วางต่อกันเป็นท่อ  การคลานลอดลวดหนาม และอื่นๆ อีกมากมาย  แต่น่าเสียดายที่ผมไม่สามารถอยู่จนเสร็จกิจกรรมการเข้าแคมป์ไฟได้   เวลามันช่างผ่านไปรวดเร็วเสียเหลือเกิน……

  • ตอบคำถามจากemailนะครับ  คุณแม่ของน้องกมลถามว่าถ้าคุณแม่อยากให้น้องเค้าเรียนเฉพาะดนตรีคือเน้นดนตรีเป็นหลัก  ส่วนวิชาการเป็นรองจะได้ไหม  และถ้าจะเอาชื่อน้องไปไว้ที่โรงเรียนของรัฐควรทำอย่างไร
  • คำตอบคือ  ต้องขึ้นอยู่กับเขตพื้นที่นะครับเพราะขั้นตอนการจดทะเบียนคุณแม่ต้องยื่นวิธีการจัดการเรียนการสอน  หรือหลักสูตรที่จะสอนน้องให้กับเขตด้วยครับถ้าอย่างไรลองประสานและขอคำปรึกษาเจ้าหน้าที่เขตดูนะครับ
  • ส่วนการเอาชื่อน้องไปไว้ที่โรงเรียน  ผมขออนุญาตแนะนำว่าควรเป็นโรงเรียนที่อยู้ใกล้บ้าน  เพื่อจะได้สะดวกในการทำกิจกรรมร่วมละเข้ารับการประเมินกับทางโรงเรียน  แต่ที่สำคัญคุณแม่ต้องเข้าไปติดต่อทำข้อตกลงร่วมกับทางโรงเรียนให้เป็นที่แน่นอนก่อนนะครับว่าจะจัดการเรียนการสอนให้น้องแบบไหน  และจะขอรับการบริการทางการเรียนการสอนจากทางโรงเรียนแบบไหนบ้าง  จึงค่อยให้น้องออกมาเรียนแบบบ้านเรียน  แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การคิดเรียนแบบบ้านเรียนควรเป็นความคิดของทุกคนในครอบครัวนะครับเพื่อจะได้เกิดประโยชน์และความสุขกับผู้เรียนมากที่สุด     ขอให้ประสบความสำเร็จและความสุขในการจัดการเรียนแบบบ้านเรียนนะครับ
  • จาก   เอก   สรณัฐ
Ico48 [IP: 203.156.32.177]
24 มีนาคม 2553 16:08
#1922071
  •  หายไปเกือบเดือน…แต่ยังมีเรื่องที่จะเล่าให้ฟังอีกมากมายเลยครับ…
  • มี email ที่ไม่ได้ลงชื่อ ถามว่า ผมเรียนได้เกรดอะไร คำถามนี้ผมอยากตอบที่สุดเลยครับแต่ก็เป็นคำถามที่ผมไม่ชอบที่สุดด้วยเหมือนกัน  ผมจบจาก กศน. ผมก็ได้เกรดเฉลี่ยสะสมจนจบการศึกษาคือ 4.00 ครับ  และพอได้มีโอกาสเข้ามาเรียนในโรงเรียน  เกรดเฉลี่ยสะสมขณะนี้คือ 4.00 เช่นเดียวกันครับ ต้องกราบขอบพระคุณคุณครูประจำวิชาที่ได้เมตตากรุณาสอนจนกระจ่าง  และต้องขอขอบคุณครอบครัวของผมที่ได้คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจในการเรียน
  • ผมคิดเอาเองนะครับว่า เกรดที่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าเราตั้งใจในการเรียนแค่ไหน  แต่ไม่ได้หมายความว่า คนที่เกรดไม่ดีหรือคนที่ต้องซ่อมจะหมายความว่าคนคนนั้นไม่ได้ตั้งใจเรียน  เพราะคนแต่ละคนต้องมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบไม่เหมือนกัน  คือถ้าคนคนนั้นมีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากกว่าแค่ถือกระเป๋าไปโรงเรียน  เกรดที่ได้ไม่ว่าจะเป็นเท่าไร  ผมคิดว่ามันจะมีค่ามากจนไม่สามารถที่จะกำหนดเป็นค่าเกรดได้เลย
  •   สำหรับคำถามที่สองคือ  อยากจะดูรูปที่ผมไปเข้าค่ายลูกเสือ  ขณะนี้ กำลังใช้computerที่เก่าๆ แก่ๆ กับความเร็วในการเชื่อมต่อที่เต่าแซงได้ ทำการuploadรูปภาพอยู่ครับ  ทำสำเร็จเมื่อไรจะนำมาลงให้ดูทันที่ครับ

                   เข้าค่ายลูกเสือ

Ico48 [IP: 203.156.35.176]
22 เมษายน 2553 12:54
#1965342

สวัสดีครับ   ผมเอก   สรณัฐ  กลับจากปฏิบัติภาระกิจแล้วครับ

ผมไปทำอะไรบ้างอย่าง….ที่เรียกว่าหน้าที่ของลูกผู้ชายมาครับ….ทั้งสนุก..ทั้งตื่นเต้น…ทั้งเหนื่อย…แต่งานนี้ไม่มีเศร้าครับ…รับรองได้…แถมได้เพื่อนใหม่อีกต่างหาก  มีทั้งจากกรุงเทพฯ  ,  จากนครปฐม  ,  จากตรัง   และอีกหลายจังหวัดที่ยังไม่ทราบว่ามาจากที่ใดบ้างในตอนนี้   …แต่คาดว่าในอีกไม่นานเราจะได้ทราบกัน….

ขอให้ทุกท่านที่อ่านblog นี้  ได้อดทนรอคอยคำตอบจากผมด้วยนะครับ

  •  สำหรับคุณตาแสวงที่แจ้งกลับมาว่า  ตอนนี้น้องหนึ่งกำลังมีความสุขกับการเรียนภาษาอังกฤษตามแบบที่ผมแนะนำให้  ผมก็รู้สึกเป็นสุขตามด้วยจริงๆ นะครับ
  • ก็ขอให้กำลังใจกับทุกๆ บ้าน  ที่กำลังจัดการเรียนแบบบ้านเรียนทุกท่านเลยนะครับ
  • คิดถึงท่านผู้อ่านทุกท่านนะครับ   จาก…เอก   สรณัฐ
Ico48 [IP: 119.31.121.75]
07 พฤษภาคม 2553 15:57
#1987006

สวัสดีครับ ผมเอก สรณัฐ ครับ

  • ภาระกิจของผมช่วงที่หายไปก็คือไปสอบเตรียมมาครับ  ผมสอบติดภาควิชาการในส่วนของกองทัพอากาศ
  • แต่น่าเสียดายแต่ไม่เสียใจ ( เพราะได้ตั้งใจทำอย่างเต็มที่แล้ว ) คือสอบพละไม่ผ่านครับ  ไม่ใช่ว่าผมไม่สามารถทำแต่ละสถานีไม่ได้นะครับ  แต่ทำได้แค่ผ่านคือมีคะแนนน้อย  แต่ผมก็สามารถทำคะแนนได้เต็มหนึ่งสถานีครับ ( ภูมิใจกับตัวเองจริงๆ นะ )
  • ปีการศึกษาหน้าผมจึงตัดสินใจหยุดเรียน  …คิดทางที่ดีเอาเองว่า…พระเจ้าให้ผมเรียนเร็วในช่วง ม.ต้น ….เพื่อมาหยุดเรียนใน ม.ปลาย   ดังนั้นไม่มีอะไรที่ผมจะขาดทุนเลย…
  • ที่ผมภาคภูมิใจอีกอย่างก็คือ…ผมใช้วุฒิการศึกษาของเด็ก  กศน.  ไปสอบครับและตอนสอบสัมภาษณ์  คณะกรรมการยังได้เปิดโอกาสให้ผมเล่าเรื่องของการเรียนแบบบ้านเรียนอีกด้วย
  • ขอขอบพระคุณสำหรับ E-mail ที่เขียนมาถามถึงกันว่าหายไปไหนมา…ขอบพระคุณครับ   จาก…เอก   สรณัฐ
Ico48 ครูจักรกฤช ปรุงศิลป์ [IP: 119.31.78.103]
25 พฤษภาคม 2553 11:06
#2013621

สวัสดีครับ น้องเอก

ผอ.นุกูล เล่าให้ครูฟังว่า น้องเอกเขียนบล็อกและมีเพื่อนเข้ามาแลกเปลี่ยนมากมาย ครูก็เลยเข้ามาค้นหาในgoogle ก็พบจริงๆ ครูดีใจมากที่น้องเอกตามหาฝันของตนเองอย่างมีความสุข Happy Home School ฝากความคิดถึงมายังครอบครัวของน้องเอกทุกคน (คุณตา คุณยาย คุณแม่ คุณลุงและคุณป้า)ด้วยนะครับ จะหาโอกาสแวะเข้าไปเยี่ยมยามถามข่าวครับ ครูจักรกฤช ครูปราณี ยังพูดถึงน้องเอกเสมอๆ ยกตัวอย่างให้น้องๆ บ่อยๆ ครับ มีอะไรจะให้ครูช่วยเหลืออะไร ครูยินดีเสมอ ยังรักและเป็นห่วงเหมือนเดิม

ต้องใจเรียนและเป็นคนดีของครอบครัวต่อไปนะครับ

ครูจักรกฤช ปรุงศิลป์

Ico48 [IP: 110.49.204.179]
28 พฤษภาคม 2553 12:39
#2018904

สวัสดีครับ ผมเอก สรณัฐ รายงานตัวครับ

วันนี้ผมอ่านบล็อกแล้วดีใจจนน้ำตาซึม ผมขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์จักรกฤช มากที่ให้กำลังใจกับผมและครอบครัว ซึ่งผมและครอบครัวยังคงมีความรู้สึกสำนึกในความเมตตากรุณาของท่าน ผอ.นุกูล และอาจารย์ทุกๆ ท่านของโรงเรียนบ้านหนองพลวง ที่ได้ให้โอกาสทางการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ และมีความสุขให้กับตัวผมและครอบครัว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้ประสบความสำเร็จในการศึกษาในระดับต่อๆ มา ผมและครอบครัวยังคงจำได้ไม่เคยลืมเลยแม้สักนิดเดียว

และในโอกาสนี้ผมขอกราบอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ได้โปรดบันดาลให้ท่าน ผอ.นุกูล , คุณยายดี คุณตาเนี้ยว น้าก้องและน้านางของผม , อาจารย์จักรกฤชกับอาจารย์ปราณีและพี่แชมป์ , อาจารย์ธัญญาลักษณ์ ,อาจารย์วัลภา และอาจารย์ท่านอื่นๆ อีกทุกท่านในโรงเรียนบ้านหนองพลวง ได้มีสุขภาพที่แข็งแรงและมีความสุขทุกท่านนะครับ

ผมจะเป็นเด็กดีและตั้งใจเรียนต่อไปครับ….โดยความเคารพอย่างสูง สรณัฐ ผลพานิชย์

Ico48 [IP: 110.49.204.174]
18 มิถุนายน 2553 17:52
#2049285

สวัสดีครับ   ผมเอก  สรณัฐ  ครับผม

ต้องขออภัยสำหรับมิตรรักทั้งหลายที่ผมเงียบหายไป  มีเหตุอยู่ดังนี้ครับ

  1. ไม่สบายเป็นไข้หวัดใหญ่มากๆ..มากถึงมากที่สุด   เรียกว่าโชคดีที่ไม่เป็นไข้หวัด2009 หรือ2010
  2. computer เก่าๆ  แก่ๆ  คู่บุญมันได้รับไข้จากไรวัส ( ไม่รู้ว่าคนติดไวรัสจากคอมฯหรือคอมฯติดจากคน )
  3. พอเกือบๆจะหายจากไข้หวัดใหญ่ก็ต้องมาพบกับไข้ตัวใหม่อีก…คือไข้บอลโลกนั้นเอง 5555

เอาเป็นว่าช่วงนี้ขอพักรักษาสาระพัดไข้ก่อนนะครับ…คิดจะติดต่อด่วนเพื่อสอบถามทุกปัญหาเกี่ยวกับบ้านเรียน..หรือจะให้กำลังใจ ( email…ก็เข้าลำบากเพราะnet. ที่บ้านเต่าเรียกแม่.. ตั้งใจไว้ว่าจะเก็บเงินค่าขนมซื้อaircard. มาใช้เพื่อให้เร็วกว่าเดิมสักเล็กน้อย…สาธุสมพรตั้งใจเถิด..) ก็โทร.ติดต่อได้ที่08-5490-0791  เป็นหมายเลขของคุณแม่ผมเองครับ…ขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้นะครับ…อ้อเกือบลืม..ผมได้รับใบเกียรติบัตรที่ไปแข่งขันที่จังหวัดอุบลฯ แล้วครับ … ถึงแม้ว่าคุณแม่ต้องไปรับเองที่เขตพื้นที่เนื่องจากทางโรงเรียนบอกว่า…”เขตฯส่งให้ทุกคนยกเว้นของผม..และให้ผู้ปกครองไปติดต่อเอาเอง”   เอาเป็นว่าได้ช้ายังดีกว่าไม่ได้ใช้ไหมครับ…วันนี้ขอลาเพียงเท่านี้ก่อนนะครับเชียร์บอลให้สนุกนะครับแต่ต้องไม่ยุ่งกับการพนัน….สวัสดีครับ

Ico48 [IP: 110.49.205.144]
03 กรกฎาคม 2553 15:19
#2071744

สวัสดีครับ ทุกๆ ท่านครับ บอลโลกก็เข้มข้น การเรียนก็ข้นเข้มไม่แพ้กัน เมื่อเช้าผมได้มีตื่นมาตักบาตร…ทำให้ผมได้นึกถึงการเรียนแบบบ้านเรียนที่เกี่ยวข้องกับวัด… การเรียนแบบบ้านเรียนสัมพันธ์กับวัดได้อย่างลงตัวเลยที่เดียวครับ ในกรณีของผม… วัดเป็นแหล่งเรียนรู้ในกลุ่มวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต( สปช. )ได้ดีที่สุด( ชื่อสาระการเรียนรู้ในขณะนั้น..ปัจจุบันก็คือหมวดวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ) แต่จริงๆ แล้ว คุณยายสามารถจัดการเรียนได้ทุกวิชาเลยครับ การไปวัดสำหรับเด็กบ้านเรียนอย่างผม…มันก็ตื่นเต้นพอๆ กับไปสวนสัตว์ เพราะคุณยายและคุณแม่เตรียมอภิมหาใบงานไว้ให้อย่างน่าใจหาย…เช่น ใบงานวิชาภาษาอังกฤษก็ในค้นหาคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับพระ , วัด และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ใบงานวิชาภาษาไทยเขียนเรียงความเกี่ยวกับการปฏิบัติตนเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ใบงานงานวิชาคณิตฯก็ให้คำนวณหาระยะทางจากบ้านมาถึงวัด , คำนวณหาค่าเฉลี่ยจำนวนของพระสงฆ์ต่อกุฏิที่ท่านพัก ใบงานวิชาวิทย์ฯ + วิชา สปช. + วิชาศิลปะ ก็ให้สำรวจและจำแนกต้นไม้ที่มีอยู่ในวัดว่าเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวหรือพืชใบเลี้ยงคู่ มีชื่อเรียกว่าอะไรและให้วาดรูปประกอบหรือเก็บตัวอย่างใบของต้นไม้ชนิดนั้นมาพิมพ์ลาย หรือทับแห้งก็ได้ ใบงานสุดท้าย ก็คือใบงานวิชาสร้างเสริมลักษณะนิสัย ( สลน. ) ฝึกการนั่ง การกราบ การถวายของแด่พระภิกษุ ถ้าสอบผ่านกลับบ้านได้….. เห็นไหมครับแค่ไปวัดนะครับ…ยังต้องเรียนกันขนาดนี้เลย…ที่จำได้แน่ๆ งานนี้ผมเลือกคุณตาเป็นผู้ช่วย …และความมหัศจรรย์ในการเลือกผู้ช่วยของเด็กบ้านเรียนก็มีจริงๆ ด้วย เพราะคราวนี้คุณตาไม่ทำให้ผมผิดหวังเลยแม้แต่น้อย แถมคุณตายังเป็นต้นเสียงพาสวดมนต์ไหว้พระอีกด้วย…ไชโยๆ ….ไปเรียนที่วัดก็สนุกดีเหมือนกันนะจะบอกให้ ….แต่ครั้งหน้าพลาดไม่ได้ครับอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กบ้านเรียนต้องไปเรียนที่ห้างสรรพสินค้า..งานนี้บอกได้คำเดียวว่า…(คิดเอาเองครับผม ..5555)

Ico48 [IP: 110.49.205.75]
20 กรกฎาคม 2553 13:59
#2097873

สวัสดีครับ ผมเอก สรณัฐ มาแล้วครับ ไม่พูดไม่จากันแล้วนะครับ…เราไปยังเหตุการณ์ที่ห้างสรรพสินค้ากันเลยดีกว่า….ณ. วันนั้น..วันที่เด็กบ้านเรียนอย่างผมถึงกับอึ้งพูดไม่ออก…แบบน้ำท่วมจมูก…เรื่องก็มีอยู่ว่า… …”น้องเอกครับวันนี้เราจะไปเรียนกันที่ห้างนะ…น้องเอกเลือกเอาเลยว่าจะไปที่ห้างไหน” คุณแม่พูดอย่างอารมณ์ดี(ยิ้มหวานประหารจิตเหมือนเดิม) ..ไปBig Cผมตอบอย่างไม่เสียเวลาต้องคิด…พอมาถึงที่Big C..คุณแม่ใจดีแบบสุดๆ..คือพาผมไปเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือ โดยคุณแม่บอกว่าเอายี่ห้อและรุ่นเดียวกันผมก็เลือกจนได้มือถือเครื่องแรกเป็นของตนเองจำได้ว่ายี่ห้อDebetel.โดยของผมสีน้ำเงินของคุณแม่สีแดง และเราสองคนแม่ลูกก็เลือกซื้อซิมเลขต่อกัน ( ผมไม่รู้สึกเฉลี่ยวใจเลยว่าจะมีอะไรตามมา) พอขึ้นมาชั้นซุบเปอร์….บทเรียนห้างสรรพสินค้าก็มาเป็นหางว่าวเลย…1.ซื้อสินค้าตามรายการที่คุณแม่เขียนให้และคำนวณอย่าให้ราคาเกินเงินที่ได้รับมอบคือจำนวนสองพันบาท 2.จดสำรวจชื่อผักและผลไม้ที่เป็นภาษาอังกฤษ 3. ให้ซื้ออุปกรณ์สำหรับทำงานประดิษฐ์อะไรก็ได้ที่ต้องการจะทำให้งบประมาณห้าร้อยบาท 4.ให้ซื้อเครื่องปรุงและส่วนผสมสำหรับทำอาหารที่ผมต้องการจะรับประทานโดยให้งบประมาณอีกห้าร้อยบาท …แล้วคุณแม่ก็ใจดีมากโดยให้เครื่องคิดเลขผมอีกหนึ่งเครื่อง แล้วก็นำกระเป๋าเงินใส่ในกระเป๋าสะพายคล้องที่ไหล่น้อยๆ ของผม ซึมไปเลย..นี่หรือก็การไปเรียนที่ห้างฯ คุณแม่ผู้แสนดีของผมให้ยาหอมแก่ผมอีกอย่างก็คือ..ติกขัดอะไรก็โทรฯ มาปรึกษาแม่นะ…ซึมรอบสอง…ผู้ช่วยไงผมคิดขึ้นมาได้…”แม่ครับน้องเอกขอผู้ช่วยครับ” ผมแสดงความกล้าในการขอผู้ช่วย…ยิ้มหวานประหารจิตมาอีกแล้ว…”ได้ซิครับลูกเอก”… ผู้ช่วยของผมก็คือคุณตา…คุณตาที่มีเพื่อนและคนรู้จักมากถึงมากที่สุด ( ให้ตายซิงานจะสำเร็จไหม ) …คุณตาช่วยกรุณาเข็นรถให้…ผมดูรายการซื้อผมก็นึกได้อย่างเดียวว่า…ทั้งห้างฯผมรู้จักอยู่ที่เดียว คือ ที่ขายของเล่นกับร้านKFC ทุกข์ที่เคยเกิดมันกลับมาอีกแล้ว เมื่อมีเสียงๆ หนึ่งดังขึ้น …สวัสดีครับพี่ต้น…. เศร้า..เศร้าใจไปเลย….ห้างฯที่รักของผม…ตอนนี้ผมไม่รักห้างฯแล้ว…ไม่น่าเชื่อเลยว่าผมกับคุณตาใช้เวลาหมดไปอย่างรวดเร็วโดยได้แค่ซื้อของตามรายการที่ให้เท่านั้น ส่วนงานชิ้นที่ 2 , 3 และ4 ไม่สำเร็จ ผมได้แต่ร้องไห้..น้ำตาของเด็กบ้านเรียนมันทำให้ผมได้คิดอย่างหนึ่งว่า….การเรียนไม่ว่าจะเรียนที่ไหนหรือว่าเรียนแบบใดอุปสรรคมีไว้ให้ทดสอบเสมอ และผมก็ได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งก็คือ…บางสิ่งบางอย่างเราต้องศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวของเราเอง…ทำด้วยตัวเอง..ผมทำได้และผมต้องทำให้ได้…ผมบอกกับคุณแม่ว่า ผมขอสอบซ่อมใหม่อีกครั้งในอาทิตย์หน้า…คุณแม่ไม่เคยมีคำว่าปฏิเสธสำหรับการสอบซ่อมของผม…ซึ่งผมไม่ขอผู้ช่วย..ผมมีแค่โทรศัพท์มือถือและเครื่องคิดเลขคู่ใจไปเพียงเท่านั้น…ไม่น่าเชื่องานนี้นอกจากผมจะทำชิ้นงานได้สำเร็จทุกชิ้นงานแล้ว เวลาผ่านไปตรงไหนผมก็ได้ยินแต่เสียงผู้คนพูดว่า…หนูคนนี้เก่งนะ..(อะไรแบบนี้อีกมากมาย ) และที่สำคัญผมได้เห็นการวิ่งและเดินเร็วๆของ คุณตา ,คุณยาย,คุณป้า และคุณแม่ สนุกสุดๆ…เห็นวิ่งไปวิ่งมา..และเสียงมือถือของผมก็มีเสียงกระดิ่งดังอยู่เนืองๆ เพราะคุณแม่โทรถามอยู่ตลอดเวลา..555รู้สึกดีแบบบอกไม่ถูกเลย

Ico48 [IP: 110.49.205.75]
20 กรกฎาคม 2553 15:00
#2097966

สวัสดีครับ  ผมเอก  สรณัฐครับ

  • วันนี้ขอตอบคำถามนะครับ
  • น้องพิณ..ถามว่าการเรียนแบบนี้ใช้เงินมากไหม  เพราะพ่อแม่น้องพิณไม่ใช่คนรวย
  • ตอบได้คำเดียวว่า..พอสมควรครับแต่น่าจะขึ้นอยู่กับรูปแบบของวิธีในการเรียนการสอนเสียมากกว่า  เช่น ถ้าน้องพิณชอบเรียนวิชาการค่าใช้จ่ายก็จะหมดไปกับคู่มือและอุปกรณ์เสริมในรูปของมัลติมิเดียต่างๆ  แต่ถ้าน้องพิณชอบด้านกีฬาค่าใช้จ่ายก็จะหมดไปกับค่าอุปกรณ์กีฬาและค่าจ้างครูผู้ฝึกสอนนะครับ  ครอบครัวของพี่เอกก็ไม่ใช่ว่าร่ำรวยนะครับ  แต่ว่าพี่เอกเป็นเด็กที่โชคดีครับที่มีครอบครัวและญาติพี่น้องฝ่ายทางคุณตา ,คุณยาย คุณลุง, คุณป้าและคุณน้าๆ ทั้งหลาย(ฝ่ายคุณแม่ทั้งนั้น เนื่องจากคุณแม่ของพี่เอกแยกทางกับคุณพ่อของพี่ตั้งแต่พี่อายุได้ 10 เดือน ) ให้การช่วยเหลือในทุกๆ ด้านไม่เคยมีมีคำร้องขอใดที่ได้รับการปฏิเสธ และบางครั้งการช่วยเหลือกลับได้มาก่อนการร้องขอเสียอีก  เรียกได้ว่าโคตรของพี่ติดตามพี่ตลอดเลย ( เค้าก็คงกลัวว่าพี่เอกจะลำบากนะพี่ว่า )
  • น้องโก้..ถามว่าปีนี้กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.6 ถ้าเรียนจบแล้วจะไปเรียนที่ กศน.แบบพี่เอกจะดีไหม
  • ขอตอบว่า..ต้องปรึกษากันในครอบครัวให้ดีก่อนนะครับ  เพราะว่า 1.ต้องไปติดต่อที่ สพท. ก่อนเพื่อแจ้งเหตุผลที่ต้องการจะไปเรียนที่ กศน. เนื่องด้วยตามความเป็นจริงแล้วน้องโก้ต้องมีอายุ 15 ปีก่อนจึงจะสามารถไปเรียนที่ กศน. ได้  2.ควรจะมีผู้ปกครองไปนั่งเรียนเป็นเพื่อนด้วย เนื่องจากที่ กศน. ส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาที่ค่อนข้างจะมีอายุแล้ว  ดังนั้นต้องคุยกันในครอบครัวให้ดีเสียก่อน  อีกอย่างน้องโก้ต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับความเหนื่อยที่ค่อยข้างจะสาหัสเนื่องจาก  น้องโก้ต้องเรียนเนื้อหาความรู้ของชั้น ม. 1 – ม.3 ให้จบในระยะเวลา 2 ปี  ซึ่งถ้าน้องโก้และครอบครัวพร้อมรับในสิ่งเหล่านี้ได้  พี่เอกก็เชื่อว่าไม่มีอะไรยากเกินที่น้องโก้จะทำได้แน่นอน  ขอให้กำลังใจนะครับ
  • น้องต้น..ถามว่าตอนนี้ที่บ้านคือคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้น้องต้นลองเรียนแบบบ้านเรียน  แต่ตัวของน้องต้นอยากจะเรียนในระบบเหมือนเดิม  และขณะนี้น้องต้นเรียนอยู่ชั้น ป. 5แล้ว
  • ตอบครับ..แหมชื่อเหมือนคุณของพี่เอกเลย…กรณีของน้องต้น  พี่คิดว่าควรจะค่อยๆ คิดกันใหม่นะครับ  เพราะน้องก็เรียนอยู่ชั้น ป.5แล้ว ถ้าจะออกมาเป็นเด็กบ้านเรียนมันก็ดูจะคาบลูกคาบดอกไปหน่อยนะพี่เอกว่า  แต่เหตุผล..ต้องค่อยๆตรองกันในครอบครัวดูก่อนนะครับ  ใช้เหตุผลไม่เอาอารมณ์หรือความอยากมาเป็นที่ตั้ง  พี่เอกว่าน้องต้นและครอบครัวก็จะสามารถหาจุดตัดสินใจได้แน่นอน
  • ทุก E-mail ที่ถามพี่เอกจะตอบที่ Blog นะครับเพื่อจะได้เป็นการกระจายความรู้ต่อๆ กัน  เพราะบางครั้งคำถามคำตอบเหล่านี้อาจจะไปตรงกับคนอื่นๆ ก็ได้นะครับ
  • ส่วนทุกท่านที่ได้โทรฯ คุยกับคุณแม่ของผมและขอ E-mail ก็จะขอเขียนให้อีกครั้งนะครับ E- mail คือ saku2551@gmail.com ครับผม
Ico48 [IP: 110.49.205.248]
13 สิงหาคม 2553 10:59
#2131967

สวัสดีครับ เอก สรณัฐรายงานตัวครับผม เมื่อวานเป็นวันแม่ ผมก็หวังว่าทุกคนคงจะได้แสดงความรักต่อคุณแม่กันทุกคนนะครับ ซึ่งสำหรับผม แม่ เป็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอะไรที่เรียกว่า สุดยอดไปเลย พูดถึงแม่เมื่อไรก็มีแต่ความรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขที่สุดเลยหละครับ มาคุยเรื่องบ้านเรียนกันต่อดีกว่านะครับ พอผมย้ายการจดทะเบียนจากโรงเรียนหมู่บ้านเด็กที่จังหวัดกาญจนบุรี มาอยู่ที่โรงเรียนบ้านหนองพลวงที่อำเภอด่านขุนทดแล้ว ปฏิบัติการภาระกิจการเรียนแบบตามหลักสตรูของกระทรวงก็ได้เริ่มต้นขึ้น หนังสือแบบเรียนของกระทรวง คู่มือและแผนการเรียนที่กระทรวงอนุญาตให้สำนักพิมพ์ต่างๆทำขาย ก็ได้ถูกคุณแม่และคุณยายกระหน่ำซื้อแบบไม่มีเหลือ ( คุณแม่กับคุณยายซื้อแบบที่เรียกว่าshopกระจายไปเลย ) ผมจำได้ว่าเป็นร้านขายหนังสือซึ่งอยู่ที่ห้างคลังพลาซ่าผมมองดูหนังสือที่อยู่ในรถเข็น 2 คัน ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก…รู้แต่เพียงว่าขาของผมมันไม่สามารถแบกรับน้ำหนักของร่างกายของผมได้อีกต่อไป “เป็นอะไรไปน้องเอก” แม่สุดที่รักของผมถาม เมื่อเห็นผมทรุดนั่งลงไปกับพื้น “ลุกขึ้นมาลูก พื้นมันไม่สะอาด” คุณยายที่รักยิ่งของผมกล่าว …..น้ำตาของผมมันได้ไหลผ่านขอบตาด้านล่างมาตอนไหนก็ไม่รู้…คุณแม่ประคองผมขึ้นมากอดแล้วหอมแก้มที่มีน้ำตาเปียกอยู่..ยิ้มหวานแบบประหารเย็นมาอีกแล้ว “นี้.ก็คือหนังสือและคู่มือที่ลูกเอกต้องใช้เรียนในปีนี้ทั้งหมดจ้ะ” …ผมไม่เหลือสภาพเด็กน้อยผู้น่ารักแล้ว…ผมลงไปนั่งชักขาอยู่ที่พื้น

“ลูกเอกครับ..เมื่อลูกเลือกที่จะเรียนแบบบ้านเรียน..เราก็ต้องเรียนแบบนี้เพราะไม่เช่นนั้นลูกเอกก็จะไม่สามารถที่จะสอบเข้าที่อื่นเรียนได้..แล้วอีกอย่าง..”

“เราจะทำให้โรงเรียนที่เขาไว้ใจเรา  เชื่อถือเราและให้โอกาสแก่เราผิดหวังไม่ได้” ผมตอบกับคุณแม่… คุณแม่และคุณยายยิ้มให้ด้วยความรักและอบอุ่น….และตั้งแต่นั้นมาผมไม่เคยรู้สึกเสียใจ  หรืออึดอัดใจในการอ่านหนังสือเลย  ผมยังแอบคิดอยู่ในใจตัวเองว่า…ถึงผมจะเคยมีประสบการณ์จากครูที่ไม่ดีบ้างคน  จนผมเบื่อและไม่อยากไปโรงเรียน  เพราะครูท่านนั้นให้คนแปลกหน้าที่ผมไม่รู้จักมาเอาผมออกจากห้องเรียนไปนั่งเล่นกับเขาทั้งๆที่ผมอยากเรียนใจจะขาด ซึ่งคนแปลกหน้ากับครูกลุ่มนั้นทำให้ผมไม่ชอบโรงเรียน   แต่ผมก็ยังเป็นเด็กที่โชคดีเสมอ…เพราะผมได้มีโอกาสได้เรียนและเข้าร่วมกิจกรรมกับโรงเรียนบ้านหนองพลวง  ที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา  ซึ่งท่านผู้อำนวยการและคณะครูอาจารย์ที่นี่  มีใจที่เปิดกว้างทางด้านการศึกษาอย่างหาที่อื่นไม่ได้  และยังมีความเมตตาต่อเด็กบ้านเรียนอย่างผมเป็นอันมาก  โดยการสนับสนุนการศึกษาโดยการให้เข้าร่วมในกิจกรรมที่โรงเรียนจัด  และยังได้มีการติดตามให้คำแนะนำการเรียนการสอนถึงที่บ้านด้วย  อีกทั้งยังช่วยจัดหาแบบฝึกหัดเพื่อเสริมการเรียนให้ผมอีกด้วย  จึงทำให้ผมและครอบครัวได้เริ่มต้นเรียนแบบบ้านเรียนอย่างมีความสุขนับตั้งแต่นั้นไปต้นมา

  • ตอบคำถามจากemail กันดีกว่า
  • คุณแสวงซึ่งเคยได้คุยกันจาก blog 15และคุณแม่ของน้องกมล จากblog 20และน้องโก้จาก blog 30 ถามว่าอยากได้รายชื่อหนังแบบเรียนและรายชื่อแบบฝึกหัดที่ผมซื้อเพื่อใช้เรียนแบบบ้านเรียน  ว่ามีอะไรบ้าง
  • ตอบได้เลยครับว่าเยอะมาก ซึ่งผมจะขออนุญาตนำมาลงให้ในครั้งหน้านะครับ  เพราะหลานของคุณตาแสวงและน้องกมลเรียนอยู่ในชั้นเดียวกันคือ ป.3 เหมือนกัน  ส่วนน้องโก้จะเป็นชั้น ป.6 ดังนั้นผมขอเวลาจัดเรียงรายชื่อสักเล็กน้อยนะครับ  แต่จะพยายามนำมาลงให้เร็วที่สุด
  • สำหรับ นามแฝงที่ใช้ชื่อว่า คนตาหวาน ถามว่าผมมี twitter หรือเปล่า
  • ตอบเลยครับ ว่าไม่มี  เนื่องจากไม่มีเวลาที่จะมานั่งเพื่อเป็น followers หรือ following เลยครัย ขนาดเขียน blog ก็ยังไม่ค่อยจะมีเวลาเลยครับ ทั้งๆ ที่อยากจะเขียนใจจะขาด ( ใจจะขาดแล้ว…เอย..ใจจะขาดแล้ว..เอย )
  • คำถามที่ sms มาที่มือถือของคุณแม่ ถามง่ายๆ ว่ามีหนังสืออะไรดีแจกพอเป็นวิทยาทานไหม
  • ง่ายและสั้นมาก  ตอบดังๆได้เลยครับว่า…มี…เงื่อนไขง่ายมาก  เพียงแต่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับความรักของ แม่ที่มีต่อลูก หรือเพราะอะไรท่านและครอบครัวจึงอยากจะจัดการเรียนแบบบ้านเรียนให้กับบุตรหลานของท่าน ไปที่ email ของผม เรื่องไหนโดนใจ รับไปเลย หนังสือ??? อ้าวผมยังไม่ได้ไปเลือกหนังสือที่จะแจกฟรีให้เลย  แล้วผมควรจะแจกกี่เล่มดี??  เดี๋ยวจะรีบเขียนตอบให้นะครับ  แต่รับรองได้ว่ามีให้แน่ๆ
Ico48 [IP: 1.46.240.191]
29 สิงหาคม 2553 22:23
#2153932

สวัสดีครับ   ผมเอก  สรณัฐ  ครับผม

  • วันนี้ต้องเขียนblog รอบดึก เหตุมาจาก วันนี้ในตอนเช้าผมไปวิ่งออกกำลังที่สนามเฉลิมพระเกียรติ80ปี  ก็ได้มีผู้ใหญ่(ผู้ชาย)ท่านหนึ่งเข้ามาทัก  แล้วบอกว่าติดตามอ่านblog ของผมแล้วจำผมได้จากรูป  ผมก็รีบไหว้ท่านด้วยความเคารพ  และท่านได้พูดว่า”หนูไม่ควรที่จะบอกว่า..จะมีหนังสือหรือของแจกให้ฟรีหรือว่าเป็นวิทยาทานก็แล้วแต่…เพราะมันอาจจะทำให้หนูถูกขออยู่เรื่อยไป…อีกอย่างหนึ่งถ้าใครคิดในทางที่ไม่ดีอาจจะคิดว่า  หนูต้องการจะแจกหนังสือเพื่อให้มีคนมาอ่านblogของหนูมากๆ…หนูลองเอาไปคิดดูนะครับ…อีกอย่างอาจจะมีคนแฝงมาขอก็ได้”
  • ผมก็นั่งคิดกับครอบครัวของผมดู  ก็พบว่า…คุณลุงท่านนี้มีเจตนาที่ดี  ด้วยท่านไปห่วงไปถึงภัยที่อาจจะแฝงมา  ผมขอกราบขอบพระคุณมา ณ. ที่นี้อีกครั้งนะครับ
  • เอาเป็นว่ารายชื่อหนังสือก็ได้ส่งให้คุณตาแสวงและคุณแม่ชิดชนก  ซึ่งเป็นคุณแม่ของน้องกมล  เป็นที่เรียนร้อยแล้วนะครับ  ซึ่งผมถือว่าเป็นความโชคดีที่ได้มีโอกาสนัดพบกัน  และได้แลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน   ผมก็หวังว่าสิ่งที่ผมได้ทำให้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนนะครับ
Ico48 [IP: 1.47.18.203]
06 กันยายน 2553 09:25
#2163926

สวัสดีครับ ผมเอก สรณัฐ ครับผม วันนี้อากาศดีตั้งแต่เช้า ทำให้มีความรู้สึกนึกไปถึงวันเวลาที่ได้เรียนแบบบ้านเรียน โดยการเอาชื่อไปไว้ที่โรงเรียนบ้านหนองพลวง อ.ด่านขุนทดผมและครอบครัวมีความสุขกันมากจนเราตั้งชื่อบ้านเรียนของเราว่า Happy Home School ( H.H.S ) ท่าน ผอ.นุกูล ฯ , ท่านอาจารย์จักรกฤช ฯ และคุณยายพรรณวดี ฯ ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ด้วย ได้กรุณาช่วยเหลือโดยให้คำแนะนำด้านเอกสารการเรียน รวมไปถึงการแจ้งกิจกรรมต่างๆ ที่ทางโรงเรียนจัด เพื่อให้ผมได้มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มกับเพื่อนๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับเด็กบ้านเรียน เนื่องจากจะได้เรียนรู้เรื่องการปรับตัวเข้ากับกลุ่มเพื่อน และยังได้เล่นกิจกรรมกลุ่มที่เหมาะสมกับช่วงชั้นที่เรียนอีกด้วย การเรียนแบบบ้านเรียนที่ได้เริ่มต้นแบบหวังผลทางการศึกษาได้เริ่มต้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา สื่อการเรียนการสอนทุกอย่างที่คุณยายของผมคิดและทำขึ้น ผมก็ได้ใช้มันจนละลายคามือ หนังสือที่คุณแม่กระหน่ำซื้ออย่างเมามัน ผมก็เพียรอ่านจนกระจายกระจ่างจิต ในขณะนั้นผมคิดในใจตัวเองเสมอมาว่า…ถ้าไม่มีคนแปลกหน้ามาก่อกวนการเรียนจนทำให้ผมเรียนในโรงเรียนไม่ได้…ผมจะได้มีโอกาสต้องต่อสู้กับการเรียนด้วยตัวเองขนาดนี้ไหม…และถ้าผมยังคงเรียนอยู่ในโรงเรียนอยู่…การเรียนของผมจะเป็นอย่างไร….มันเป็นคำถามที่ผมพยายามหาคำตอบให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา… ผมขอบอกเลยว่า…การเริ่มต้นไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม…มันมักจะลำบากและดูจะมีอุปสรรคอยู่เสมอ แต่สิ่งเหล่านี้ก็มีไว้เพื่อให้เราเพียรพยายามก้าวข้ามมันไป การเรียนแบบนี้ทำให้ผมและครอบครัวได้เรียนรู้จักคำว่ารัก ..รักที่มีไออุ่น , มีความผุกพัน , มีความห่วงใย และอะไรอีกหลายอย่าง ที่เมื่อเราได้รับและสัมผัสเราจะเกิดความรู้สึกสุขใจ…. ดังนั้นจุดเริ่มต้นตรงนี้เอง…ถ้าครอบครัวไหนที่เริ่มต้นทำบ้านเรียนสามารถผ่านไปได้ ผมก็เชื่อว่าก้าวต่อไปก็จะไม่ยากอีกต่อไปแล้ว

Ico48 [IP: 1.47.217.50]
13 กันยายน 2553 14:20
#2173082

   วันนี้ตื่นสายครับแต่ไม่ใช่อายทำกินหรือว่าหมิ่นเงินน้อยและก็ไม่ได้คอยวาสนา  แต่เป็นไข้หวัดอย่างแรง  แรงแบบมากถึงมากที่สุดครับ(ได้ยินคุณแม่คุยกับคุณหมอว่าอย่างนั้นนะครับ)  แต่สำหรับเด็กบ้านเรียนอย่างผมแล้วเรื่องแบบนี้จิบๆ  เด็กๆ  (แบบว่าเคยเป็นหนักกว่านี้มาแล้วครับ เป็นต้นว่านั่งเรียนอยู่แล้วคุณไส้ติ่งแตก  เป็นต้น)

ดังนั้นบทเรียนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับผู้ที่สนใจจะเรียนแบบบ้านเรียนก็คือ  ต้องมีความอดทน(คือ อึดสุดๆ )  ต่อความเจ็บกายเจ็บใจและอีกหลายๆ เจ็บ  ที่จะต้องเจอ  ครอบครัวและตัวของผู้เรียนต้องพยายามมองตากัน  แบบที่เรียกว่าอ่านใจจากภาษาตาเลยก็ว่าได้  เมื่อใจเข้าใจกันเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยมันก็จะจางหายละลายไปกับอากาศเลยที่เดียวละครับ

การเรียนแบบบ้านเรียนของผมได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการที่โรงเรียนบ้านหนองพลวง  คุณยายทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการ , เป็นฝ่ายวิชาการและเป็นครูผู้สอน  ส่วนคุณแม่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการ  ,  ฝ่ายการเงินและเป็นครูผู้สอน  คุณป้าเป็นเจ้าหน้าฝ่ายการเงินและปฏิบัติหน้าที่ดูแลงานบ้านทั้งหมด( งานบ้านนี้แหละครับสำคัญจริงๆ  โดยเฉพาะเมื่อกองทัพต้องเดินด้วยท้อง )  ส่วนคุณตาทำอะไรก็ได้ที่ท่านผู้อำนวยการคุณยายจะใช้ให้ทำ ( เรียกว่าเป็น นักการส่วนตัวของคุณยายครับผม )

จะเห็นได้ว่าพอเริ่มเรียนแบบบ้านเรียน  สมาชิกในบ้านทุกคนก็ต้องมีหน้าที่ที่คล้ายๆ กับ คุณครูในโรงเรียนเลยก็ว่าได้  ดังนั้นไม่ใช่ว่าเรามีแค่ความอยากจะเรียนแบบบ้านเรียนเราก็ลงมือทำกันเลย  แต่ต้องกำหนดตำแหน่งหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัวไปด้วย  เพื่อที่ว่าจะได้ปฏิบัติภาระกิจต่างๆ ที่ต้องการได้สำเร็จ

วันนี้เอาเป็นว่าท่านที่ต้องการจะเรียนแบบบ้านเรียน  หรือต้องการจัดการเรียนแบบบ้านเรียน  ก็ลองกำหนดบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัวของท่านดูนะครับ  ว่าใครจะทำหน้าที่เป็นอะไร  และเมื่อลองทำดูแล้วมีปัญหาหรือว่าอุปสรรคอย่างไรบ้าง  จะได้แก้ไขกันทันนะครับ

Ico48 [IP: 1.46.196.244]
14 กันยายน 2553 18:34
#2174849

    การเรียนแบบบ้านเรียนนอกจากจะเป็นการดีสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนแบบมีความสุขกายสบายใจแล้ว   ยังทำให้ผู้เรียนได้มีพัฒนาการตามความสามารถที่แท้จริงของเรียน  โดยที่ผู้เรียนไม่ต้องสึกอายหรือคิดว่าตัวเองเป็นตัวถ่วงของกลุ่มเพื่อน  เพราะผู้เรียนแบบบ้านเรียนสามารถเรียนซ้ำๆ ได้ไปจนกว่าจะเข้าใจ  หรือปฏิบัติกิจกรรมนั้นซ้ำไปจนกระทั่งตัวเองพอใจ

ส่วนการหากิจกรรมเสริมความรู้หรือกิจกรรมความถนัดนั้นผู้เรียนแบบบ้านเรียนสามารถที่จะทำได้ตลอดเวลา  ทำให้ผู้เรียนแบบบ้านเรียนนั้นได้ฝึกทักษะของตนเองได้อย่างต่อเนื่องและมีความสุขใจ  โดยไม่ต้องมานั่งกังวนว่าจะหมดชั่วโมงเรียนแล้วยังเยนไม่เข้าใจเลย  หรือวิชาต่อไปคุณครูจะให้ทำกิจกรรมแบบสัปดาห์ก่อน  ซึ่งตนเองยังทำได้ไม่ดี

จริงอยู่ที่ว่าการเรียนในห้องเรียนได้ใช้วิธีการแบบ  ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  แต่ในความเป็นจริงต้องยอมรับในแง่ของจิตวิทยาที่ว่าผู้เรียนก็มีความอาย  หรืออาจจะมีความรู้สึกว่าตนเองด้อยความสามารถในบางสิ่งหรือบางวิชา   และด้วยการเรียนแบบในห้องเรียนมีเวลาเป็นตัวบังคับ  ยิ่งทำให้เป็นปัญหาเข้าไปใหญ่  และยิ่งถ้าโรงเรียนที่มีจำนวนเด็กนักเรียนมาก  การดูแลเด็กไม่อาจจะทั่วถึง   เมื่อเด็กมีปัญหาก็ต้องเก็บปัญหานั้นไว้  จนกว่าจะถึงเวลาเย็นที่โรงเรียนเลิกจึงจะได้ไปปรึกษาผู้ปกครอง   ซึ่งสภาพจิตใจของเด็กก็คงจะแย่น่าดูเลย

ดังนั้นการเรียนแบบบ้านเรียนจึงเรียกได้ว่า  เป็นการแก้ไขปัญหาที่ค่อนข้างจะดีทั้งสองฝ่าย  คือทั้งต่อโรงเรียนและต่อตัวเด็ก   เรียกได้ว่ามีความสุขทั้งคู่จริงไหมครับ

ก่อนอื่นก็ขอกราบขอบพระคุณสำหรับทุกกำลังใจที่ส่งมาให้นะครับ  และทำให้ผมเรียนรู้อีกอย่างหนึ่งว่า  ทำไมคนเราจึงติดโทรศัพท์มือถือ  เพราะเดียวนี้ผมได้รับข้อความแบบsms  ที่ส่งมาทางมือถือเยอะมากๆ  ทั้งให้คำแนะนำ  ทั้งให้กำลังใจ  และอะไรอีกหลายอย่าง  ก็ทำให้ผมมีความสุขดีมากเลยครับ

คำถามที่ถามกันมาผมขอยกไปตอบครั้งหน้านะครับ

Ico48 [IP: 115.67.88.90]
02 ตุลาคม 2553 19:55
#2200748

วันนี้มาตอบคำถามกันดีกว่า เป็นคำถามของคุณแม่น้องทิวไม้  ซึ่งถามเอาไว้ยาวพอสมควรว่า

“น้องทิวขณะนี้อายุ ๑๑ ปีกำลังเรียนอยู่ชั้น ป. ๕  มักจะมีปัญหาไม่อยากจะไปโรงเรียนเพราะน้องทิวไม่ชอบอ่านหนังสือ  ทำให้เวลาเรียนพอถูกคุณครูถามถึงงานที่ให้ไปอ่านมาก่อนที่จะเข้าสู่บทเรียน  น้องทิวก็จะเป็นคนเดียวที่มักจะไม่ได้อ่านไปก่อนเพียงคนเดียวของห้อง  ทำให้ถูกคุณครูลงโทษ  น้องทิวก็เลยไม่อยากที่จะไปโรงเรียน   ก็มักจะอ้างเหตุปวดหัวปวดท้องไปเรื่อยเพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปโรงเรียน  แต่พอให้อยู่บ้านก็สามารถที่จะอ่านหนังสือเองได้  ทำแบบฝึกหัดเองได้  แบบนี้น่าจะให้ออกมาเรียนเองที่บ้านหรือไม่”

เป็นปัญหาที่แปลกพอสมควร  ตามความคิดของผมนะครับ  ผมคิดว่าน้องทิวคงอาจจะต้องการเวลาในการอ่านหนังสือล่วงหน้าค่อยข้างมาก  หมายความว่า  พอน้องเลิกเรียนกลับมาบ้านแล้วน้องก็คงจะมีกิจกรรมที่ต้องทำค่อนข้างมาก  เช่น  น้องอาจต้องเรียนพิเศษ  ,  ทำการบ้าน  หรือรายงานประจำวิชา  ทำให้น้องเหนื่อยและไม่มีเวลาพอที่น้องจะอ่านบทเรียนไปล่วงหน้า  แต่พอน้องได้อยู่ที่บ้านทำให้น้องไม่ต้องมาเสียเวลาทำการบ้านหรือต้องทำรายงานรายวิชาส่ง  น้องทิวก็จะมีเวลาเป็นตัวของตัวเองมากพอที่จะสามารถนั่งอ่านหนังสือล่วงหน้า  หรือทบทวนบทเรียนที่น้องได้เรียนผ่านมาแล้วได้อย่างดีและมีความสุข  แต่ไม่ได้หมายความว่ากรเรียนแบบบ้านเรียนจะเหมาะกับน้อง  เพราะการเรียนแบบบ้านเรียนอาจจะทำให้น้องต้องเหนื่อยมากขึ้นก็ได้เพราะ  น้องจะต้องพยายามเรียนเองและเรียนล่วงหน้าในหลายๆ วิชาเพื่อจะได้รู้ว่าวิชาใดที่น้องเรียนเองไม่ได้  และไม่อาจจะเข้าใจได้ด้วยการศึกษาจากตำราเพียงเล่มเดียว

  • ผมคิดว่าในกรณีแบบน้องทิวไม้  ทางครอบครัวของน้องน่าจะลองช่วยน้องโดยการช่วยอ่านแทน  หมายความว่าอาจจะเป็นคุณแม่หรือคุณพ่อเป็นคนอ่านบทเรียนนั้นแทน  แล้วนำมาสรุปให้น้องฟังอีกครั้งหนึ่ง  หรืออาจจะต้องช่วยด้วยวิชาเขียนเป็นโน้ตสั้นๆ  เพื่อที่ว่าพอน้องเอาไปอ่านเองจะได้ไม่ต้องใช้เวลามากเกินไป   หรือคุณพ่อและคุณแม่ของน้องทิวอาจจะต้องยอมเหนื่อยเพิ่มอีกนิด  คือ  ในระหว่างที่พาน้องไปโรงเรียนอาจจะต้องช่วยตั้งคำถามเพื่อให้น้องตอบ  ทำเสมือนว่ากำลังเรียนอยู่ในห้องเรียน  จะได้เป็นการช่วยน้องในการทบทวนบทเรียนที่ได้อ่านล่วงหน้า  และยังจะได้เป็นการช่วยกระตุ้นทบเรียนที่เรียนผ่านมาแล้วได้ด้วย  ผมว่าลองดูนะครับน่าจะเป็นผลดีต่อน้องทิวอย่างแน่นอน
Ico48 [IP: 111.84.2.111]
02 ตุลาคม 2553 20:47
#2200815

สวัสดีครับ   ผมเอก  สรณัฐ  มาสวัสดีในช่วงปิดเทอมครับผม

สำหรับเด็กบ้านเรียนอย่างผมแล้วต้องเรียกได้ว่า  ช่วงเวลาปิดเทอมเป็นช่วงที่ไม่เคยรู้จักเลยก็ว่าได้  เพราะอะไรหรือครับ  ฮ่าๆ ๆ  เพราะคุณยายกับคุณแม่ชอบบอกว่า  ผมเรียนแบบปิดเทอมตลอดเวลาอยู่แล้ว  ซึ่งจริงๆ แล้วก็อาจจะใช่นะครับ  เพราะเรียนแบบบ้านเรียนเราเรียนปนเล่นได้ตลอดเวลา  เพราะเรามีครูเป็นของส่วนตัวไม่ใช่ของส่วนรวม   ผมจะให้สอนตอนไหนก็ได้และผมอยากจะเรียนตอนไหนก็ได้   เรียกได้ว่าผมจะมีเวลาพักผ่อนอยู่ตลอดเวลาก็ว่าได้

การเรียนแบบบ้านเรียนของผม   ผมจะเรียนตามใจตัวเองอยู่อย่างหนึ่งก็คือ  ผมจะเรียนวิชาเดียวไปจนกว่าผมจะเบื่อ   หรือไม่ก็คนสอนเบื่อก็ว่าได้   โดยคุณยายกับคุณแม่มักจะให้การบ้านหรือแบบฝึกหัดผมทำไปพร้อมๆ กับเวลาเรียนเลย   ผมมักจะให้คุณยายสอนเลขและภาษาอังกฤษไปพร้อมๆ กันเลย   คือเรียนเลขเป็นภาษาอังกฤษ( บางทีผมก็มั่วนิ่มๆ  คือ แอบตั้งโจทย์คำถามวิชาเลขแล้วให้คุณยายเขียนโจทย์คำถามนั้นเป็นภาษาอังกฤษ  ซึ่งโจทย์ของผม  ผมก็ตั้งยาวเสียด้วย  ฮ่าๆ กว่าคุณยายจะเขียนเสร็จผมก็ท่องinternet  ได้พอสมควร  พักสมองได้สบายๆ )

เพราะผมเรียนแบบนี้ทำให้บางวิชาผมใช้เวลาเรียนเพียงแค่ประมาณ  ๒  สัปดาห์ก็จบบทเรียนของเทอมที่หนึ่งแล้ว   ดังนั้นปิดเทอมของเด็กบ้านเรียนอย่างผมจึงเรียกได้ว่า  all  time  และเนื่องจากโดยส่วนตัวของผม  ผม    มักจะชอบอ่านหนังสือเองลำพังดังนั้นพวกวิชาสังคมฯ  และอื่นๆ  ที่สามารถอ่านเองได้   ผมก็จะอ่านเองไม่เข้าใจจริงๆ ก็จะถามคุณครูยาย  แต่ถ้าคุณครูยายและเหล่าคุณครูที่บ้านไม่ว่าง   ผมก็จะเข้า internet  หาความรู้เอาเอง  ก็สนุกไปอีกแบบเหมือนกันครับ

เพราะความที่ในวิชาแต่ละวิชาสามารถเรียนจบเทอมในเวลาที่น้อยกว่าในโรงเรียน   ทำให้บ้างครั้งคุณยายกับคุณแม่ต้องเอาบทเรียนของเทอมสองมาสอนกันต่อเลย   และบางครั้งก็เอาของชั้นเรียนต่อในภาคเรียนต่อไปมาสอนผมต่อ   ดังนั้นผมจึงสามารถเรียน  กศน. ได้อย่างไม่ค่อยจะมาปัญหามากนัก   และที่ผมชอบอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ผมจะได้มีเวลาในการทำโครงงานมากๆ นั่นเอง

ครั้งต่อไปผมจะเล่าถึงการทำโครงงานของเด็กบ้านเรียนอย่างผมนะครับ

Ico48 [IP: 111.84.151.236]
20 ตุลาคม 2553 05:24
#2220343

หายไปแต่ไม่ใช่หาย(หัว)ไปเลยครับ เนื่องจากเหตุผลหลากหลายจริงๆครับ เช่น ๑.เป็นหวัดแบบเป็นแล้วก็เป็นอีก(แบบนี้คุณหมอชอบครับ) ๒. อ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบในเดือนพฤศจิกายน ๓. ฝนตกน้ำท่วมครับ ฯลฯ แต่ละปัญหาทำให้ผมเสียเวลาไปค่อนข้างมากซึ่งเวลาที่เสียไปผมอยากจะซื้อคืนได้จังเลย…..

เมื่อครั้งก่อนผมได้พูดค้างเอาไว้เรื่องการทำโครงงาน ซึ่งผมเชื่อว่าการทำโครงงานประกอบการเรียนในแต่ละวิชานั้น จะมีทั้งที่คุณครูกำหนดหัวข้อให้และที่ปล่อยในทำเองตามความสนใจ ในการทำโครงงานของเด็กบ้านเรียนอย่างผมนั้น เรียกได้ว่าทำตามสนใจของตัวเองเป็นอย่างเดียวเลยก็ว่าได้ และเคล็ดแต่ไม่ลับของผมก็คือ เวลาเรียนวิชาต่างๆ สนใจอะไรหรือเรียนแล้วไมค่อยเข้าใจก็เอาสิ่งนั้นมาตั้งเป็นหัวข้อศึกษาในการทำโครงงาน ผมจะเขียนหัวข้อเหล่านั้นจดไว้มากมายจนบางครั้งก็ไม่รู้ว่าจะเลือกหัวข้ออะไรเหมือนกันครับ

พอพูดเรื่องโครงงานก็ต้องแนะนำว่าสำหรับเด็กบ้านเรียนนั้นควรที่จะมีหนังสือคู่มือในการทำโครงงานครับ เพราะว่าจะทำให้เข้าใจวิธีการในการทำโครงงาน การเขียนโครงงานรูปแบบในการทำโครงงาน และที่สำคัญก็คือการที่จะนำเสนอโครงงานนั้นให้หน้าสนใจ ซึ่งผมก็ได้รับความเมตตากรุณาอย่างยิ่งจากท่านอาจารย์จักรกฤช ปรุงศิลป์ ซึ่งปฏิบัติหน้าทีด้านวิชาการของโรงเรียนบ้านหนองพลวง ได้คอยให้คำปรึกษาและแนะนำรวมไปถึงการเดินทางมาตรวจงานให้ถึงที่บ้านของผม

และอีกท่านหนึ่งที่ผมและครอบครัวไม่อาจจะลืมได้ก็คืออาจารย์เพ็ญศรี รุจาคม หรือคุณยายน้อยของผม ซึ่งผมและครอบครัวเสียใจอย่างยิ่งต่อการจากไปของคุณยายน้อยผู้มีบุญคุณต่อผมและครอบครัว คุณยายน้อยจากไปอย่างสงบเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ คุณยายน้อยท่านเคยสอนอยู่ที่โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ก่อนที่จะเออร์ลี่ฯ แล้วมาใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ คุณยายน้อยได้เมตตาต่อผมอย่างมากในกรสนับสนุนการศึกษาแบบบ้านเรียนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดหาหนังสือหรือคู่มือประกอบการเรียนในวิชาต่างๆ รวมไปถึงหนังสือในการทำโครงงาน ในแต่ละวิชาอีกด้วย และเนื่องจากคุณแม่ของผมต้องเลี้ยงดูผมโดยลำพัง คุณยายน้อยก็ยังได้เมตตาคอยช่วยเหลือด้านการเงินกับแม่ของผมอีกด้วย ซึ่งความเมตตานี้แม้คุณยายน้อยจะได้ล่วง ลับไปแล้ว แต่ลูกๆ ของคุณยายน้อยหรือที่ผมเรียกว่าคุณลุงและคุณน้า ก็ยังได้เมตตาต่อผมและครอบครัวอยู่เหมือนเมื่อครั้งที่คุณยายน้อยยังมีชีวิตอยู่

ซึ่งหนังสือคู่มือในการทำโครงงานที่คุณยายน้อยได้ซื้อให้นั้น ผมได้ใช้มาจนกระทั่งผมเข้าเรียนที่โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ ดังนั้นสำหรับเด็กบ้านเรียนหนังสือคู่มือการทำโครงงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำโครงงาน

ในการทำโครงงานนั้นหัวข้อเรื่องเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการบ่งบอกว่าผู้ทำมีความสนใจในเรื่องใดเป็นพิเศษจึงได้เลือกเรื่องนั้นมาทำเป็นโครงงาน ตัวผมเป็นคนชอบเรื่องที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ , คณิตศาสตร์ , ภาษาอังกฤษ และสังคม ดังนั้นบ่อยครั้งที่การทำโครงงานสามารถที่จะทำให้สัมพันธ์หรือผูกโยงกันกับวิชาอื่นๆ ได้ เช่น ผมทำโครงงานเรื่องสำนวนและคำพังเพยซึ่งเป็นของภาษาไทยและนำไปเทียบว่าตรงกับสำนวนและคำพังเพยใดของภาษาอังกฤษ เพียงเท่านี้ก็เหมือนกับว่าเราได้ทำโครงงานถึงสองวิชาแล้ว

จะว่าไปการได้ทำโครงงานที่เกิดจากความสนใจของผู้เรียนจึงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างยิ่ง เพราะจะได้ค้นคว้าศึกษาหาสิ่งที่ต้องการเพื่อนำมาใช้ทำโครงงาน ยิ่งเราศึกษาค้นคว้ามากเท่าไรเราก็ยิ่งมีความรู้มาเท่านั้น ในกรณีของผม ผมมีผู้ช่วยสนับสนุนค่อนข้างมากเรียกได้ว่าที่ปรึกษาในการทำโครงงานเยอะจริงๆ

ดังนั้นครอบครัวของเด็กบ้านเรียนควรจะได้ให้ความสำคัญกับการทำโครงงานเอาไว้ด้วยนะครับเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันศึกษาค้นคว้าไปพร้อมๆ กัน ผู้เรียนก็จะมีความสุขในการเรียนไปเองครับผม

Ico48 [IP: 111.84.151.236]
20 ตุลาคม 2553 05:26
#2220345

ผมจะพูดเรื่องการทำโครงงานต่อนะครับ การแบ่งประเภทของโครงงานโดยทั่วๆ ไปมี 2 ลักษณะ ดังนี้

โครงงานลักษณะที่ 1 แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. โครงงานตามสาระการเรียนรู้เป็นโครงงานที่ผู้เรียนเลือกหัวข้อที่จะศึกษาจากเนื้อหาที่เรียนในชั้นเรียน มากำหนดเป็นหัวข้อโครงงาน

2. โครงงานตามความสนใจ เป็นโครงงานที่มีผู้เรียนสนใจจะศึกษาเรื่องในเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษนอกเหนือจากสาระการเรียนรู้ในบทเรียน โครงงานลักษณะที่ 2 แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ

๑. โครงงานประเภทการสำรวจและรวบรวมข้อมูล ๒. โครงงานประเภททดลอง

๓. โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ ๔. โครงงานประเภททฤษฎี

ซึ่งตัวผมจะทำโครงงานทั้งสองลักษณะ แต่ถ้าได้ทำโครงงานลักษณะที่ ๒ ผมจะได้ทำเพียง ๓ประเภท โดยโครงงานประเภททฤษฎีมักจะไม่ได้ทำเนื่องจากมีความยุ่งยากมาก ซึ่งจากประสบการณ์ของตัวเอง ผมพบว่าโครงงานประเภทการสำรวจจะค่อนข้างง่ายในการทำ ส่วนโครงงานประเภทการทดลองและสิ่งประดิษฐ์มักจะทำคู่กัน ( ซึ่งค่อนข้างจะมีความสนุกในการได้ทำ)

ดังนั้นสำหรับบ้านเรียนการทำโครงงานประเภทการสำรวจ จึงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะสะดวกสบายที่สุด และสามารถสำรวจเก็บข้อมูลได้ไปเรื่อยๆ ซึ่งโครงงานประเภทนี้ถ้ามีเวลาเก็บข้อมูลมากเท่าไร ก็ยิ่งจะทำให้ได้รับประโยชน์จากการศึกษาค้นคว้ามากเท่านั้น สำหรับบ้านเรียนที่สนใจจะทำโครงงานประเภทนี้ ลองช่วยกันตั้งหัวข้อที่จะทำแล้วเริ่มเก็บข้อมูลดูนะครับ ผมรับรองได้เลยว่าจะทำให้มีความสนุกในการได้ช่วยกันทำโครงงานนั้นอย่างมากที่เดียว

Ico48 [IP: 111.84.161.30]
02 พฤศจิกายน 2553 15:49
#2236493

                             ยายน้อยของหลานเอก

นี่ คือรูปยายน้อยของผม   ขอให้ดวงวิญญาณของคุณยายน้อยไปสู่สุขคตินะครับ จากหลานเอก

Ico48 [IP: 1.46.121.231]
13 พฤศจิกายน 2553 16:08
#2250876

สวัสดีครับ ผมเอก สรณัฐ ครับผม ผมต้องใช้เวลาตัดสินใจนานมากว่าผมควรจะเขียนเรื่องนี้หรือเปล่า เรื่องก็มีอยู่ว่า มีน้องผู้ชายคนหนึ่งได้เข้ามาทักผมขณะที่ผมกำลังวิ่งออกกำลังกายอยู่ที่สนาม80ปี น้องคนนี้มีชื่อว่าน้องวิน หลังสนทนากับน้องไปได้ระยะหนึ่งจึงทำให้ทราบว่าน้องวิน อายุน้องกว่าผม 3 เดือน น้องวินถามผมว่า ( ผมจะใช้คำถามของน้องเป็นแถบสีฟ้านะครับ ส่วนคำตอบของผมจะเป็นตัวอักษรสีดำปกติ ) “พี่เอกครับ คุณพ่อและคุณแม่ของผมรับราชการครับ แต่ท่านไม่เชื่อว่าการเรียนคนเดียวหรือเรียนแบบบ้านเรียนมันจะทำให้ประสบกับความสำเร็จในชีวิตได้ และมันจะเป็นไปได้หรือที่เราจะมานั่งเรียนหรือทำกิจกรรมทุกอย่างด้วยตนเองโดยมีเพียงแค่ครอบครัวหรือญาติพี่น้อง หรือคนที่รู้จักเป็นคนคอยให้ความช่วยเหลือ” “อันที่จริงแล้วการเรียนแบบบ้านเรียนมันน่าจะเป็นทางเลือกทางหนึ่งของวิธีในการศึกษาเรียนรู้ ซึ่งเปรียบเสมือนถนนที่ให้รถแล่น คือพี่หมายความว่าสมมุติว่าน้องวินจะมาออกกำลังกายที่นี้ จากบ้านของน้องจะมาที่สนามแห่งนี้ได้กี่เส้นทาง” น้องวินนึกสักครู่ “ประมาณ 3 เส้นทางครับ” “การเรียนแบบบ้านเรียนก็เหมือนเส้นทางเส้นหนึ่งที่น้องวินเลือกใช้เพื่อมาให้ถึงสนามแห่งนี้นั้นเอง และพี่ก็มองว่าถ้าสมมุติว่าการได้มาวิ่งที่สนามแห่งนี้คือเราประสบความสำเร็จ คือเรามาถึงสนามและได้วิ่งออกกำลังกาย ดังนั้นเส้นทางที่น้องวินเลือกเพื่อใช้มาวิ่งที่สนามแห่งนี้จึงเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง เพราะความสำเร็จนั้นได้บรรลุเป้าหมายแล้ว ส่วนครอบครัว ญาติพี่น้องหรือคนที่รู้จักก็เปรียบเสมือน ช่างซ่อมรถ ช่างซ่อมถนน ปั้มน้ำมัน คนขายอาหาร ” “อ๋อ! พวกเขาเป็นผู้ช่วยของเรานั้นเอง” “ถูกต้องเลย และเขายังเป็นผู้ช่วยเหลือเราที่ดีที่สุด อีกด้วย คือ เราไม่ต้องเสียค่าตอบแทนใดๆ ให้กับพวกเขา เรามีเพียงสิ่งเดียวที่มอบให้และจะต้องมอบให้ผู้ช่วยเหลือเหล่านี้ตลอดเวลา ก็คือ ความกตัญญู กตเวที และเป็นเด็กดีให้พวกเขาตลอดไป” น้องวินนิ่งจนผมตกใจ ผมคิดในใจว่าผมคงจะพูดอะไรผิดไปแน่ๆ แล้วน้องวินก็ร้องไห้ “วินเป็นอะไรไป” ผมถามด้วยความตกใจ “พี่เอกรู้ไหม…ว่าผมถูกให้ออกจากโรงเรียนมาได้หนึ่งปีแล้ว….ฮือๆ พ่อกะแม่เขาเลยไม่เชื่อว่าผมจะไปเรียนที่ไหนได้ เพราะขนาดอยู่ในโรงเรียน โรงเรียนยังให้ออก แล้วจะไปเรียนที่ไหน ฮือๆ… กศน.พ่อกะแม่ก็ไม่เชื่อว่าผมจะเรียนได้เพราะพ่อกะแม่เขาคิดว่าผมจะไปคบแต่กับคนที่ถูกให้ออกจากโรงเรียนเหมือนกัน เดี๋ยวก็พากันเสียคนไปใหญ่ ฮือ…พอผมบอกว่า..งัน! ..ผมจะเรียนแบบ homeschool พ่อกะแม่ก็ไม่เชื่อว่าผมจะเรียนไปไหว ฮือๆ ” “วิน…พี่เสียใจด้วยนะ แต่พี่คิดว่าความคิดเหล่านี้มันไม่ถูกต้องเลย คนที่เรียนที่ กศน. ประสบความสำเร็จตั้งหลายคน และอีกอย่างคนที่ถูกให้ออกจากโรงเรียน เมื่อมีโอกาสได้เรียนที่ กศน. พี่ก็เห็นเขาตั้งใจเรียนกันทุกคน ในคนหมู่มากย่อมมีทั้งคนดีและไม่ดีปนกันทั้งนั้นแหละ แต่ถ้ามีความคิดแบบนี้โอกาสในการศึกษาของน้องล่ะ พี่คิดว่าความผิดทุกเรื่องที่เกิด มันคือบทเรียนในชีวิตของเราทั้งนั้น คนเราต้องการโอกาสกันทุกคน ถ้าไม่มีมันเราก็ต้องแสวงหา พี่คิดว่าน้องวินกับครอบครัวน่าจะลองค่อยๆ คุยกันดีๆใหม่นะพี่ว่า” *** ไว้ต่อตอนสองนะครับ***

Ico48 [IP: 1.46.73.162]
14 พฤศจิกายน 2553 14:35
#2251774

“ตอนนี้ผมไม่มีกำลังใจอะไรเลย  มันรู้สึกเหนื่อยท้อ…บอกไม่ถูก”

“พี่เอกว่า..บางครั้งการคาดหวังของตัวเราหรือครอบครัวก็ทำให้เรารู้สึกว่ากดดันเหมือนกัน   แต่พี่เอกคิดว่าก่อนอื่นพี่อยากให้น้องวิน  ลองกลับไปคิดดูก่อนว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้น้องต้องถูกให้ออกจากโรงเรียน”

“ผม..คิดว่ามันน่าจะมาจากตัวของผมเอง…ผมสนุกกับการเล่นผมติดเพื่อน..แล้วผมก็เริ่มโดดเรียนตามเพื่อนไปเที่ยว”

“แล้วตอนที่วินตัดสินใจว่า..วินจะโดดเรียน..วินได้คิดไหมว่าจะมีผลอะไรตามมาบ้างหรือเปล่า  ไม่ว่่าจะเป็นผลกระทบกับตัวของวินเองหรือว่าจะกระทบไปถึงคุณพ่อกับคุณแม่”

“ตอนนั้นผมยอมรับเลยว่าไม่ได้คิด  ผมแค่อยากจะออกไปสนุกๆ เพราะเบื่อกับงานที่มันมาก  ทั้งการบ้านและงานรายวิชา”

“พี่อาจจะพูดแรงหน่อยนะ  พี่จะคิดตลอดเวลาเลยว่า  คนเราจะดีหรือชั่วตัวของเราจะเป็นคนตัดสินใจเป็นคนแรก  ดังนั้นทุกครั้งที่พี่จะทำอะไร  พี่จะคิดก่อนเลยว่าตัวเราต้องไม่เดือดร้อนและคนรอบข้างของเราก็ต้องไม่เดือดร้อนด้วย  มันยากที่จะทำแต่ไม่ยากที่จะคิด  เพราะถ้าเรากล้าจะทำในสิ่งที่ตัวเราและผู้อื่นหรือครอบครัวเดือดร้อนได้   เราก็น่าจะกล้าที่จะคิดทำในสิ่งที่ตัวเราและครอบครัวไม่เดือดร้อนดูบ้าง”

“ผมไม่เคยคิดจริงๆ พี่เอก  จริงๆแล้วในใจผมคิดลึกๆ ว่าผมอยากจะทำอะไรก็ได้ที่ทำให้พ่อกับแม่หันมาสนใจผมดูบ้าง  มันเหมือนกับว่า…พอเวลาที่ผมสร้างปัญหาอะไรมาสักเรื่องพ่อกับแม่ก็จะหันมาสนใจแล้วก็ช่วยแก้ปัญหาให้กับผม”

“แต่..พอวินเริ่มโตขึ้นปัญหาที่วินทำ..คุณพ่อกับคุณแม่เริ่มที่จะพูดคำว่า เบื่อกับสิ่งที่วินทำ  ให้วินแก้ปัญหาเอง  หรือไม่ก็ให้วินรับผลจากการกระทำนั้นของวิน”

“ใช่เลยพี่เอก  แล้วผมก็เริ่มน้อยใจ”

“พี่ถามวินหน่อยนะ  การเรียกร้องความสนใจแบบนี้เริ่มมานานแค่ไหน”

น้องวินหยุดคิดก่อนตอบ “ก็ประมาณ 4 – 5 ปี”

“ถ้าเช่นนั้นวินก็เริ่มสร้างข้อเรียกร้องความสนใจมาตั้งแต่อยู่ ป. 4 หรือไม่ก็ ป. 5 กระมัง”

“ก็ประมาณนั้นแหละพี่เอก”

“วินรู้ไหมว่า…พี่อยากจะบอกกับวินว่า  น้องวินใจร้ายและเห็นแก่ตัวมากเลย”

“อ้าว! พี่เอกไงมาว่าผมแบบนี้ละ่”

“ใจเย็นไว้  ตั้งใจฟังพี่ก่อน  พี่อยากให้วินค่อยๆ คิดตามพี่นะ  พ่อกับแม่ต้องเป็นคนทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูเราใช่ไหม”

“ใช่…ผมเป็นลูกโทนเหมือนพี่เอกเลย”

“วินตอบพี่ซิว่าท่านเหนื่อยไหม”

“……………….”

“วินว่าพวกท่านอยากได้ยินไหมว่าวันนี้ลูกชายของท่านไปสร้างเรื่องที่ท่านภาคภูมิใจ  วินว่าพวกท่านอยากกลับเข้าบ้านมาแล้วพบว่าลูกชายคนเดียวของท่าน  บอกกับพวกท่านว่าวันนี้ลูกชายคนนี้ไปสร้างชื่อเสียงในทางที่ดีเรื่องอะไรมาบ้าง  ไม่จำเป็นหรอกว่าต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียน  เป็นเรื่องอะไรก็ได้เพราะในโรงเรียนเด็กๆ สามารถสร้างชื่อเสียงได้ง่ายจะตายไป  เรียนไม่เก่งแต่เป็นคนที่มีน้ำใจช่วยเหลือคุณครูหรือเพื่อนๆ หรือน้องๆ ได้หรือเปล่า  เรียนไม่เก่งแต่เป็นคนที่มีมารยาทที่ดีได้หรือเปล่า  ถ้าวินเป็นคนที่ใครๆ ในโรงเรียนต่างก็พูดถึงในเรื่องดีเหล่านี้  วินว่าคุณพ่อกับคุณแม่ของวินท่านจะภูมิใจในตัวของวินไหม”

“จริงๆ ด้วยพี่เอก  ผมไม่เคยคิดเลย  ผมคิดแต่เพียงว่าถ้าเรียนไม่เก่งก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้เราน่าสนใจ”

“นั้นแหละที่พี่เรียกเจ้าความคิดแบบนี้ว่าความคิดของตนเห็นแก่ตัว  คือเรามองแต่ตัวเอง  การเป็นลูกที่น่ารักให้กับพ่อกับแม่พี่คิดว่าก็น่าจะเป็นว่า  เราไม่ทำให้ท่านเดือดร้อนใจเป็นดีที่สุด  พวกท่านอาจจะคาดหวังว่าเราจะเป็นอะไรที่ดีๆ เช่น มีอาชีพที่มั่นคงมีเงินมากๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วลึกๆ พี่ว่าพวกท่านแค่ต้องการให้เรามีความสุขและสามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างมีความสุขนะ”

“แล้วทำไหมพ่อกับแม่ไม่เห็นพูดอย่างนี้เลย  ดีแต่ด่า ด่าๆ   ฮือๆ”

“ใจเย็นนะวิน  ไหนลองบอกพี่ที่ซิว่าที่วินว่าพวกท่านด่าวินนะ  ท่านด่าว่าอะไร”

“ก็..ทำไมไม่ตั้งใจเรียนอยากเป็นขอทานหรือไง  เดี๋ยวก็ให้ไปขับตุ๊กๆเลย”

“อะไรนะวิน  แบบนี้หรือที่เรียกว่าด่า  พี่คิดว่าจะมีสัตว์สองขาสี่ขาปนมาด้วยเสียอีก ฮ่าๆ”

“……………..”  วินทำหน้างง

“วินแบบนั้นไม่เรียกว่าท่านด่าเราหรอกนะ  พวกท่านอาจจะเสียงดังมีอารมณ์ท่าทางโกรธเกรี้ยว  แต่ท่านไม่มีคำด่าเลยนะ  ท่านเพียงแต่ต้องการจะพูดให้วินเห็นว่าถ้าไม่ตั้งใจเรียนอนาคตของวินจะลำบาก  วินจะได้กลัวแล้วหันกลับไปตั้งใจเรียน”

“ไม่ยังมีอีกคำพี่เอก…..ถ้าไม่ตั้งใจเรียนก็ออกจากบ้านไป  ผมเกลียดคำนี้  มันเหมือนผมไม่ใช่ลูก  มันแค่คนมาอาศัยอยู่”

“วินรู้ไหนการที่วินรู้สึกเสียใจกับคำว่าออกจากบ้านไปแสดงว่าวินมีบ้านที่ happyมากเลยนะ่  เรียกว่า home  sweet  home ได้เลย  เพราะในความทรงจำของจิตใต้สำนึกของวิน  บ้านหลังนี้ของวินเป็นที่ที่วินมีความสุขและปลอดภัยทั้งกายและจิตใจ  จนวินรับไม่ได้ถ้าวินต้องออกจากบ้านหลังนี้  อันที่จริงถ้ามามองในมุมของพ่อกับแม่ดูบ้างนะพี่ว่าวินจะสงสารท่านอย่างมากเลยที่เดียว”

“……….”

“เนื่องจากพวกท่านรับราชการท่านจึงย่อมหวังว่าวินน่าจะเป็นอย่างท่าน  คือมีอาชีพที่มั่นคงมีรายได้ประจำ  และพี่เชื่อว่าพวกท่านคงจะทุ่มเทให้กับวินอย่างมากในทุกๆ ด้านที่พวกท่านสามารถจะทำได้  โดยเฉพาะเราการเรียนพี่มั่นใจได้เลยว่าพวกท่านต้องทุ่มเทให้แบบสุดๆ วินไม่ต้องบอกพี่หรอกนะว่าวินเรียนที่โรงเรียนอะไร  พี่ดูแค่เสื้อผ้ากับรองเท้าวิ่งที่วินใส่  พี่ก็รู้แล้วว่าพวกท่านรักวินมากขนาดไหน  ดังนั้นเมื่อพวกท่านทุ่มเทให้มาก  พวกท่านก็ย่อมต้องคาดหวังไว้มากเช่นกัน  แต่คำว่าคาดหวังพี่คิดว่าพวกท่านคงไม่ได้ถึงขั้นที่เรียกว่าต้องบังคับให้วินทำอย่างนั้นอย่างนี้แน่นอน   แต่มันเป็นความคาดหวังที่ไม่อยากเห็นลูกชายคนนี้ลำบากต่างหาก   ก็คงจะเหมือนกับที่แม่ของพี่พูดตลอดเวลาว่า  เรามันลูกคนเดียวไม่มีพี่มีน้องเวลามีปัญหาอะไรจะหาคนคอยช่วยไม่ได้  ดังนั้นให้เราพยายามมีความรู้คิดตัวเอาไว้ให้มากๆ จะได้ไม่ลำบาก   พี่เชื่อว่าพ่อแม่ของวินก็คงจะคิดแบบนี้นะ่  คือท่านกลัวว่าถ้าท่านเป็นอะไรไปวินจะลำบากถ้าวินไม่มีความรู้ติดตัวเลย…พี่ว่านะ”

“เป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือพี่”

“พี่ถึงบอกไง ว่าลองกลับบ้านแล้วเปิดอกคุยกัน มีกี่เรื่องก็ค่อยๆ คุยกัน  ปัญหามีไว้ให้แก้”

“แล้วผมควรทำอย่างไรให้พวกท่านไว้ใจ  และเชื่อใจในตัวของผมล่ะพี่เอก”

*****ไว้ต่อตอนสามนะครับ   ขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ (งานคืออ่านหนังสือครับ) *****

Ico48 [IP: 111.84.112.141]
10 ธันวาคม 2553 09:54
#2285448

   ต้องขอโทษอย่างสูงที่เข้ามาเขียนช้าไปหน่อย  เพราะผมเพิ่งจะสอบโครงการช้างเฝือกของกองทัพอากาศ (ภาคสมทบ) เสร็จครับ  มาต่อเรื่องของน้องวินกันนะครับ

“…การที่เราจะทำให้คุณพ่อคุณแม่เชื่อใจและไว้ใจเรา  พี่เอกคิดว่าน้องวินน่าจะเริ่มจากการเข้าไปกราบขอโทษท่าน  ที่น้องได้ทำอะไรที่ไม่เหมาะสมกับพวกท่านเอาไว้  หลังจากนั้นพี่อยากจะขอให้น้องวินทำดังนี้  ๑.ตั้งใจในการทำทุกสิ่ง  ๒.จริงใจในการทำทุกอย่าง  ๓.อดทนกับในทุกงาน  ๔.เพียรพยายามตลอดไป”

” พี่เอก…ทำแบบนี้จริงๆ หรอ”

“ใช่  พี่ก็เชื่อว่าถ้าน้องวินทำได้  คุณพ่อคุณแม่ของวินก็จะมีความเชื่อมั่นในตัวของวินมากขึ้นอย่างแน่นอน”

“และถ้า.พวกท่านไม่เชื่ออีกหล่ะพี่เอก”

“พี่อยากจะให้น้องวินคิดเอาไว้เสมอนะว่า  ปัญหาทุกอย่างมีไว้เพื่อแก้  ปัญหาไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างให้เกิดปัญหามากขึ้น  ทุกครั้งที่วินเริ่มท้อพี่เอกอยากให้น้องวินคิดถึงวันข้างหน้าคิดถึงคำว่าอนาคตเอาไว้  เพียงเท่านี้น้องก็จะมีแรงลุกขึ้นสู้อีกครั้งแน่นอน”

“ขอบคุณมากครับพี่เอก”

“ไป. เราไปวิ่งกันอีกรอบนะ”

Ico48 [IP: 1.46.118.190]
17 ธันวาคม 2553 16:58
#2293471

สวัสดี คร้าบๆๆๆ ผมเอก สรณัฐคร้าบผม

ที่ต้องลากเสียงยาวมากๆ เพราะวันนี้อากาศที่โคราชหนาวจับจิตเลยครับ อ่านหนังสือไปก็ง่วงไป ความรู้อยู่ข้างสมองมากกว่าเข้าไปในสมอง ก็รู้สึกตลกดีเหมือนกันนะครับ

เรื่องของผมกับน้องวิน ที่ผมบอกว่าต้องคิดอยู่นานว่าจะเขียนดีหรือไม่เพราะว่า ผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะcareกับความรู้สึกของตัวเองและผู้อื่น โดยเฉพาะความรู้สึกที่มีต่อพ่อและแม่

เนื่องจากตัวของผมต้องออกมาเรียนแบบบ้านเรียน ก็เพราะถูกชายแปลกหน้าไปกวนที่โรงเรียน ซึ่งเป็นเหตุให้ผมไม่มีความสุขในการเรียนที่โรงเรียน และในเวลาต่อมาจึงได้ทราบว่าชายคนที่ไปกวนผมและทำให้ผมไม่มีความสุข และชายคนนี้ยังได้ร่วมกันกับครูประจำชั้นบังคับให้ผมต้องออกจากห้องเรียน เพื่อไปนั่งเล่นกับเขาที่ห้องสมุด มันทำให้ผมกลัว เพราะครูและคุณแม่ของผมสอนว่าอย่าไปไหนกับคนแปลกหน้า ซึ่งชายคนนั้นก็คือพ่อของผมเอง

ผมโกรธ ผมกลัว ผมรู้สึกคลื่นไส้ กับพฤติกรรมของเขาและครูบ้างท่าน ผมร้องไห้และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมไม่เคยมีความสุขกับการไปโรงเรียนเลย

คนเป็นพ่อและครูบ้างคน อาจจะไม่ใส่ใจต่อจิตใจดวงน้อยๆ ของผม แต่คุณแม่ ,คุณตา-ยาย , คุณลุง – ป้า พวกเขาcareและใส่ใจต่อความรู้สึกของผม ตรงนี้เองที่ผมได้เรียนรู้ว่าจิตใจและความรู้สึกต่อจิตใจ คือสิ่งที่ต้องได้รับการปกป้อง ดูแล และเลี้ยงดู ไม่ใช่ว่า การจะได้มาซึ่งความรักหรือการยอมรับนั้นต้องได้มาจากการบังคับ หรือหลอกลวง หรือโกหก

คุณแม่และครอบครัวของคุณแม่ถนุถนอมปกป้องดูแล สั่งสอนปลูกสร้าง ให้จิตใจของผมเข้มแข็งแต่ไม่กระด้าง ผมจึงคิดเสมอมาว่า ถ้ามีโอกาสผมจะต้องปกป้องดูแลจิตใจของ คุณแม่ ,คุณตา-ยาย , คุณลุง – ป้า บ้าง

การเลี้ยงดูและดูแลไม่ใช่การนั่งดูหรือมองดู คำ ๆ นี้ พอผมยิ่งโตผมยิ่งเข้าใจ และเมื่อผมคิดย้อนไปในอดีตที่ผ่านมา ผมก็ได้แต่หัวเราะ เพราะชายแปลกหน้าคนนั้นเขาไม่เคยเลี้ยงดูและดูแล แต่เขาได้แต่นั่งดูและมองดู

ในกรณีของน้องวิน จากที่ผมได้คุยด้วยนั้น ผมก็คิดเอาเองว่า บางครั้งบางความรู้สึกน้องวินก็คงอยากจะได้รับการเลี้ยงดูและดูแล มันจึงทำให้เกิดการประท้วงประชดเพื่อเรียกร้องความสนใจ ก็เลยทำให้เกิดเป็นปมปัญหาขึ้นมา

ฤดูกาลมีเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมของคนเราก็น่าจะเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน แต่เนื่องจากคนเรามีสมองและสติปัญญา ตรงนี้และครับที่ทำให้เรามีการกระทำที่ดีกว่าฤดูกาล เพราะเมื่อมันทำร้ายใครหรือทำให้ใครเสียใจ มันก็สามารถหยุดและแก้ไขมันได้ ผมคิดแบบนี้นะครับ ท่านผู้อ่านคิดอย่างผมไหม

Ico48 [IP: 61.19.66.29]
30 ธันวาคม 2553 11:34
#2311116

     วันนี้เป็นวันที่ผมค่อนข้างจะมีความสุขมาก  เนื่องจากช่วงนี้ได้เกิดเหตุการณ์อะไรดีๆ ในชีวิตของผมมากมายที่เดียว   สิ่งแรกก็คือ  ผลการสอบโครงการช้างเฝือกประเภทภาคสมทบที่ผมสอบไปเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายนนั้น  ปรากฏว่าผมสอบได้ที่ ๔๙  จากผู้เข้าสอบทั้งประเทศประมาณ ๓๘๕๔  คน  และเป็นลำดับ  ๔  ของกองบิน ๑ โคราช

ผมรู้สึกภูมิใจมากเนื่องจากว่า  ผมไม่ได้เรียนพิเศษหรือได้ไปกวดวิชาที่ใดเลย( ไม่มีกะตังไปครับผม ถึงมีก็คงไม่ไปแบบว่าเสียดายกะตังแม่ )   เรียกว่าเป็นการเรียนแบบบ้านเรียนอีกแล้วนั้นเอง  ผมก็เลยตั้งชื่อบ้านเรียนของผมใหม่ตอนนี้ว่า โรงเรียนอ่านเองวิทยา

ก็ได้แต่บอกตัวเองว่า  ตั้งใจเอานะเพื่อทุกๆ คน    พอใกล้ๆ ปีใหม่มันก็มีเรื่องดีๆ มาให้ชื่นใจกันบ้างนะครับ  แต่บนเรื่องดีมันก็ต้องมีเรื่องเศร้ามาพอเป็นเชื้อทางใจให้พอเหงาๆ  เรื่องมันก็มีอยู่ว่า  เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคมที่ผ่านมา  ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นที่ถนนมิตรภาพขาเข้า  คือรถบรรทุกเบรกแตกได้ชนรถยนต์จำนวนเก้าคันรวด  ซึ่งรถคู่ชีพของคุณตาและเป็นรถที่พาคุณแม่ไปคลอดผมที่โรงพยาบาล  เรียกว่าผมโตมากับรถคู่บูญคันนี้เลย  รถคู่ตระกูลคันนี้อยู่ลำดับที่สามครับ   ไม่ต้องบรรยายก็คงจะจิตนาการกันได้นะครับ ดูรูปกันเอาเองนะครับ

Photobucket

แต่         Photobucket

ทุกคนก็ปลอดภัยดีครับ    ปีเก่านี้หมดเคราะห์กันไปแล้ว  ผมจึงหวังแบบเต็มร้อยไปเลยว่า  ปีใหม่ผมและครอบครัวจะประสบแต่สิ่งที่ดีๆ อย่างแน่นอน

Ico48 [IP: 61.19.66.22]
10 มกราคม 2554 18:45
#2325307

     ก่อนอื่นก็ขอสวัสดีปีใหม่ทุกๆ ท่านนะครับ

  • วันนี้ได้รับ email จากหลายท่านที่เป็นมิตรรักแฟนบล็อก  อ่านแล้วก็รีบตอบกลับทันที่ไม่มีรีรอเลยครับ
  • สำหรับท่านผู้อ่านท่านหนึ่งที่ใช้ชื่อว่าคนแก่ร่วมโลก  ได้ส่ง sms ฝากข้อความทิ้งไว้ว่าถ้าเรียนแบบบ้านเรียนแล้วเกิดติดใจ  เราสามารถเรียนไปได้จนถึงระดับใด  แล้วคนแก่ๆ  ที่เรียนจบแค่ ป.4  เมื่อหลายปีผ่านมาแล้วจะเรียนได้หรือไม่
  • ผมรีบตอบกลับทันทีว่า  ถึงคนแก่ร่วมโลก (ขอเรียกว่าท่านผู้สูงวัยน่าจะดีกว่า   ผมพินิจพิเคราะห์ดูแล้วว่า  ท่านผู้สูงวัยน่าจะเลือกเรียนที่ กศน.จะดีกว่า  เพราะในปัจจุบันนี้มีการเทียบโอนความรู้  จากประสบการอาชีพได้อีกด้วย  ผมว่าท่านผู้สูงวัยที่น่านับถือ  ท่านนี้เป็นคนที่สนใจใฝ่เรียนเป็นอย่างยิ่ง  ผมจึงเชื่อมั่นว่าถ้าท่านได้มีโอกาสได้เรียน  ท่านจะต้องเป็นผู้สูงวัยที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งอย่างแน่นอน
  • ส่วนคุณแม่ของน้องน้ำฝนที่ได้ถามมาว่า  รถคันที่ลงในรูปมีอู่ไหนรับซ่อมให้หรือยังถ้ายังยินดีที่จะแนะนำอู่ดีราคาเบาๆ ให้
  • ก็ต้องกราบขอบพระคุณไว้นะที่นี้เป็นอย่างสูงจริงๆ ครับ  ตอนนี้รถตู้เหลืองคู่บุญของครอบครัวได้ไปพักพิงอยู่ที่อู่ซ่อมรีบร้อยแล้วครับ  โดยเจ้าของอู่ได้บอกกับคุณตาว่า”ทำแล้วไม่เหมือนสภาพเดิม  ยินดีซ่อมให้จนกว่าจะพอใจ”  สาธุ
  • ช่วงนี้อากาศหนาวเย็นเหลือเกิน  จนบางทีก็รู้สึกเหมือนมันจะค่อยเตือนให้เราทุกคนต้องรู้จักดูแลตัวเองเป็นอย่างดี  แบบดีเกินมาตรฐานได้ยิ่งดีใหญ่  และอาจจะเป็นเพราะอากาศที่หนาวจนจับจิตจับใจนี้หรือเปล่าไม่ทราบได้  จึงทำให้ทุกท่านที่เป็นผู้ติดตามอ่านจึงพากันเขียน email ถึงผมจนต้องนั่งตอบกันในใต้ผ้าห่มเลยที่เดียว  ตอบไปตอบมาความอบอุ่นก็บังเกิด  จนในที่สุดก็เข้าสู่ห่วงลึกของสมาธิ  แล้วก็แปรเปลี่ยนไปเป็นก็หลับที่สนิทจนเช้า 5555
  • ตอนนี้ผมก็ขอตัวไปดูแลยอดคุณแม่ของผมก่อนนะครับ  เพราะอากาศที่หนาวมันก็ทำให้ยอดคุณแม่ของผมจากสาวมาดมั่นจอมอดทน  กลายร่างกลายเป็นสาวน้อยๆนอนซมไข้ได้เหมือนกัน
  • สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงทุกคนนะครับ  รวมทั้งยอดคุณแม่(ไม่ใช่แม่ยอดประคุณ)ของผมหายป่วยเร็วๆ นะครับ
Ico48 [IP: 61.19.66.236]
23 มกราคม 2554 18:51
#2340232
  • วันนี้ผมมีเรื่องให้ช่วยกันลุ้นครับ  เรื่องง่ายๆ สั้นๆ ก็คือว่า พ่อของผม  กับผม ได้เริ่มไมตรีกันใหม่  มาลุ้นกันดูว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อ
  • วันนี้ได้มีโอกาสคุยกับครอบครัวที่อยากให้ลูกเรียนแบบบ้านเรียน  แต่ไม่อยากจดทะเบียนที่เขต  มีโอกาสที่จะทำได้ไหม
  • ก็ให้คำแนะนำไปว่า ได้  แต่พอเอาเอกสารและงานต่างๆ ที่ผมทำไว้ในช่วงที่ได้เอาชื่อไปฝากไว้ที่โรงเรียนบ้านหนองพลวงให้ดู  ในที่สุดก็ได้คำตอบว่า ทนเรียนที่ในระบบต่อไปจะดีกว่า
  • ไม่ว่ากันหรอกครับเรื่องแบบนี้  ต้องแล้วแต่ความสมัครใจครับผม
  • ส่วนน้องแตงโม ที่โทรศัพท์เข้ามาคุยกัน  เพื่อขอคำแนะนำในการอ่านหนังสือช่วงใกล้สอบ  หรือช่วงเวลาที่จำกัดว่าจะอ่านอย่างไรให้จำ
  • พี่ตอบได้เลยว่า  พยายามอ่านจากเรื่องที่เราไม่ค่อยเข้าใจก่อน เป็นอันดับแรก แล้วจึงค่อยอ่านเรื่องที่เข้าใจอยู่แล้วเป็นเรื่องท้ายๆ   และเวลาที่อ่านพยายามทำความเข้าใจถึงเนื้อหาหลักของเรื่องนั้นๆ  จะได้ไปค้นคว้าต่อได้ในการหาความรู้เพิ่มเติม
  • และสำหรับน้องชม  เด็ก ม.2 ถามพี่เอกว่า  ถ้าเวลาที่ผิดหวังในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องเรียน  เรื่องแฟน ( พี่เอกยังไม่มีเลย 55 ) หรือแม้แต่กระทั้งทะเลาะกับคุณพ่อคุณแม่  จะมีวิธีในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร  หรือจะรับมือกับมันแบบไหนดี
  • เอาเป็นว่าพี่เอกตอบแบบรวมๆ ไปเลยนะ  อย่างที่1. มีสติ  2. ทบทวนปัญหา  3. หาที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้  4. นำคำให้คำแนะนำต่างๆ มาพิจารณาด้วยเหตุผล  5. สรุปเรื่องนั้นๆ
  • แต่จะว่าไป   คุณแม่ของผมชอบสอนผมว่า  เวลาที่เราฟังใครเขาพูดกับเราไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม  เราอย่าด่วนจิตนาการว่าคำพูดนั้นว่ามีความหมายว่าอย่างไร   แต่เวลาที่เราจะโต้ตอบเขากลับให้เราจิตนาการเสียก่อนว่า  ถ้าเป็นเราเราจะรู้สึกอย่างไร  เพราะการจิตนาการมันทำให้บ้างครั้งเหตุการณ์ต่างๆ มันก็รุนแรงตามเรื่องที่เราจิตนาการไปเลยที่เดียว   และเวลาที่เราจะโต้ตอบถ้าเรารู้จักจิตนาการเสียก่อนว่าถ้าเป็นสิ่งนั้น  สิ่งนี้  หรือถ้าเราถูกเขาพูดหรือทำกับเราอย่างนั้นอย่างนี้  เราจะรู้สึกเช่นไร  โกธรไหม  เสียใจไหม  ถ้าความรู้สึกเหล่านั้นมันเกิดขึ้นกับเรา  เราก็จงอย่าได้พูดหรือกระทำสิ่งนั้นกับผู้อื่นเลย  ( มาคิดๆ ดู ผมน่าจะลองถามคุณแม่ดูนะครับว่า  ท่านคิดอย่างนี้ได้อย่างไง )
  • ก็คงจะต้องจบเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ เพราะต้องไปทบทวนหนังสือด้วยเหมือนกัน สวัสดีครับ  จากเอก
Ico48 [IP: 1.47.32.209]
04 เมษายน 2554 11:38
#2405924

   ขณะนี้จิตใจของเด็กบ้านเรียนอย่างผมเริ่มไม่มีสมาธิแล้วครับ  เพราะกำลังอยู่ในช่วงสอบ  เพื่อทำความฝันของเด็กตัวเล็กๆ ( แต่ความจริงตัวอ้วนครับ )ให้เป็นจริง โอ้ ! นักบินของผม  ผมจะไปถึงดวงดาวหรือเปล่านะ  ถามไปถามมาผมก็ตอบตัวเองว่า  ไปให้ถึงนะเราจะต้องพยายามไปให้ได้  คุณแม่มีคำพูดคำหนึ่งที่ให้เป็นคำขวัญของผมก็คือ  ไปให้รุ่งพุ่งให้ไกล  ผมจะพยายามครับแม่

ผมมีความสุขกับการได้อ่านหนังสือเองและศึกษาค้นคว้าอะไรต่ออะไรด้วยตัวเอง  แต่การตัดสินใจที่จะไปเรียนแบบโรงเรียนประจำ  มันก็เป็นสิ่งที่ท้าทายผมด้วยเช่นกัน  เอาตั้งใจเข้านะเอก  เราเป็นคนที่ช่างสู้อยู่แล้ว

ผมอาจจะได้เลือดนักสู้มาจากแม่ของผมก็ได้  แม่เป็นคนที่สู้แบบสู้กับใจตนเอง  แม่ชอบพูดเสมอว่า  การทำให้คนอื่นมีความสุขมันเป็นเรื่องที่บ้างครั้งและหลายครั้งที่เราต้องทุกข์  แต่ถ้าเราเอาชนะมันได้  เรานี้แหละที่จะได้ความสุขใจอย่างแท้จริง

ผมได้พิสูจน์มาแล้วว่า ๑๖ ปีของการที่แม่ยอมเสียสละความสุขทุกๆ อย่างเพื่อผมนั้นมันทำให้ผมรักแม่ที่สุด  แต่ในขณะเดียวกันผมก็ได้เรียนรู้เรื่องของการไม่อดทนและทนรอจากคนที่จากผมไปถึง ๑๖ ปีเช่นกัน  ผมได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องความเห็นแก่ตัว  ความไม่จริงใจจากใครบางคน  ร่วมไปถึงการร่วมมือหักหลังการไม่ซื่อสัตย์และจริงใจจากคนบางคนเช่นกัน  การโกหกของคนที่เพิ่งจะได้กลับมา  มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวด  แต่ผมได้เรียนรู้ว่า  แม่เจ็บปวดยิ่งกว่า  ในขณะเดียวกันผมก็ได้เรียนรู้ว่าเมื่อมีแม่ที่ประเสริฐก็ย่อมจะต้องมีแม่ที่เห็นแก่ตัว  ผู้หญิงบางคนเริ่มต้นการเป็นแม่ตั้งแต่อายุยังไม่๑๕ ปี  ก็ได้พยายามที่จะประกาศให้ใครๆ ได้รู้ถึงความขาดไร้ซึ้งคุณสมบัติของการเป็นแม่โดยการทำได้เพียงแค่เป็นหญิงวิ่งหาสุขจากชายทั่วๆไป   วันนี้อยู่กับคนหนึ่งพรุ่งนี้ก็อยู่กับอีกคนหนึ่ง  กลางคืนนอนกับคนหนึ่งกลางวันก็นอนกับอีกคนหนึ่ง  ไม่มีความจริงใจให้กับใครเลยนอกเหนือจากการวิ่งหาผลประโยชน์ไปวันๆ  และที่เลวร้ายที่สุดก็คือการพยายามจะยกให้ลูกที่เกิดจากใครก็ไม่รู้ให้เป็นเด็กที่มีสกุล โดยการประกาศต่อใครๆ ก็ตามที่ตัวเองได้พบเห็นหรือพูดคุยว่า  ลูกติดท้องมาเป็นลูกของคนนี้คนนั้นโดยไม่ละลายต่อความจริงเลย   ผู้หญิงแบบนี้ผมคิดว่าใครได้ไปก็คงมีแต่ฉิบหาย  อย่างแน่นอน  ( ซึ่งผมก็ได้เห็นกับตาของตัวเองเลยทีเดียว )  ผู้หญิงแบบนี้นอกจากจะเป็นแม่ที่ไม่ประเสริฐแล้วก็คงเป็นได้แค่……  แหม! วันนี้พูดเป็นสัจจะธรรมไปเลย

ผมคิดว่าถ้าผมได้มีโอกาสสร้างครอบครัว  ผมคงจะพยายามหาผู้หญิงที่ดีๆ คล้ายๆกับแม่ของผมนี้แหละ  ซึ่งผมคิดว่าก็คงจะมีหลงเหลือให้ผมได้ค้นหาอย่างแน่นอน

การเรียนแบบบ้านเรียนมันก็ดีในเรื่องการที่มีโอกาส  ได้ใกล้ชิดลูกได้มีโอกาสสั่งสอนคุณธรรมจริยธรรมของความเป็นคนดีให้กับลูกหลาน   โดยเฉพาะเรื่องของเพศศึกษา  โอกาสที่เด็กบ้านเรียนจะตั้งท้องหรือทำใครท้องก่อนวัยอันควรผมว่าคงจะไม่มีอย่างแน่นอน

โบราณเขาถึงว่าดูนางให้ดูแม่  ผมว่าน่าจะจริงที่สุด ….รักแม่จัง…  เคยสงสัยเหมือนกันว่าถ้าแม่มีพ่อเลี้ยงให้ผมจะเป็นเช่นไร   …คำตอบที่แม่บอกผมก็คือ…แม่ขอทุ่มกายทุ่มใจให้กับลูกเป็นหมายเลขหนึ่ง….ถ้าลูกเอกอยากได้พ่อเลี้ยง  ลูกเอกต้องเป็นคนหาให้แม่…..  ฮือ! แล้วผมจะหาเป็นไหมนี้   สำหรับผมแล้วความรักที่คุณแม่มีให้เรียกได้ว่า ๑๐๐ %  แต่สำหรับใครบางคนผมจะได้เท่าไร  ผมไม่อาจจะรู้ได้จริงๆ  ( กลัวได้แค่ ๑ %  จัง ฮ่าๆ….เขาจะบอกเท่าไรก็คงจะได้แต่จะเชื่อได้หรือเปล่านั้นอีกเรื่องหนึ่งนะ

ผมเชื่อว่าใครก็ตามที่ไร้ซึ่งสัจจะความจริงใจต่อกัน  คนๆ นั้นก็คงจะไม่เจริญเองแหละครับ   และใครก็ตามที่ไม่กตัญญูต่อคนที่เสียสละเพื่อเรา  คนๆ นั้นก็จะฉิบหายแน่นอน

Ico48 [IP: 61.19.66.6]
13 เมษายน 2554 18:48
#2413485

     วันนี้เป็นวันที่ผมไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกในใจว่าอย่างไรดี   เอาเป็นว่าขอพูดแบบตรงๆ ตามแบบฉบับของเด็กบ้านเรียน  คือ  ไชโยๆ  สอบผ่านภาควิชาการของ ทบ.และทอ.    ตอนนี้ก็รอของ ทร. และตร. ว่าจะมีรายชื่อหรือไม่  ก็อาจจะเป็นโชคดีของผมที่มีโอกาสได้สอบอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งครั้งนี้ผมเลือกครบทั้งสี่เหล่าเลย   ตอนนี้ทั้งคุณตา – คุณยาย – คุณลุงคุณป้า – คุณแม่ และป๊ะของผม ก็เข้าใจช่วยกันเต็มที่

ตอนนี้ผมกำลังอยู่ในช่วงฝึกภาคพละก็คงจะเขียนอะไรมากไม่ได้  ก็กลัวเหมือนกันแต่เด็กบ้านเรียน  อ่านเองวิทยา บวกตำราโรงเรียนคุณครูน้อย  บอกได้คำเดียวว่าสู้ตาย

ผมก็ได้แต่หวังว่าผู้หญิงตัวดำๆ  และใจดำๆ  คงไม่คิดแผนดำมาสกัดผมก็พอ  แต่ ผมชอบใจคำพูดของคุณแม่ที่ว่า  ร่างกาย จิตใจ  สำนึก สติ  เป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้ในสิ่งที่ดีและปลูกสร้างให้งดงามได้  แต่ที่คนบางคนเรียนรู้และปลูกสร้างไม่ได้  ก็เพราะว่าเขาเป็นคนจำพวกบัวใต้น้ำ  ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า สอนไม่ได้แล้วนอกจากจะเป็นอาหารของเต่า ปู ปลา  ( เอ! งั้นเขาก็เป็น เต่า ปู ปลา ใช่ไหม )     แล้วเมื่อผมมีความคืบหน้าประการใด  ผมจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

ด้วยความคิดถึงทุกๆ คน มิตรรักแฟนบล็อกทุกๆ ท่าน  จาก…เอก  สรณัฐ

Ico48 [IP: 61.19.66.6]
13 เมษายน 2554 19:04
#2413500
  • วันนี้ผมมีข่าวดีจะนำมาบอก  ก็คือ  ผมสอบติดภาควิชาการของทุกเหล่าทัพครับผม  กล่าวคือ  ทบ.  ทอ.  ทร.  และ ตร.  ผมก็สอบติด  ซึ่งขณะนี้ผมได้ตัดสินใจที่จะเรียน  เป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพบกครับ  เห็นไหมครับมิตรรักทั้งหลาย  นี้แหละครับข้อดีของการเรียนแบบบ้าานเรียน  กล่าวคือ  ทำให้ผมมีความสามารถในการอ่านหนังสือเองได้อย่างมีสมาธิ  ถึงแม้ว่าจะมีสรรพสัตว์บางจำพวกคอยก่อกวนก็ตาม  แต่ผมก็จะขอชนะมารเหล่านั้นด้วยการแผ่เมตตาไปให้  คนบางนั้นต้องเรียกว่า ดำทั้งกายและใจ     คุณแม่ผมบอกว่า  ห่างให้ไกลที่สุด  ซึ่งผมก็กำลังทำอยู่  แต่คนตัวดำใจ….มันก็ช่างกวนผมเสียจริงๆ  อ้อ! ใครอยากรู้คนดำใจ….คือใครโปรดถ้าได้ที่ป๊ะ ของผมเอง
  • ผมก็หวังว่ามิตรรักทั้หลายจะได้ส่งกำลังใจให้ผมสามารถผ่าน รอบสองนี้ได้อย่างไร้อุปสรรคนะครับ  แล้วผมจะแจ้งผลการสอบให้ทราบอีกครั้งครับ
Ico48 [IP: 1.46.223.82]
18 เมษายน 2554 15:00
#2416715

     ขณะนี้ผมอยู่ที่จังหวัดนครนายก เพื่อเตรียมตัวสอบรอบสอง ของการเข้าเรียนเป็นนักเรียนเตรียมทหารซึ่งการสอบเข้าเรียนเป็นนักเรียนเตรียมทหารนั้น จะต้องทำการสอบทั้งหมดสองครั้งด้วยกันคือ ๑.สอบภาควิชาการ ๒. สอบพละ สัมภาษณ์และตรวจร่างกาย ซึ่งจะต้องผ่านทั้งหมด คิดไปคิดมาก็สาหัสเหลือเกิน แต่สำหรับเด็กบ้านเรียนแล้วไม่มีอะไรที่ยากเกินไป เพราะเด็กบ้านเรียนทุกคนมักจะมีความพยายามเป็นที่ตั้งอยู่แล้ว ข้อดีของการเป็นเด็กบ้านเรียนก็คือ เรามักจะมองการแข่งขันเป็นเรื่องของความเพียรมากกว่าที่จะมุ่งเพื่อเอาชนะ ชนะอะไรไม่ยิ่งใหญ่เท่าชนะใจตัวเอง ( คุณแม่ของผมพูดกรอกหูมาตั้งแต่เท้าเท่าฝาหอย จนปัจจุบันนี้เท้าผมเบอร์ ๑๐ แล้วครับ ฮ่าๆ ) ดังนั้นวันพรุ่งนี้ผมจะพยายามเอาชนะตัวเองให้ได้ครับ

ส่วนป๊ะของผม ก็คงจะเอาใจช่วยผมด้วยเหมือนกัน ห่างกันมาสิบหกปีแต่ความที่คุณแม่ของผมเป็นคนใจเป็นธรรมะ ผมกับป๊ะจึงไม่ค่อยมีปัญหาอะไรกัน แต่คนตัวดำใจดำที่มาอยู่เป็นครั้งคราวกับป๊ะ( ตามความต้องการของอะไรหรือของใครก็ไม่อาจจะรู้ได้ ) จนเดียวนี้ยังตามกวนแม่กับผมไม่รู้จักจบจักสิ้น ป๊ะของผมบอกว่าก็เบื่อและรำคาญเหมือนกันแต่ไม่รู้ว่าจะให้เขาไปแบบไหนดี และป๊ะยังบอกกับผมอีกว่าเขาเป็นเหมือนเหาบางทีก็ปากอย่างใจอย่าง ( อันนี้เด็กบ้านเรียนก็คิดไม่ทันเท่าไรหรอกนะครับ ) แต่แม่บอกว่าก็ให้ความเมตตาไปเถอะ ( ผมก็นึกไว้แล้วว่าจะต้องพูดแบบนี้ ) คนตัวดำใจดำมันกวนจนแม่เป็นลมและร้องไห้มาก็หลายครั้ง แต่สุดท้ายแม่ก็ลงท้ายด้วยเมตตาเสมอมา มันก็ยิ่งทำให้ผมมองป๊ะและคนตัวดำใจดำ ได้ในอีกหลายมุมมองเลยที่เดียว

เมื่อพูดเรื่องมุนมอง ในสมัยที่ผมเป็นเด็กบ้านเรียนใหม่ๆ บุคคลทั่วไปมักจะมองเด็กบ้านเรียนว่า ไม่มีทางที่จะเรียนด้านสายวิทย์คณิตได้ และโอกาสที่จะประสบความสำเร็จทางการศึกษาคงจะยาก ไม่มีสังคมกลุ่มเพื่อน ฯลฯ เมื่อมีมุนมองของคนภายนอกเช่นนี้ เด็กบ้านเรียนอย่างผมจึงพยายามที่จะทำให้เห็นว่า เราทำให้มันสำเร็จได้ด้วยการศึกษาแบบปฏิบัติจริง คือเรียนอย่างหนักกับคุณครูยาย (ฮ่าๆ แต่อย่าลืมนะว่าต้องเรียนแบบปนเล่นไปด้วย ) ดังนั้นเมื่อมีมุมมองที่หลากหลายเราก็จะสามารถเรียนรู้และค้นคว้าศึกษาหาความรู้ตามไป เมื่อเราลงมือศึกษาตรงนั้นแหละครับที่เราจะเกิดการตกผลึกทางความคิดเกิดเป็นองค์ความรู้ที่มั่นคงขึ้นมานั้นเอง

และขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจที่มอบให้นะครับ จาก….เอก สรณัฐ

Ico48 [IP: 1.46.14.167]
21 เมษายน 2554 12:54
#2419304

วันนี้ผมเข้ารับการตรวจร่างกายที่ รพ.รร.จปร. ก็รู้สึกตื่นเต้นพอสมควร ก็จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร ก็ให้ถอดเสื้อออกเหลือแต่กางเกงนักเรียนตัวเดียว เดินไปเดินมาใน รพ. ท่ามกลางสายตาของผู้ปกครองของเราและผู้ปกครองของเพื่อนๆ ที่มาด้วยกัน แต่ที่สำคัญก็คือ สายตาของใครก็ไม่รู้ ( ไม่รู้จักมาก่อนจริงๆ เพิ่งจะมาเห็นกันที่ รพ. แห่งนี้เอง )

วันนี้ป๊ะของผมก็ได้มาให้กำลังใจโดยป๊ะมากับเพื่อนของป๊ะ ซึ่งผมเรียกท่านว่า อาน้อยและอารุจ ปีนี้ผมได้กำลังใจมากกว่าปีที่ผ่านมา ก็คงจะต้องตั้งใจทำให้เต็มที่ เพื่อทุกคนจะได้ไม่ผิดหวัง( ตาม style เด็กบ้านเรียนอีกแล้วครับท่าน ) ผมตั้งใจเอาไว้ว่าจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในครั้งนี้เอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้เอาไว้ให้คำปรึกษากับคนที่สนใจ เพราะการสอบเข้าเรียนเป็นนักเรียนเตรียมทหารนั้น ไม่สามารถสอบเพียงครั้งเดียวแล้วประกาศผลเข้าเรียนได้เลย หมายความว่าจะต้องมีการสอบแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ๑. ภาควิชาการ ๒. ภาคสัมภาษณ์ ตรวจโรค และพลศึกษา คือเราต้องผ่านทั้งสองส่วนนี้จึงจะได้เข้าเรียนเป็นเด็กนักเรียนเตรียมทหาร แต่ในการสอบเหล่านี้ เด็กบ้านเรียนเช่นผมไม่เกิดปัญหาอยู่แล้ว เพราะผมมีประสบการณ์แบบโหด มัน ฮ่า ไว้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงสบายแบบเย็นใจได้

ซึ่งวันพรุ่งนี้ผมจะทำการสอบภาคสนาม คือสอบพละ นั้นเอง สู้ๆ โว้ย ขอครั้งนี้แล้วจบกันที ( แบบว่าแม่ผม เก็บเงินไม่ทันแล้ว ฮ่าๆ ฮ่าๆ ) ครอบครัวของผมทุกคนบอกกับผมว่า จงทำให้ดีที่สุดก็ภูมิใจแล้ว แต่ผมกลับคิดอีกแบบหนึ่งก็คือ ทำให้ดีเกินดีถึงจะดีที่สุด

Ico48 [IP: 61.19.66.50]
06 พฤษภาคม 2554 16:59
#2429841

สวัสดีครับ   ผมเอก  สรณัฐ  ครับกระผม

  • ขณะนี้ผมเป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่น ๕๕ เรียบร้อยแล้วครับผม  ผมได้เหล่า ทบ.  ผมจะต้องใช่้ชีวิตเป็น นตท. จำนวน ๓ ปี  ก่อนที่จะแยกเหล่าเพื่อไปเรียนต่อที่ จปร.อีก ๔ ปี  ครับ  แต่มิตรรักนักอ่าน blog  ทั้งหลายไม่ต้องกังวลใจนะครับจะไม่ได้อ่าน  เพราะผมจะพยายามหาเวลาเขียนให้ได้ไม่ต้องกังวล
  • ในวันที่ผมไปทำสัญญามอบตัว  ได้มีโอกาสคุยกับผู้ปกครองท่านหนึ่งซึ่งท่านมาร่วมแสดงความยินดีกับหลานชายของท่าน  ซึ่งหลานชายของท่านได้เหล่า ทร. ครับ  พอท่านทราบว่าผมเรียนแบบบ้านเรียนท่านก็เลยตั้งคำถาม  ถามผมเสียมากมาย  แต่คำถามที่ผมสกิดใจมากที่สุดก็คือ  ถ้าเลือกเรียนแบบบ้านเรียนแล้วไม่ประสบความสำเร็จ  จะเรียกว่าเป็นความล้มเหลวของการเรียนแบบบ้านเรียนหรือไม่  ผมก็ขอเอาคำตอบที่ผมได้ตอบท่านมาตอบลงใน blog อีกที่  ผมคิดว่าไม่ถือว่าเป็นความล้มเหลวของการเรียนแบบบ้านเรียนหรอกครับ  เพราะแต่ละครอบครัวย่อมมีจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ในการจัดการเรียนให้กับบุตรไม่เหมือนกัน  ดังนั้นความสำเร็จในการจัดการเรียนแบบบ้านเรียน  จึงย่อมไม่เหมือนกันสักคนอย่างแน่นอน  การเรียนแบบบ้านเรียนเป็นการเรียนที่แข่งกับตัวเองไม่ได้เรียนเพื่อไปแข่งกับคนอื่น  หรือพูดง่ายๆ  ก็คือ  เรียนแบบบ้านเรียน  เรียนเพื่อฝึกให้ตัวเองเรียนรู้ตัวเองให้มากที่สุดนั้นเอง  คือ  เรารู้ว่าเราต้องการอะไร  เรารู้ว่าเราชอบอะไร  เรารู้ว่าเราสนใจอะไร  เรารู้ว่าเราอยากเป็นอะไร   เรารู้ว่าจุดด้อยของเราคืออะไร  สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสิ่งที่เด็กบ้านเรียนได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา  ดังนั้นความสำเร็จของเด็กบ้านเรียน  ก็คือความสำเร็จในสิ่งเหล่านี้นั้นเอง  ถ้าเราจะล้มเหลวก็คือ  เราไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งใดสิ่งหนึ่งในสิ่งเหล่านี้มากกว่า   แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนแบบการแข่งขันในวิชาการแบบในระบบ  ดังนั้นความล้มเหลวในวิชาการของเด็กบ้านเรียน  จะเอามาเป็นจุดยืนหรือจุดหลักว่า  เด็กบ้านเรียนล้มเหลวไม่ได้
  • ผมก็ตอบง่ายๆ แบบนี้แหละครับ
  • ความสำเร็จในชีวิตของผม  เป็นเพราะผมได้ครอบครัวทางคุณแม่  อันประกอบไปด้วย คุณตา – ยาย – ลุง – ป้า และ แม่สุดที่รักของผม  รวมไปถึงญาติพี่น้องฝ่ายแม่ทุกคนที่ช่วยเหลือผมครับ  ผมขอกราบขอบพระคุณทุกๆ ท่าน นะครับ
  • แล้ว พบกันใหม่

จาก นตท. เอก  สรณัฐ

Ico48 [IP: 61.19.66.75]
12 พฤษภาคม 2554 12:41
#2437284

สวัสดีครับ ผม นตท.เอก สรณัฐ รายงานตัวครับผม รายคนคงจะสงสัยว่า ก็อยู่ในระหว่างฝึกเรียนแล้วเขียน blog ได้อย่างไร ก็นี้แหละครับขอดีของการใช้เทคโนโลยี ผมก็ใช้วิธีพิมพ์เก็บเอาไว้ล่วงหน้า แล้วก็ให้คุณแม่นำมาลงใน blog ให้อีกทีหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไปนะสำหรับการที่จะเขียนเนื่องจากเรื่องที่ผมต้องการจะนำเสนอนั้นผมมีไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว  สำหรับคนใจดำและตัวดำที่ผมอยากเรียกว่าคนเห็นแก่ตัวที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมานั้นผมคิดว่า  ความเป็นเพศแม่ของเขามันช่างต่ำจริงๆ  เมื่อเทียบกับคุณแม่ผู้ประเสริฐของผม  ขนาดถึงวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม  คนๆ นี้ยังพยายามจะทำให้มันมีแต่เรื่องทุกข์  เขารู้แต่สร้างปัญหาเพราะความเห็นแก่ตัวและจิตใจคับแคบของเขา  ผมก็ได้แต่หวังว่าเวรกรรมมันคงจะไม่ลงลูกของเขาก็แล้วกัน  คุณแม่สอนให้ผมปล่อยจิตและละวาง  คุณแม่บอกว่าถ้าเขาใจแคบและใจดำเราก็มองเขาเป็นบัวในระดับที่พระพุทธเจ้าท่านได้แบ่งระดับเขาไว้ก็แล้วกันนะว่า  คนๆ นี้น่าจะเป็นได้แค่บัวระดับไหน  น่าสงสารลูกของเขาเหมือนกันนะที่มีแม่ที่เป็นเช่นนี้  เอ! หรือลูกของเขาก็จะเป็นเช่นเดียวกันกับแม่เขานะ 5555

สำหรับน้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่กำลังจะพยายามเรียนแบบบ้านเรียน  หรือจะอ่านหนังสือแบบอ่านเองวิทยานั้น  ผมมีหลักง่ายๆที่จะแนะนำก็คือ  เอาหนังสือหรือแบบเรียนที่เราต้องการจะศึกษานั้นมาเรียงให้หมด   หลังจากนั้นเราก็เลือกเล่มที่เราจะอ่านแล้วเข้าใจง่ายที่สุดมาอ่านเป็นเล่มแรกแล้วจึงค่อยๆ เอาเล่มที่อ่านยากที่สุดมาไว้อ่านในตอนที่เราสร้างสมาธิได้แล้ว  การสร้างสมาธิก็คือ  การเริ่มต้นเรียงโจทย์ปัญหาจากยากไปหาง่าย  ในการสร้างสมาธิในเรื่องยากๆ  เราจะต้องใช่วิธีหาคำตอบจากคำถามที่เราหาคำตอบไม่ได้  กล่าวคือ  ถ้าเราพบโจทย์คำนวณที่เราหาวิธีคิดไม่ได้  เราก็ต้องเริ่มสร้างสมาธิโดยการหาแนววิธีคิด  ที่หลากหลายแนวทางจากหนังสือหลากหลายเล่ม  และเริ่มนำมันมาศึกษาแบบเทียบเคียงกัน  อ่านซ้ำไปมาหลายๆ รอบ  แล้วเข้าสู่ขั้นตอนการทดลองนำไปแก้ปัญหาในโจทย์คำถามที่เราเจอ

แนวทางการอ่านซ้ำ  ในเรื่องที่ไม่เข้าใจหรือเข้าใจยาก  อ่านแบบบ่อยๆ  อ่านให้มากที่สุดเท่าที่เราต้องการ  ถ้ามันยังไม่สามารถทำให้เราเข้าใจได้อย่างกระจ่าง  เราก็ต้องเดินหน้าถามกูรูต่อไป

Ico48 [IP: 61.19.66.209]
05 มิถุนายน 2554 17:22
#2459622

     สืบเนื่องมาจากวันอาทิตย์ที่  22  เม.ย. 2554  คือวันเยี่ยมนักเรียน นตท.ชั้นปีที่1  ก็คือชั้นของผมเอง ( ฟังแล้วไม่ต้องคิดลึกมากนะครับกับคำว่าเยี่ยมนักเรียน555  ถ้าคิดมากไปอาจจะรู้สึกเหมือนผมจะอะไรสักอย่างที่ต้องถูกเยี่ยม555)

ผมมีความลับคับอกที่อยากจะบอกก็คือ  ขณะที่เรียนได้ประมาณสิบกว่าวัน  ผมก็เกิดอาการน้อยใจกับคำพูดที่สร้างความรู้สึกกดดันจนผมคิดจะลาออก   แต่ด้วยความที่สถาบันแห่งนี้คือที่หล่อหลอมและสร้างคน   ผมจึงได้รับความช่วยเหลือและสร้างกำลังใจขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง  จนในจิตใจของอดีตเด็กบ้านเรียนอย่างผมซึ่งสู้กับปัญหามาอย่างมากมายนั้น  บัดนี้ไม่มีคำว่าหันหลังกลับอีกต่อไปแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 22 เม.ย.2554  พอผมได้พบกับครอบครัวของผม  ผมตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่ยอมเสียน้ำตา  เพื่อให้ทุกคนได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวผม  แต่พอผมได้พบกับคุณแม่และได้สัมผัสกับอ้อมกอดอันอบอุ่นและคุ้นเคย  น้ำตาของ นตท.ใหม่ ก็ไหลออกมาเหมือนกับสายน้ำไม่มีผิด   แต่การโอบกอดและจูบรับขวัญลูกชายคนเดียวของคุณแม่พร้อมกับคำพูดที่ว่า “ลูกเอกของแม่เก่งที่สุดเลยลูก  ลูกเข้มแข็งและอดทนมากเลยนะลูก  แม่ภูมิใจในตัวของลูกมากที่สุดนะจำเอาไว้  ชีวิตของลูกเมื่อผ่านวันนี้ไป  ลูกก็จะได้พบกับปลายทางที่มีแต่แสงสว่างและความอบอุ่น  จำไว้นะลูก  ไม่ว่าลูกเอกของแม่จะไปพบกับอะไรมาก็ตาม  หรือลูกคิดท้อถอยจนไม่อยากเรียน  แต่แม่ของให้ลูกเอกคิดถึงเวลา 16 ปี ของเราที่ผ่านมา  อุปสรรคที่เราร่วมกันฝ่ามันออกมานั้น  มันสอนอะไรกับเราบ้าง  มันทำให้เราเรียนรู้ในการแก้ปัญหาอะไรบ้าง  ลูกต้องพยายามจำมันและระลึกถึงมันให้ได้จะได้นำมันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อลูกนะครับ  ลูกเอกไม่ต้องเล่าแม่หรอกนะว่าที่ผ่านมาลูกได้ต่อสู้กับความกดดันอะไรมามากแค่ไหน  เพราะแม่รับรู้มันตลอดเวลาผ่านจิตใจของแม่ที่ส่งคุ้มครองและคิดถึงลูกตลอดเวลา  สุขของลูกแม่ก็ตั้งจิตอธิษฐานให้ลูกได้รับสุขนั้นตลอดไป  ส่วนทุกข์ที่เกิดกับลูกแม่ก็ตั้งจิตอธิษฐานให้มันจนห่างไกลและสลายไปโดยเร็ว  ให้ลูกเอกของแม่มีแต่พลังกายพลังใจและพลังสติปัญญาที่เข้มแข็งอดทน  และก่อให้เกิดสมาธิ สติและปัญญาให้มากที่สุด….”

แล้วน้ำตาของเราสองคนแม่ลูกมันก็หลั่งไหลออกมา  เหมือนหนึ่งมันคือไหลน้ำตาจากต่อมน้ำตาเดียวกัน  แล้วคุณแม่ก็พาผมไปกราบคุณตาคุณยายคุณป้า และป๊ะของผม

แล้วคุณแม่ก็นำอาหาร  ขนม และผลไม้ที่ผมชอบมาให้กับผมรับประทาน  ซึ่งคุณแม่ทำอาหารที่ผมชอบตั้งผมเป็นเด็กมาให้รับประทาน  และที่ผมรู้สึกถึงความรักของคุณแม่ของผมอย่างสุดๆ เลยก็คือ  รสชาติของอาหารนั้นมันยังเป็นรสชาติที่ติดอยู่ที่ลิ้นอย่างไม่รู้ลืม  ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม  แต่ความทรงจำในรสสัมผัสของปากนั้นมันยังอร่อยโคตรเลย  ผมรักแม่คร้าบ  ผมรักแม่

ถึงแม้ว่าผมจะได้มีโอกาสได้พบกับครอบครัวของผมเพียงช่วงระยะเวลาตั้งแต่ประมาณ 09.00 – 14.30 น. ก็ตาม  แต่มันก็ได้สร้างความมั่นคงต่อผม  ให้ผมเกิดมานะในการที่จะศึกษาเล่าเรียนในสถาบันอันทรงเกียรตินี้ต่อไป   คุณแม่บอกว่า”….ในวันข้างหน้าถ้าลูกได้พบกับปัญหาและอุปสรรคอะไรก็ตามแต่ให้ลูกเอก  นึกถึงแม่ของลูกเอาไว้…ให้ลูกคิดตลอดเวลาว่า  16 ปี ในการเลี้ยงลูกตามลำพังนั้นมันเป็นเช่นไร  การที่จะสร้างให้ลูกเป็นคนที่มีจิตใจดีงาม  และเป็นคนดีต่อครอบครัว  ต่อสังคม  ต่อประเทศชาติ และต่อพระพุทธศาสนานั้น  แม่ทำอย่างไร  แม่อดทนเพียงไหน  แม่ประพฤติและปฏิบัติตัวเช่นไร  ให้ลูกนึกให้ได้นะ  สิ่งที่แม่กระทำเป็นตัวอย่างเพื่อให้ลูกเรียนรู้นั้น   ลูกเอกจะต้องจดจำมันให้ได้นะครับ  แล้วก็จงปฏิบัติตามหรือพัฒนาปรับปรุงมันให้ดีขึ้นและเหมาะสมกับสภาพการณ์หรือสถาณการณ์  ที่ลูกต้องประสบนะครับคนดีของแม่….แม้แต่คำสั่งสอนที่คุณตาคุณยายคุณลุงและคุณป้า  เคยสั่งสอนลูกเอาไว้นั้น  ลูกก็ต้องพยายามตรึกตรองและระลึกมันให้ได้เช่นกันนะครับ ”  ครับคุณแม่คนดีที่หนึ่งของผม

ในช่วงที่เข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมทหารใหม่ๆ นั้น  เป็นช่วงที่นักเรียนทุกคนต้องปรับตัวกันอย่างที่เรียกว่า  หน้ามือกับหลังมือเลยที่เดียว  แต่สำหรับเด็กบ้านเรียนอย่างผมแล้ว5555  โดนทุกวัน5555 ก็จะไม่โดนได้อย่างไร  ก็ผมมันชอบขอชี้แจงนี้ครับ555จะมาห้ามเด็กบ้านเรียนไม่ให้ชี้แจงได้อย่างไร  ในเมื่อผมเรียนมาแบบทุกคำถามต้องมีคำตอบ  ทุกๆ คำตอบต้องมีเหตุผล  และทุกๆ เหตุผลต้องมีแหล่งที่มาของเหตุ5555

แต่ผมลืมคิดไปว่า  ในการเรียนที่นี้นั้นเราจะต้องฝึกจากการเริ่มต้นการเป็นผมรับคำสั่งก่อน  เพราะถ้าเราไม่สามารถรับคำสั่งแล้วนำไปปฏิบัติตามให้ถูกต้องได้   แล้วเราจะเป็นคนสั่งการหรือออกคำสั่งให้กับผู้อื่นได้อย่างไร  เขาจึงมีคำพูดที่ว่า “ก่อนที่จะมาเป็นเจ้านายได้นั้น  ก็เรียนรู้จากการเป็นลูกน้องให้ได้เสียก่อน”  นี้คือสิ่งที่ผมได้จากการเรียนรู้ในช่วงแรกของการเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารครับ

ดังนั้นนักบ้านเรียนที่กำลังเรียนก่อนอยู่( ทั้งๆ ที่นักบ้านเรียนก็เรียนกันทุกวันอยู่แล้ว )จำเป็นที่จะต้องพยายามฝึกสมาธิของตนให้ดี  เพราะถ้าได้มีโอกาสมาเรียนในสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้เช่นผม  จะได้ตั้งสติได้เร็วขึ้นจะได้ไม่จิตตกเหมือนผมที่เคยคิดถึงขั้นจะลาออกจากโรงเรียน

  • ต่อไปสำหรับคำถามที่ถามมาทาง sms จากผู้ที่ใช้ชื่อว่ายอดข้าว  คำถามสั้นมีว่าเด็กบ้านเรียนจำเป็นต้องเรียนสายวิทย์คณิต  เสมอใช่หรือไม่
  • ตอบแบบจริงจังไปเลยว่า  ไม่จำเป็นครับ  เพราะไม่ว่าจะเป็นการเรียนแบบแผนการเรียนอะไรก็ตามแต่  จุดประสงค์เดียวของการเรียนแบบบ้านเรียนก็คือ  เรียนให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเต็มที่ที่สุด  เช่น  เด็กบางคนเรียนด้านอาหาร  แล้วเด็กคนนี้สามารถนำความรู้นั้นมาใช้ในการศึกษาต่อ  หรือใช้ในการประกอบอาชีพได้  ผมก็ถือว่าเด็กคนนี้และครอบครัวของเขาประสบกับความสำเร็จในการศึกษาแล้ว   ซึ่งความแตกต่างของเด็กบ้านเรียนที่เรียนด้านอาหารจะต่างจากเด็กที่เรียนอาหารในโรงเรียนก็คือ  จำนวนครั้งในการฝึกปฏิบัตินั้นเอง  เพราะเด็กบ้านเรียนสามารถฝึกทำอาหารได้ตลอดเวลา  หาประสบการณ์จากการเรียนผิดเรียนถูกได้มากกว่า  เมื่อจำนวนเที่ยวบินในการฝึกปฏิบัติมีมาก  ความชำนาญก็จะมีมากตามเช่นกัน
  • สำหรับวันนี้คงจำต้องจบกันเพียงเท่านี้ก่อนนะครับแล้วพบกันใหม่นะครับ
  • อ้อ! ผมจะได้กลับบ้านครั้งแรกวันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน นี้ครับ  ซึ่งวันนี้จะเป็นวันไหว้ครูของนักเรียนเตรียมทหารครับและเป็นวันรับจักรดาวด้วย  ซึ่งจะเป็นอย่างไรติดตามกันนะครับ
Ico48 ครูจักรกฤช ปรุงศิลป์ [IP: 203.172.199.250]
09 มิถุนายน 2554 10:27
#2462649

สวัสดีครับ นตท.เอก สรณัฐ์

คุณครูได้ติดตามความเคลื่อนไหวของน้องเอกอยู่อย่างต่อเนื่อง และรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จของน้องเอกและครอบครัวที่อยากจะบอกว่า สุดยอดจริงๆ ที่ได้ทำความฝันของครอบครัวให้เป็นจริง ขอเป็นกำลังใจ…ตั้งใจเรียนนะครับ…และคุณครูขออนุญาตนำคำพูดและสำนวนที่น้องเอกPost ไว้บน blog ไปใช้เพื่อสร้างกำลังใจให้กับผู้ที่มีแนวคิดที่จะจัดการเรียนแบบบ้านเรียนสุขใจ(Happy Home School) ในปีการศึกษานี้มีผู้ปกครองซึ่งคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นอาจารย์จาก มทส. นำลูกมาที่โรงเรียนบ้านหนองพลวง จำนวน 2 ราย รายหนึ่งคุณพ่อเป็นอาจารย์จาก มทส.และอีกรายหนึ่งนั้นครูยังไม่ได้ทราบรายละเอียดเนื่องจากวันที่เขามาที่โรงเรียน คุณครูติดภารกิจสอนดนตรีไทยช่วงพักทานข้าวกลางวัน เลยไม่ได้ลงมาพูดคุยด้วย อย่างไรก็ตามหวังว่า น้องเอกคงจะมีคำแนะนำดีๆ แก่น้องๆ นะครับ เอาไว้เท่านี้ก่อนนะครับ มีความเคลื่อนไหวอะไรเพิ่มเติมคุณครูจะเล่าให้ฟังนะครับ

ด้วยรักและห่วงใยเสมอ

ครูจักรกฤช ปรุงศิลป์

Ico48 [IP: 61.19.66.20]
16 มิถุนายน 2554 20:12
#2468131

สวัสดีครับผม นตท. เอก  สรณัฐ  ขอรายงานตัวครับผม

เมื่อวันศุกร์ที่ 10 มิ.ย. 2554 ที่ผ่านมาผมได้ไปไหว้คุณครูของผมที่โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์  และโรงเรียนบ้านหนองพลวงที่อำเภอด่านขุนทด  ผมต้องขอใช้คำว่าถ้าผมไม่มีโรงเรียนบ้านหนองพลวงที่ให้โอกาสได้เป็นจุดก่อตั้งบ้านเรียนสุขใจ  ผมก็คงไม่มีโอกาสมาเรียนที่โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์  และที่สำคัญที่สุดก็คือ  คุณครูทั้งสองโรงเรียนเป็นยอดครูของผมจริงๆ  คือทำให้เด็กบ้านเรียนอย่างผมได้เรียนอย่างมีความสุข  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองคือเบ้าหลอมความสำเร็จทางการศึกษาอย่างแท้จริง  ซึ่งผมได้รับการตอนรับอย่างอบอุ่นจากทั้งสองโรงเรียน  มันทำให้ผมมีความสุขอย่างสุดๆ เลยครับ

ผมต้องกราบของพระคุณท่านอาจารย์จักรกฤช ปรุงศิลป์  เป็นอย่างสูงที่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของผม  เพราะถ้าผมไม่มีอาจารย์จักรกฤช ปรุงศิลป์ซึ่งได้ติดตามและค่อยให้คำแนะนำต่างๆ ในเรื่องของการเรียน  รวมไปถึงการจัดหาเอกสารการเรียนมามอบให้ผมถึงบ้าน  เด็กบ้านเรียนอย่างผมก็คงจะขาดๆ เกินๆ ไปพอสมควร   และผมขอแสดงความยินดีและจะเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวบ้านเรียนใหม่ทั้ง 2 ครอบครัว  ด้วยนะครับ  เพราะอะไรก็ตามที่ทั้ง 2 บ้านเรียนจะกระทำ  ให้บอกกับตัวเองเอาไว้ว่าเพื่อความสุขของผู้เรียน  ดังนั้นเรียนปนเล่น  ตึงแล้วหย่อน แต่เราไม่ยอมยาน  ยกเว้นบางอย่างของคุณยายกับคุณแม่ที่มันยาน5555  Aผมพูดแบบนี้คุณแม่จะหาพ่อใหม่ได้ไหมน่ะ5555

ข้อแนะนำประสารุ่นพี่ที่จะมีให้น้องทั้ง 2 บ้านเรียน ( จะ e-mail หรือ โทร.คุยกันก็ได้นะครับด้วยความยินดี  จะได้ทราบชื่อเสียงเรียงนามกัน )

  1. ไม่บีบบังคับจนคลายไม่ได้  กล่าวคือ  บางครั้งความต้องการที่จะเรียนของผู้เรียนกับความต้องการสอนของผู้สอนเกิดไม่ตรงกันขึ้นมา  ผู้สอนมักจะได้เปรียบในสถานภาพและบทบาทในครอบครัวเสมอ  จึงทำให้ผู้เรียนมักจะมีอารมณ์(โกรธและฉุน) จนทำให้ไม่อยากเรียนเลยจ้า  ดังนั้นผู้สอนซึ่งได้เปรียบในทุกๆ ด้านอยู่แล้วจะต้องเป็นฝ่ายผ่อนปรนตามกระแสความอยากของผู้เรียน  เพราะจะทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุกและเรียนได้นานกว่าปกติ
  2. ทำทุกอย่างในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นกิจวัตรประจำวันของผู้เรียนหรือของผู้สอนให้โยงเข้าสู่การเรียน   เนื่องจากว่ากิจวัตรประจำวันจะเป็นสิ่งที่ผู้เรียนและผู้สอนต่างก็คุ้นเคยกันทั้ง 2 ฝ่าย  จึงสามารถนำมาเป็นบทเรียนในแต่ละวิชาได้  เช่น  เมื่อผู้เรียนตื่นนอนขึ้น  ก็จะเริ่มโยงเข้าสู่วิชาภาษาไทย  คือตื่นนอนตอนเช้าเราทักกันว่าอะไร ( อรุ่ณสวัสดิ์ )  แล้วโยงเข้าสู่ภาษาอังกฤษ ( good  morning )  โยงเข้าสู่วิชาสุขศึกษาและพละศึกษา  โดยการพาไปออกกำลังกาย  เป็นต้น
  3. เรียนต่อเนื่องด้วยความเพลิดเพลิน    อะไรที่ผู้เรียนเรียนอย่างมีความสุข  ผู้เรียนก็มักจะจดจำได้รวดเร็วและลืมยากครับผม

ลองเอาไปทำดูนะครับ   ผมหวังว่าน้องทั้งสองน่าจะเรียนได้อย่างมีความสุขและประสบกับความสำเร็จเหมือนอย่างที่พี่เอกคนนี้ได้รับนะครับ

ตอนนี้  นตท.ปี 1 อย่างผมก็ฝึกสมรรถภาพกายและจิตใจอย่างข้นและเข้ม  ไอ้จิตใจมันก็มีคุณแม่เป็นหลักให้อิงได้  แต่ไอ้กายที่เจ็บเข่าและน่องนะซิไม่รู้ว่าจะแบ่งให้แม่อย่างไร  ไม่ใช่ไม่รักแม่นะจ๊ะแม่จ๋าที่จะเอาความเจ็บไปมอบให้  แต่ลูกชายของแม่คนนี้ไม่อยากเจ็บจะได้ฝึกและเรียนได้อย่างไม่มีอุปสรรคครับแม่  แต่ คิดไปคิดมาคิดเข้าไปในใจของแม่  แม่คงจะบอกกับลูกเอกของแม่ว่า ” อุปสรรคมีไว้เพื่อทดสอบและฝ่าฟัน ” เอาสู้ voy  ต้องอดทนให้ได้เพื่อจะได้เป็นตัวอย่างและแบบอย่างต่อไปให้กับรุ่นน้อง

ในเรื่องการต่อสู้ในวิถีชีวิตของผม  ผมพบว่าผมกับคุณแม่เหมือนเกิดมาเพื่อกันและกัน  ถึงผมจะได้มีโอกาสพบกับป๊ะ( พ่อของผม )  แต่ผมก็อยากจะบอกกับคุณแม่ว่าที่คุณแม่ชอบสอนผมบ่อยๆว่า  เราอยู่กับบัญฑิตเราก็จะเป็นบัญฑิต  เราอยู่กับ…..เราก็จะเป็น…. ผมก็อยากจะบอกกับแม่ว่า   ป๊ะของผมเขาคงจะอยู่กับ….จนเขามีความคิดแบบ…..ไปแล้ว  ลูกเอกของแม่เชื่อว่าป๊ะคงไม่สามารถให้ความสุขและความอบอุ่นกับแม่และลูกเอกได้หรอก  ลูกชายของแม่คนนี้เชื่อว่านิสัยกำลัง2 ของป๊ะที่ชอบฟังเรื่องโกหกไม่รับรู้ความเป็นจริง  ชอบอยู่กับคนขี้โกงและไม่จริงใจ  มันคงไม่สามารถเปลี่ยนได้หรอก   คำพูดของป๊ะมันจะสร้างทุกข์มากกว่าสุขให้กับแม่  การกระทำทุกอย่างของป๊ะมันจะทำให้แม่ของลูกเอกเกิดทุกข์  เอกอยากให้แม่ห่างๆ ป๊ะไว้  เพราะคนที่เขาอยู่กับป๊ะเขา…….เอกหวังว่าแม่จะเข้าใจนะครับ  อย่าให้คนที่เห็นแก่ตัวเองมันมาทำลายเราได้นะครับแม่  และที่เอกดีใจก็คือความใจเด็ดและความฉลาดของแม่ในการแก้ปัญหาในทุกๆ ด้าน  ลูกเอกเชื่อว่าบาปที่พวกเขาร่วมกันกระทำมันจะส่งกรรมให้พวกเขาเองพบแต่ความวิบัติและหายนะไปเองทั้งคู่ นับตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไป คนตัวดำและใจดำ  เขาสร้างปัญหาทุกอย่างเพื่อให้ลูกที่กำพร้าขาดพ่อมาถึง16 ปี ไม่มีโอกาสได้สัมผัสรสชาติของคำว่า คนมีพ่อ  แล้วป๊ะของเอกก็ไม่ได้หาวิธีที่จะแก้ปัญหากลับปล่อยเฉยๆ แล้วก็บอกคำเดียวว่าอย่าสน ถ้าเราดีเราย่อมทนได้ (แบบนี้แหละที่เขาเรียกว่าคนเห็นแก่ตัว คือสั่งให้คนดียอมคนไม่ดี เขาเรียกว่าปล่อยคนชั่วลอยนวล )  เอกก็คิดได้แล้วว่า  16 ปีที่ป๊ะ ไม่เคยใส่ใจดูแลมันก็ช่างตรงกับนิสัยของคนตัวดำที่พยายามหาวิธีเพื่อไม่ให้  เอกได้รับการดูแลอีกทั้งๆ ที่ ป๊ะมีเวลาที่จะดูแลเอกได้อีกกี่ปีกัน  ดังนั้น  เขาจึงเหมาะกันสุดๆ เหมือน……  ตอนนี้เอกพบสัจจะธรรมแล้ว  Oh!  my  god.

ต่อไปตอบปัญหาครับผม

  • ถ้าเรียนแบบบ้านเรียนแล้วไม่สามารถสอบผ่านเกณฑ์มาตราฐานได้  ควรเรียนซ้ำชั้นหรือสอบซ่อมดี  จากคุณแม่ของน้องเขียวหวาน ( ถามมาทาง sms )
  • อันนี้ก็ต้องแล้วแต่ว่า  คุณแม่ของน้องเขียวหวาน ( ไม่ทราบว่าเป็นส้มเขียวหวาน หรือแกงเขียวหวาน  ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เอาเป็นว่าชื่อเล่นน้องอร่อยๆจริงนะครับ ) ได้ไปจดทะเบียบที่ไหน  คือที่โรงเรียน  หรือที่เขต  เพราะเงื่อนไขของทั้งสองแห่งน่าจะแตกต่างกัน  แต่ถ้าในความคิดเห็นส่วนตัวของผม  ผมคิดว่าถ้าไม่พร้อมที่จะผ่าน  เรายอมซ้ำมันจะดีกว่าเพื่อความแน่น  เหมือนการถมที่ดิน  ถ้าถมดินแล้วอัดจนแน่น  บ้านที่เราปลูกสร้างมันย่อมมั่นคงอย่างแน่นอน  จริงไหมครับ
  • ของให้ทุกคนโชคดีนะครับ   จากนตท. เอก  สรณัฐ
Ico48 เอก สรณัฐ [IP: 61.19.66.11]
30 กรกฎาคม 2554 20:11
#2499194

ช่วงนี้ฝึกก็หนัก แถมยังมีปัญหากับอาการปวดเข่าอีก แล้วก็สอบอีก ( มีอะไรอีกมั้ยหนอ ) 5555พระเจ้าไม่ได้แกล้งให้ผมต้องเป็นเช่นนี้หรอกนะครับ แต่เป็นไปตามกรรม คือการกระทำ กล่าวคือ เมื่อเด็กๆ ไม่ชอบวิ่ง ไม่ชอบออกกำลังกาย ไม่ชอบใช้กำลัง กรรมจึงมาปรากฏเอาในขณะนี้ คือ ความบาดเจ็บของกล้ามเนื้อนั้นเองเอาเป็นว่าทุกสิ่งย่อมผ่านไปได้ด้วยดีแน่นอน 5555การเรียนแบบบ้านเรียน สำหรับผู้ที่กำลังเรียนอยู่ในขณะนี้ ก็จะเป็นช่วงที่ได้ผ่านการสอบกลางเทอมมาแล้วอย่างแน่นอน อย่าเพิ่งดีใจไปว่าฉันทำข้อสอบผ่านแล้งให้คำนึงอยู่ตลอดเวลาว่า เราจะต้องเตรียมความพร้อมตลอดเวลานะครับ เพราะสนามสอบใหญ่ของเราเด็กบ้านเรียน ก็คือการสอบเพื่อจบช่วงชั้น และการสอบเข้าเรียนต่อ ดังนั้น การเตรียมความพร้อมในสิ่งนี้จึงขึ้นอยู่ กับครอบครัวของเด็กบ้านเรียนและตัวของเด็กบ้านเรียนเอง กล่าวคือ ตั้งใจเรียนไม่เคยขาด ตั้งใจฝึกทำแบบฝึกหัดไม่เคยเว้น ตั้งใจทำเช่นนี้ทุกเช้าเย็น ก็จะเห็นความสำเร็จอยู่ไม่ไกล ตั้งใจเรียน บวกกับการทำแบบฝึกหัด เป็นสิ่งที่เด็กบ้านเรียนต้องมีความอดทนในการปฏิบัติอย่างสูง เพราะถ้าเมื่อไรไม่มีความอดทน ความหายนะก็จะมาทันที แบบฝึกหัดคือ อาหารของเด็กบ้านเรียน กล่าวคือ ต้องรับประทานทุกวัน ในแต่ละวัน ก็บริโภค 3 เวลา ในแต่ละเวลาที่รับประทานนั้นต้องมีครบทุกวิชา เช่นเดียวกับการบริโภคอาหารจริง คือต้องมีคุณค่าของสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ถ้าเด็กบ้านเรียนทำได้เช่นนี้แล้วรับรองผลการเรียนได้จริงๆ ครับเสียดายจริงๆ นะครับเพราะวันนี้ ผมมีนัดสำคัญกับครอบครัวของผม ผมจึงจำเป็นที่จะต้องค้างหัวข้อ อีกหัวข้อหนึ่งเอาไว้ ก็คือ เรียนเองและอ่านเองอย่างไรให้ได้ผลเร็ว

Ico48 เอก สรณัฐ [IP: 61.19.66.11]
30 กรกฎาคม 2554 20:22
#2499207

ช่วงนี้ฝึกก็หนัก แถมยังมีปัญหากับอาการปวดเข่าอีก แล้วก็สอบอีก ( มีอะไรอีกมั้ยหนอ ) 5555พระเจ้าไม่ได้แกล้งให้ผมต้องเป็นเช่นนี้หรอกนะครับ แต่เป็นไปตามกรรม คือการกระทำ กล่าวคือ เมื่อเด็กๆ ไม่ชอบวิ่ง ไม่ชอบออกกำลังกาย ไม่ชอบใช้กำลัง กรรมจึงมาปรากฏเอาในขณะนี้ คือ ความบาดเจ็บของกล้ามเนื้อนั้นเองเอาเป็นว่าทุกสิ่งย่อมผ่านไปได้ด้วยดีแน่นอน 5555การเรียนแบบบ้านเรียน สำหรับผู้ที่กำลังเรียนอยู่ในขณะนี้ ก็จะเป็นช่วงที่ได้ผ่านการสอบกลางเทอมมาแล้วอย่างแน่นอน อย่าเพิ่งดีใจไปว่าฉันทำข้อสอบผ่านแล้งให้คำนึงอยู่ตลอดเวลาว่า เราจะต้องเตรียมความพร้อมตลอดเวลานะครับ เพราะสนามสอบใหญ่ของเราเด็กบ้านเรียน ก็คือการสอบเพื่อจบช่วงชั้น และการสอบเข้าเรียนต่อ ดังนั้น การเตรียมความพร้อมในสิ่งนี้จึงขึ้นอยู่ กับครอบครัวของเด็กบ้านเรียนและตัวของเด็กบ้านเรียนเอง กล่าวคือ ตั้งใจเรียนไม่เคยขาด ตั้งใจฝึกทำแบบฝึกหัดไม่เคยเว้น ตั้งใจทำเช่นนี้ทุกเช้าเย็น ก็จะเห็นความสำเร็จอยู่ไม่ไกล ตั้งใจเรียน บวกกับการทำแบบฝึกหัด เป็นสิ่งที่เด็กบ้านเรียนต้องมีความอดทนในการปฏิบัติอย่างสูง เพราะถ้าเมื่อไรไม่มีความอดทน ความหายนะก็จะมาทันที แบบฝึกหัดคือ อาหารของเด็กบ้านเรียน กล่าวคือ ต้องรับประทานทุกวัน ในแต่ละวัน ก็บริโภค 3 เวลา ในแต่ละเวลาที่รับประทานนั้นต้องมีครบทุกวิชา เช่นเดียวกับการบริโภคอาหารจริง คือต้องมีคุณค่าของสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ถ้าเด็กบ้านเรียนทำได้เช่นนี้แล้วรับรองผลการเรียนได้จริงๆ ครับเสียดายจริงๆ นะครับเพราะวันนี้ ผมมีนัดสำคัญกับครอบครัวของผม ผมจึงจำเป็นที่จะต้องค้างหัวข้อ อีกหัวข้อหนึ่งเอาไว้ ก็คือ เรียนเองและอ่านเองอย่างไรให้ได้ผลเร็ว

Ico48 ครู นายร้อย [IP: 171.98.130.37]
24 มีนาคม 2555 00:03
#2616893

อดีต นตท.สรณัฐ

ครูเป็นคนหนึ่งที่ติดตามเรื่องของน้อง  และรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่น้องต้องลาออกจากการเป็น นตท. เนื่องจากปัญหาที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นมาได้

ครูเคยเรียนที่เตรียมฯเหมือนกันแต่ก็ได้ลาออกจากการเป็น นตท. ในตอนที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ปี ๒  เหตุการณ์ของครูก็คล้ายๆ กับเหตุการณ์ที่น้องได้ประสบ  แต่ครูก็มีความมุ่งมั่นที่จะกลับมาคืนสู่ถิ่น รร.ตท.

เมื่อครูลาออกจากการเป็น นตท. ครูได้พยายามอย่างมากที่จะเอาชนะต่อความเจ็บปวดทางกายและทางความคิด  เพื่อให้พ้นจากสิ่งที่ได้ประสบมา  น้องคงจะสงสัยว่าครูคือใคร  ไม่ใช่ว่าครูไม่กล้าบอกชื่อให้น้องได้รู้  แต่เนื่องจากครูเคยสอนที่ รร.ตท. ถึง ๖ ปีและปัจจุบันครูสอนอยู่ที่ รร.นายร้อย  ซึ่งครูสอนที่นี้เป็นปีที่๕ แล้ว  ดังนั้นครูจึงคิดว่าน้องคงจะเข้าใจถึงเหตุผลว่าทำไมครูจึงบอกชื่อให้รู้ไม่ได้

ครูได้ไปที่โคราชและได้มีโอกาสพบและคุยสั้นๆ กับคุณแม่ที่ครูขอเรียกว่าคุณแม่ผู้ประเสริญ  แม่ผู้มีจิตใจงดงาม  แม่ผู้เข้มแข็งและรักน้องจนสุดหัวใจ  ครูอยากจะให้น้องลองสำรวจและทบทวนดูว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมาจากอะไร  แล้วเราจะแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วได้อย่างไรบ้าง  เมื่อน้องค้นพบแล้ว  ครูก็อยากให้น้องจงใช้เวลาที่น้องมีอยู่เตรียมตัวให้พร้อมเพื่อเข้าเรียนต่อ  และสร้างความฝันและลงมือปฏิบัติเพื่อให้ฝันนั้นเป็นจริงให้จงได้  ครูอยากจะบอกกับน้องว่าเวลาที่สูญเสียไปนั้นมันจะไม่เสียเปล่าเลยถ้าน้องยอมเหนื่อยและสู้อดทนเพื่อเอาชนะเวลาต่อไป  และในทางกลับกันมันจะเปล่าประโยชน์อย่างมากถ้าน้องใช้เวลาที่น้องมีอยู่ในตอนนี้ทิ้งเสียไปกับสิ่งที่ไม่ก่อประโชยน์ต่อตัวเอง  แต่เท่าที่ครูได้มีโอกาสศึกษาเรื่องของน้อง  ครูเชื่อว่าน้องเป็นคนที่รู้จักใช้เวลาให้เกิดประโยชน์อย่างแน่นอน

ขณะนี้ครูยังอยู่ที่โคราช  เนื่องจากครูตั้งใจที่จะมากราบคุณย่าโม  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่โชคดีสำหรับครูเพราะ  ครูมาในช่วงที่ตรงกับงานฉลองวันแห่งชัยชนะของคุณย่าพอดีครูจึงคิดเอาเองว่า  คุณแม่ของน้องและครอบครัวของน้องเก่งมากที่เลี้ยงน้องได้ดีเช่นนี้  ก็คงเนื่องมาจากการเป็นลูกหลานคุณย่านี้เอง

ครูปรารถนาที่อยากจะเห็นน้องได้กลับไปคืนสู้ถิ่นที่น้องมีความมุมานะเพื่อจะเข้าเรียนอีกครั้งหนึ่ง  แต่ไม่ได้หมายความว่าให้น้องสอบเข้าไปเรียนใหม่  แต่อยากให้น้องกลับไปแบบที่ครูได้กลับไป  ซึ่งครูเชื่อว่าน้องสามารถที่จะทำได้อย่างแน่นอน  ซึ่งน้องจะกลับเข้าไปในสถานะใดนั้น  ครูเชื่อว่าน้องย่อมรู้ตัวของน้องดี  น้องอาจจะเป็นครูเหมือนครู  หรืออาจจะเป็นหมอเพื่อไปอยู่ที่กองพยาบาลของ รร.ตท.  ก็สุดแล้วแต่ที่น้องจะต้องการและสามารถที่จะทำได้

ครูขอเพียงแค่น้องอย่ายอมแพ้เท่านั้นเอง  แล้วน้องก็จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่น้องปรารถนาอย่างแน่นอน

ครูเขียน blog จาก รร.ที่พัก  พร้อมกับคิดว่าถ้ามีโอการคงจะไปนั่งกินขนมบัวลอยที่แสนอร่อย  ที่แม่ที่แสนดีของน้องขายอีกครั้งอย่างแน่นอน

น้องอย่าได้ทิ้งเวลาไปกับความชักช้า  หรือสิ่งชวนเสียเวลา โดยเด็ดขาด  เพราะน้องได้เสียเวลานั้นไปแล้ว  จงจำเอาไว้น่ะ แล้วครูจะเป็นกำลังใจให้เสมอ

” คนที่พูดโดยไม่รู้จักพิจารณาก่อน  มักจะสร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่นเสมอ  ส่วนการที่จะเป็นคนดีนั้น  ในทางศาสนาบอกเอาไว้ว่า  ถ้าเราเป็นคนรู้จักให้ทานแก่ผู้อื่น  เราจะเป็นคนรวยเสมอ   ถ้าเราเป็นคนที่รักษาศีล  เราจะเป็นคนที่มีรูปกายสวยงาม  ร่างกายแข็งแรงเสมอ  และถ้าเราเป็นคนที่รู้จักภาวนา  เราจะเป็นคนที่มีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดเสมอ ”  น้องจงจำเอาว่านะ  เพราะคำพูดคำนี้พระสังฆราชองค์ปัจจุบันท่านได้ตรัสกับครูในวันที่ครูได้ลาออกจาก  รร.ตท.

ครูก็ขอให้น้องไม่ว่าจะทำอะไรก็ขอให้น้องประสบแต่ความสำเร็จในทุกเรื่อง

จากครูที่คิดว่าจะได้สอนน้อง  ที่ รร.นายร้อย

Ico48 [IP: 171.98.130.37]
19 กรกฎาคม 2555 23:20
#2671388

ถึง น้องเอก นตท๕๕

 พี่เป็น อดีต นตท.๔๖ ที่ก็ประสพกับเกม ที่รุ่นพี่และ นายทหารปฏิบัติใส่ โดยการสร้างข่าวให้ร้ายเราและตอนรับเราด้วยวิธีที่ไม่น่าจะได้รับจากคนที่เรียกได้ว่า  บ้าเรียนเกือบตายเพื่อให้ได้เข้ามาเป็นนายร้อย

 พี่ก็ลาออกเช่นเดียวกันกับน้อง 

Post by: แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

ถ้าใครสนใจเรื่องราวต่อไป สามารถ Follow น้องเค้าได้ที่ http://www.gotoknow.org/profiles/users/saranut นะคะ
Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

การเสวนาการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมองใน Home School ณ โรงแรมโรเยลริเวอร์ กรุงเทพฯ (19 สิงหาคม 2555)

Posted on 25/09/2012. Filed under: 08. วีดีโอ/รายการทีวี | ป้ายกำกับ:, , , , |


19 สิงหาคม  2555 ตั้งแต่ 09.15 น.เป็นต้นไป ช่อง 1,2

ถ่ายทอดสดการเสวนาการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมองใน Home School

ณ โรงแรมโรเยลริเวอร์ กรุงเทพ

ติดตามรายการย้อนหลัง หรือดาวโหลดคลิปวิดิโอรายการเสวนาการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมองใน Home School เมื่อ 19  สิงหาคม  2555   ได้ที่ link ด้านล่างนี้

ช่วงที่ 2  บรรยายช่วงเช้า “สมองกับการเรียนรู้แบบองค์รวม(ตามหลักการพัฒนาสมอง Brain-based Learning)” 

โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ ประเสริฐ บุญเกิดผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา  ที่ปรึกษาโครงการการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง  สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.)

ดาวน์โหลดได้ที่ >>> http://youtu.be/0Xidv7dKLaY

 

ช่วงที่ 3  ซักถามแลกเปลี่ยนกับวิทยากรช่วงเช้า

ดาวน์โหลดได้ที่ >>> http://youtu.be/TZ-AFmylK8 และ  http://www.youtube.com/watch?v=upnp51I-F14

 

ช่วงที่ 4  เสวนา “การจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง (BBL)ในบ้านเรียน” 

ผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย

  1. ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเสริฐ บุญเกิด
  2. ผู้แทนเครือข่าย home school จำนวน 2 ท่าน
  3. คุณอารีย์รัชต์    ชวกาญจนกิจ  ดำเนินรายการโดย  ดร.ยุวดี ศันสนียรัตน์  ที่ปรึกษาโครงการการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.)

ดาวน์โหลดได้ที่ >>>  http://youtu.be/_2dCzPVVfGk

 

ช่วงที่ 5  เสวนาต่อจากช่วงที่ 4  และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้แบบบ้านเรียน (Home School)  แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมองและการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้       และ การนำBrain-based Learning ไปประยุกต์ใช้ในบ้านเรียน 

ดาวน์โหลดได้ที่ >>> http://youtu.be/eFswMahZKRw

 

ขอบคุณข้อมูลจาก วิทยุเพื่อสุขภาพ (สงขลา) http://www.healthyradio.org/paper/493

 

Post by:  แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

  • photo  , 512x384 pixel , 24,353 bytes.
  • photo  , 512x384 pixel , 23,470 bytes.
  • photo  , 512x384 pixel , 41,640 bytes.
  • photo  , 512x384 pixel , 25,484 bytes.
  • photo  , 512x384 pixel , 34,208 bytes.
  • photo  , 512x384 pixel , 41,855 bytes.
  • photo  , 512x384 pixel , 28,982 bytes.
Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

สรุปสภาพการณ์ปัจจุบันของอุปสรรคปัญหาที่เกิดขึ้นกับการดำเนินการจัดการศึกษาโดยครอบครัว (จากสมาคมบ้านเรียนไทย) 24 มี.ค.2554

Posted on 25/09/2012. Filed under: 04. วารสาร/บทความ, 06. ข่าว/เรื่องเล่า | ป้ายกำกับ:, , , , , |


 

อ่านแล้วเศร้าเลยค่ะ ดูท่าพวกเราจะต้องเหนื่อยกันอีกนาน ถ้ากระทรวงศึกษาฯ ยังเป็นแบบนี้ เฮ้อ!

แต่ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ครอบครัว Home School ทุกครอบครัวสู้ๆ ต่อไปนะคะ

“เดินเรื่อยไป..ย่อมถึงจุดหมายค่ะ….” ^_^

สรุปสภาพการณ์ปัจจุบันของอุปสรรคปัญหาที่เกิดขึ้นกับการดำเนินการจัดการศึกษาโดยครอบครัว จาก สมาคมบ้านเรียนไทย

หลังจากประกาศกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการศึกษาโดยครอบครัว พ.ศ.๒๕๔๗ ปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่การศึกษา ทำให้ครอบครัวไม่ได้รับสิทธิและความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการและสวัสดิการด้านการศึกษาจากภาครัฐ โดยภาครัฐไม่มีกลไกกำกับดูแลการทำงานของเขตพื้นที่การศึกษาให้ทำงานได้ตรงตามนโยบาย ทำให้เกิดปัญหาสะสมมากมายหลายพื้นที่ ซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ใจของฝ่ายครอบครัวผู้ดำเนินการจัดการศึกษาและสั่งสมความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องของเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่การศึกษาที่รับผิดชอบงาน การที่ สพฐ. ไม่จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติงานรับผิดชอบเป็นที่ปรึกษาและร่วมแก้ปัญหาให้กับครอบครัว ทำให้ครอบครัวบ้านเรียนในอดีตจนถึงปัจจุบันที่เกิดปัญหาจำต้องหาหนทางแก้ไขปัญหาเฉพาะเป็นรายบุคคล โดยครอบครัวและผู้เรียนจากการจัดการศึกษาบ้านเรียนจำต้องยอมเสียโอกาสในการได้รับสิทธิต่างๆ โดยสมบูรณ์ เช่น การยื่นขอจดทะเบียน การเลือกใช้รูปแบบการจัดการศึกษาอย่างหลากหลาย การเทียบโอนผลการเรียนรู้ การได้รับเงินอุดหนุน และสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่เป็นผลเกี่ยวเนื่องกัน ฯลฯ

ในปัจจุบัน การทำงานของเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่การศึกษาร่วมกับครอบครัว ยังติดขัดในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การติดต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อยื่นขออนุญาตจดทะเบียนจัดการศึกษา การจัดกระบวนการเรียนรู้ของครอบครัว การติดตามประเมินผลรายปี การวัดผลและประเมินผลเพื่อการรับรองวุฒิจบระดับการศึกษาของเขตพื้นที่ฯ โดยปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นดังนี้

. การจดทะเบียน

          ๑.๑ ครอบครัวไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีจากเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่ฯ ในการติดต่อสอบถามเพื่อดำเนินเรื่องขออนุญาตจัดการศึกษาโดยครอบครัว มีปัญหาหลายกรณี ในต่างๆ พื้นที่ อาทิ เช่น มีเจ้าหน้าที่ที่ไม่ให้การสนับสนุนครอบครัวในการขอยื่นความประสงค์จดทะเบียนจัดการศึกษา บางครอบครัวถูกอาการแสดงความไม่พอใจบ้าง ถูกผลักไสให้ครอบครัวนำลูกไปเข้าโรงเรียนบ้าง บางครอบครัวถูกแสดงการใช้อำนาจให้ส่งลูกไปลงเรียนกับ กศน. (ทั้งๆที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์) หรือปล่อยให้ครอบครัวต้องรอการดำเนินการศึกษาข้อมูลเรื่องบ้านเรียนเพราะอ้างว่าเป็นเรื่องใหม่ ไม่ประสานกลับเพื่อหนุนเสริมทำความเข้าใจกับการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาของครอบครัวอย่างถูกต้องจนต้อง

ตัดสินใจไปลงเรียน กศน. (สำหรับครอบครัวที่มีเด็กโต) หรือ ตัดสินใจไปลงทะเบียนในโครงการโฮมสคูลของโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก (มูลนิธิเด็ก) (สำหรับเด็กระดับประถมศึกษา) หรือตัดสินใจจัดการศึกษาบ้านเรียนโดยอิสระ ฯลฯ เป็นต้น

          ๑.๒ เมื่อครอบครัวยืนยันการดำเนินการขออนุญาตแล้ว เขตพื้นที่การศึกษาฯส่วนมาก ไม่สนับสนุนแผนการจัดการศึกษาตามที่ครอบครัวต้องการ ได้ใช้วิธีการตามหลักสูตรแกนกลางที่ใช้กับระบบโรงเรียนมากำหนดการเขียนแผนของครอบครัว เรื่องที่เข้าใจกันไม่ถูกต้องแทบทุกเขตพื้นที่

คือการใช้โครงสร้างเวลาเรียนตาม ๘ กลุ่มสาระมาเป็นกรอบกำหนดในการเขียนแผนการจัดการศึกษาประกอบการยื่นขออนุญาต ซึ่งโครงสร้างเวลาเรียนสำหรับการจัดการศึกษาบ้านเรียนที่มีความยืดหยุ่น

ในการเรียนเป็นการประเมินผลการเรียนรู้ตามเวลาที่ใช้จริงนั้น กำหนดใช้สำหรับการวัดผล และประเมินผลในภายหลังได้ แสดงถึงความไม่เข้าใจบริบทของการจัดการศึกษาบ้านเรียนที่มีความยืดหยุ่น และปรับพัฒนาได้ตลอดเวลาอย่างเหมาะสม ทำให้ขั้นตอนการอนุมัติล่าช้าจากการที่ครอบครัวจำต้องแก้ไขแผนตามที่เขตพื้นที่ฯต้องการ(ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องกับแนวปฏิบัติฯ) โดยเกิดปัญหาความขัดแย้งกับครอบครัวตลอดมา ดังนี้

• ครอบครัวที่ต้องการได้รับอนุมัติจัดการศึกษา ก็ต้องจำยอมเขียนโครงสร้างเวลาเรียนไปก่อน ทั้งๆ ที่ทราบดีว่าในการปฏิบัติ ต้องวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ที่เป็นจริงเป็นหลัก ซึ่งไม่ตรงกับการถูกบังคับให้ทำเช่นนั้น

• ครอบครัวทราบและเข้าใจดีว่า การยึดเอาโครงสร้างเวลาเรียนที่ต้องกำหนดไว้ล่วงหน้าแบบตายตัวตามกลุ่มสาระการเรียนรู้มาเป็นกรอบกำหนดการเขียนแผนการจัดการศึกษาของครอบครัว ไม่ถูกต้องและไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นได้ตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนาผู้เรียนในพระราชบัญญัติการศึกษาขั้นพื้นฐานฯ และหลักสูตรแกนกลางฯ และไม่สามารถเกิดประโยชน์ในการกำหนดไว้เพราะไม่มีผลต่อการพัฒนาผู้เรียนให้เหมาะสมตามความสนใจ หรือตามศักยภาพที่เป็นจริง

• ครอบครัวไม่ได้รับการยอมรับแผนการเรียนรู้รายบุคคลที่เกิดขึ้นอย่างเป็นนวัตกรรมการศึกษาในรูปแบบที่ต่างไปจากระบบโรงเรียน โดยเฉพาะแผนการศึกษาของเด็กพิเศษ ทั้งเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ที่ควรมีการจัดการบริหารเวลา การจัดกลุ่มประสบการณ์ในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพที่เหมาะสม ที่ต้องการความยืดหยุ่นชัดเจน

๑.๓ การดำเนินงานของเขตพื้นที่การศึกษาไม่มีมาตรฐานของความเสมอภาคในการสนับสนุนส่งเสริมการจัดการศึกษาบ้านเรียนที่ชัดเจน โดยแนวปฏิบัติของการอนุญาตขอจดทะเบียนจัดการศึกษา ยังไม่ครอบคลุมสิทธิในการเลือกวิธีการเรียนรู้ได้ทั้ง ๓ ระบบ ทำให้ครอบครัวต้อง

ตัดสินใจไม่จดทะเบียนตามสิทธิในที่สุดนั้น เป็นการปฏิบัติงานที่ทำให้เด็กบ้านเรียนหลายคนสูญเสียโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์ทุกๆ เรื่องเพื่อพัฒนาการศึกษาเช่นเดียวกับเด็กอื่นๆ ที่ได้รับสิทธิแล้วโดยทั่วไป และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กของบางครอบครัวกลายเป็นผู้หลุดออกจากระบบการศึกษาภาพรวมของประเทศ เช่น

• ครอบครัวที่ใช้หลักสูตรต่างประเทศถูกปฏิเสธ ไม่ได้รับอนุญาตในการจดทะเบียน ทั้งๆ ที่ กระบวนการติดตามดูแลการจัดการศึกษาอย่างมีความเข้าใจ สามารถช่วยให้ครอบครัวดำเนินการจัดการศึกษาในภาพรวมของการพัฒนาชีวิตเด็กในการเป็นส่วนร่วมที่ดีของครอบครัวและสังคมไทย ให้ได้มาตรฐานการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางได้เช่นเดียวกัน มีตัวอย่างหนึ่งของครอบครัวที่จำต้องจัดอิสระเช่นนี้ ถูกปฏิเสธจาก สสวท.ไม่ให้ผู้เรียนเข้าร่วมการแข่งขันทางวิชาการ

• หลายครอบครัวไม่ประสงค์จะมีเรื่องราวกับเขตพื้นที่ฯ จึงไม่ดำเนินการจดทะเบียนต่อ ต้องดำเนินการจัดการศึกษาไปโดยอิสระพร้อมกับการยอมรับในการลงทะเบียนเป็นนักเรียน กศน. เพื่อไม่ให้เสียโอกาสการได้รับรองวุฒิการศึกษา ทั้งๆ ที่กระบวนจัดการศึกษาทั้งหมด ยังเกิดจากแผนการจัดการศึกษาของครอบครัว ตัวอย่างดังกล่าวนี้ทำให้ผู้จัดการศึกษา/ผู้เรียนเสียโอกาสในการได้รับสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ ไปแล้วหลายครอบครัว

• หลายครอบครัวเลือกการจัดโดยอิสระ เพราะระบบการทำงานภายในสำนักงานเขตพื้นที่ฯ มีปัญหา และไม่สนับสนุนส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในกรณีนี้ เป็นผลต่อเนื่องถึงผู้เรียนในทุกระดับชั้น มีปัญหากับการได้รับการรับรองวุฒิการศึกษา เมื่อมีความต้องการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ขณะนี้มีครอบครัวหนึ่งที่มีปัญหาของการเทียบระดับการศึกษามัธยมปลายเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา มีเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางกีฬาของครอบครัวหนึ่งมีปัญหากับการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในการเข้าร่วมแข่งขันระดับประเทศและไม่สามารถสมัครเรียนต่อในหลักสูตรที่ต้องการได้

• ครอบครัว/เด็กบ้านเรียนที่อยู่ในโครงการพิเศษของโรงเรียน เช่น โรงเรียนหมู่บ้านเด็กที่ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาบ้านเรียน รับภาระแทนการทำงานที่ไม่คุ้มครองสิทธิบ้านเรียนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ มาโดยตลอด ยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงฯ

.๔ การดำเนินการในการอนุมัติจัดการศึกษาล่าช้า เกินกว่า ๓๐ วัน ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทำให้ครอบครัวตกอยู่ในภาวะศูนยากาศของการจัดการศึกษาให้กับลูกหลาน โดยเขตพื้นที่ส่วนใหญ่ อ้างถึงการไม่สามารถประชุมคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาได้ทันเวลา หรือมีภาระงานมากสำหรับเด็กในระบบโรงเรียนที่มีจำนวนมากกว่าครอบครัวบ้านเรียนมาก หรือยังไม่มีการสรุปผลการดำเนินงานตามแนวปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ด้วยเหตุผลที่ครอบครัวบ้านเรียนประเมินสรุปร่วมกันได้ คือ เจ้าหน้าที่การศึกษาของภาครัฐ ไม่ได้คำนึงถึงหลักการสนับสนุนให้ครอบครัวสามารถจัดการศึกษาได้ทุกเวลาทุกสถานที่ ตามนโยบายของรัฐ และไม่สนใจว่าการศึกษาของเด็กๆ ต้องดำเนินไปทุกวันเวลา โดยไม่สามารถหยุดรอการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่ไม่สนใจสนับสนุนได้)

          ๑.๕ ผู้เรียนจากการศึกษาโดยครอบครัวที่ได้รับอนุมัติจัดการศึกษาฯ ยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่เสมอภาคกับนักเรียนในระบบโรงเรียน เช่น สิทธิในการเรียน ร.ด. สิทธิการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางการศึกษาภาพรวมของรัฐ เช่น กิจกรรมส่งเสริมทางวิชาการของกระทรวงศึกษาธิการ กิจกรรมการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาระดับสถานศึกษา กิจกรรมพิเศษเพื่อพัฒนาเยาวชนในภาคสังคม เด็กบ้านเรียนไม่มีรหัสสถานศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษาในภาพรวมระดับประเทศ เช่น การเข้าสอบ O-net ฯลฯ

. การจัดการเรียนรู้ของครอบครัว การติดตามประเมินผลการศึกษารายปี และการวัดผลประเมินผลเพื่อจบช่วงชั้นของเขตพื้นที่การศึกษา เป็นปัญหาที่ต่อเนื่องส่งผลสะท้อนถึงกัน ดังนี้

- เจ้าหน้าที่เขตพื้นที่การศึกษาฯ จำนวนมากยังยึดติดกับการศึกษาที่เป็นไปตามระบบโรงเรียนและไม่เปิดใจกว้างให้สำหรับครอบครัวในการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับการพัฒนาศักยภาพเด็กบ้านเรียนที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล ทำงานด้วยการใช้อำนาจกำกับ ควบคุม ด้วยความระแวง ไม่ไว้วางใจครอบครัว และสร้างความคาดหวังในผลการเรียนรู้ของผู้เรียนระดับสูงจนขาดการพิจารณากระบวนการจัดการศึกษาของครอบครัวอย่างรอบด้าน ที่เหมาะสมกับความต้องการและศักยภาพผู้เรียน ทำให้ครอบครัวถูกกำกับควบคุมกระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการ

จากทัศนคติและความเห็นที่ไม่ถูกต้อง แทนที่จะเป็นการช่วยเกื้อหนุน ส่งเสริมให้การจัดการศึกษาบ้านเรียนเกิดผลสัมฤทธิ์ได้ตามแผนและวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาของแต่ละครอบครัว ที่ส่งผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคล

- ในหลายพื้นที่ เจ้าหน้าที่เขตฯ ไม่เข้าใจและไม่สนใจสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ซึ่งครอบครัววิเคราะห์ให้สอดคล้องกับศักยภาพที่เหมาะสมของผู้เรียน โดยเจ้าหน้าที่ฯ ส่วนมากนำวิธีการเรียนรู้ตามหลักสูตรรายชั้นปีของนักเรียนในระบบโรงเรียนมาใช้กำกับเพื่อการติดตามประเมินผลการศึกษาบ้านเรียน ทำให้ครอบครัวหลายครอบครัวรู้สึกอึดอัดและเกิดเป็นอุปสรรคปัญหาในการพัฒนาผู้เรียนด้วยนวัตกรรมการศึกษาของครอบครัวเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจสภาพและบริบทของกระบวนการเรียนรู้ที่ควรยืดหยุ่น สามารถปรับพัฒนาไปตามความต้องการและศักยภาพของผู้เรียน

- ผู้จัดการศึกษาหลายครอบครัวมีปัญหาและไม่เห็นด้วยกับการประเมินผลของเจ้าหน้าที่ศึกษานิเทศก์ เนื่องจากในหลายพื้นที่ มีเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่ฯ ที่ไม่สนใจติดตามศึกษากระบวนการเรียนรู้ของเด็กบ้านเรียนซึ่งดำเนินตามแผนการจัดการศึกษาของครอบครัวที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต และแผนพัฒนาศักยภาพผู้เรียนรายบุคคล เป็นผลทำให้การติดตามประเมินผลดำเนินไปด้วยความไม่เข้าใจสภาพและบริบทที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่สามารถเข้าถึงความแตกต่างของวิธีการจัดการศึกษาบ้านเรียนกับวิธีการศึกษาในระบบโรงเรียน เมื่อมีการร้องขอให้มีการประเมินผลการเรียนรู้รายชั้นปี หรือ การประเมินผลเพื่อขอจบช่วงชั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ฯยังคงใช้กระบวนทัศน์ที่ทำงานกับนักเรียนในระบบโรงเรียนมาเป็นเกณฑ์ใช้ตัดสินเด็กบ้านเรียน ครอบครัวส่วนใหญ่วิเคราะห์ว่า แนวทางการประเมินผลเพื่อรับรองคุณภาพผู้เรียนและกระบวนการจัดการเรียนรู้ของครอบครัวโดยเขตพื้นที่ฯ ไม่เป็นไปตามสภาพจริง ยังไม่เหมาะสม และไม่มีประสิทธิภาพ เพราะไม่อาศัยข้อมูลที่สามารถสะท้อนผลการเรียนรู้ ประสบการณ์ ความสำเร็จของผู้เรียนได้อย่างถูกต้อง ไม่น่าเชื่อถือ และไม่เป็นที่ยอมรับ

ปัญหาในการวัดผลประเมินผล ที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจไม่ตรงกัน มีดังนี้

o ตามแนวปฏิบัติงานสำหรับเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่ฯ ผู้ประเมินผลของสำนักงานเขตฯ จะต้องเป็นผู้วัดผลและประเมินผลโดยการวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้และแปรผลการเรียนเป็น ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้ถูกต้องกับผลการเรียนรู้ที่เป็นจริงให้กับครอบครัว แต่ในทางปฏิบัติ ท่านไม่ประสงค์จะเสียเวลาในการร่วมวัดและประเมินผลตามสภาพจริง ปัจจุบัน เมื่อให้ครอบครัวดำเนินการประเมินผลให้ แต่เจ้าหน้าที่ฯก็ยังไม่เชื่อถือและไม่ไว้วางใจในผลการประเมินของครอบครัว ซึ่งแสดงถึงการทำงานแยกส่วนกับครอบครัวไม่ประสงค์ที่จะทำงานร่วมกับครอบครัว ทั้งส่วนใหญ่ยังต้องการใช้วิธีการลัดๆ สั้นๆ ในการประเมินผลด้วยการให้เด็กบ้านเรียนทำข้อสอบ ซึ่งครอบครัวมีความเห็นว่าการประเมินผลการเรียนรู้ด้วยการทำข้อสอบ ไม่สอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ตามสภาพจริง สำหรับกระบวนการเรียนรู้ของทุกครอบครัว โดยบางครอบครัวที่จำยอมรับการทำข้อสอบก็เพราะไม่ต้องการมีปัญหากับเขตพื้นที่ฯ หรือเมื่อเขตพื้นที่ฯไม่มีวิธีการประเมินคุณค่าของกระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาศักยภาพรวมที่สอดคล้องตามสภาพจริงแล้ว ครอบครัวก็เพียงต้องการให้การประเมินผลสิ้นสุดและผ่านพ้นไปเท่านั้น

o การไม่ใช้กระบวนการประเมินผลตามสภาพจริงที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ไม่มีความยืดหยุ่น ไม่สอดคล้องกับความต้องการและศักยภาพผู้เรียน ไม่ใช้ข้อมูลจากวิธีการและแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากหลักฐานร่องรอย หรือจากผลการปฏิบัติจริงที่เกิดขึ้น จากรายงานผลการประเมินตนเองของครอบครัว แฟ้มสะสมผลงานของผู้เรียน การสังเกตพฤติกรรม การสัมภาษณ์ผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้อง การให้ผู้เรียนสาธิต นำเสนอหรือปฏิบัติเพิ่มเติม เป็นต้น เป็นผลทำให้ครอบครัวและผู้เรียนต้องเสียเวลาซ้ำซ้อนในการเตรียมการวัดผลประเมินผลด้วยวิธีการที่เจ้าหน้าที่เขตฯเสนอ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นความต้องการใช้วิธีการที่ไม่กำหนดให้มีการพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมสอดคล้องไปกับการเรียนรู้ของผู้เรียน

o การประเมินผลรายปีของเขตพื้นที่ฯ ที่นำมาใช้กับผู้เรียนที่มีความยืดหยุ่นในวิธีการเรียนรู้ตามแผนการจัดการศึกษาของครอบครัว โดยใช้ตัวชี้วัดรายชั้นปีทุกตัวอย่างตึงตัวตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นการดำเนินการจำกัดเสรีภาพในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จริงต่อชีวิตและสอดคล้องกับศักยภาพ และจำกัดการสร้างสรรค์ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ให้ผลพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางได้อย่างอิสระ และไม่เกิดความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนรู้ได้จริง โดยเฉพาะกับผู้เรียนที่ต้องการพัฒนาทักษะพิเศษเฉพาะทางให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามศักยภาพ หรือ เด็กพิเศษ หรือเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้อื่นๆ

o การอนุมัติผลการศึกษาให้ผู้เรียนจบช่วงชั้นส่วนใหญ่ ไม่ได้พิจารณาจากการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการศึกษาของครอบครัว แต่ไปใช้มาตรฐานของการศึกษาในระบบโรงเรียนที่ครอบครัวโดยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยมาใช้เป็นเกณฑ์การพิจารณา

o แนวปฏิบัติของการประเมินผลและการออกหลักฐานการศึกษาให้กับผู้เรียนโดยครอบครัวด้วยวิธีการแปรผลกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นผลการเรียนรู้ตาม ๘ กลุ่มสาระ ไม่สอดคล้องกับกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และไม่สามารถแสดงศักยภาพของผู้เรียนได้ตามผลการเรียนรู้ที่เป็นจริง

o ในปัจจุบัน มีครอบครัวที่สามารถดำเนินการแปรผลการเรียนรู้ตาม ๘ กลุ่มสาระได้ตามที่แนวปฏิบัติกำหนดไว้ และเป็นที่ถูกใจของสำนักงานเขตฯ แต่สพฐ. ไม่ควรใช้กรณีดังกล่าวเป็นเกณฑ์มาตรฐานการยอมรับ หรือนำมาเป็นต้นแบบของการทำงานร่วมกันได้ระหว่างครอบครัวและเขตพื้นที่ เพราะจะไม่สามารถทำให้เกิดความหลากหลายในรูปแบบและกระบวนการปฏิบัติงานที่สอดคล้องตามสภาพจริงของครอบครัวอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะการเกิดนวัตกรรมในกระบวนการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลเรียนรู้ตามสภาพจริง ฯลฯ เป็นต้น

ข้อเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จาก สมาคมบ้านเรียนไทย

ระยะเร่งด่วน

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานควรเร่งแก้ไขอุปสรรคปัญหาต่างๆ ของครอบครัวบ้านเรียนให้ทันต่อปีการศึกษา ๒๕๕๔ โดยใช้มาตรการเฉพาะกิจ ช่วยเหลือแก้ไขอุปสรรคปัญหาร่วมกับภาคีเครือข่ายให้เป็นมาตรการเร่งด่วนตามกรณี ดังนี้

- แก้ไขปัญหาให้กับครอบครัวตามกรณีเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ในการศึกษาต่อของผู้เรียนในปีการศึกษา ๒๕๕๔

- ทำความร่วมมือกับกรมรักษาดินแดน กระทรวงกลาโหม เพื่อรักษาสิทธิในการเรียนร.ด. ให้กับเด็กบ้านเรียนที่กำลังศึกษาระดับมัธยมปลายในปีการศึกษา ๒๕๕๔

- สพฐ.ควรตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเป็นคณะกรรมการแก้ไขอุปสรรคปัญหา ณ สภาพปัจจุบัน กำหนดภารกิจงานสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย โดยมีตัวแทนจาก สพท.(ที่มีความเข้าใจกระบวนการดำเนินงานร่วมกับครอบครัวบ้านเรียนได้เป็นอย่างดี)/สถานศึกษาเครือข่าย/องค์กรภาคีเครือข่าย เข้าร่วมทำงานเป็นคณะกรรมการการศึกษาโดยครอบครัวระดับภูมิภาคเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆระดับเขตพื้นที่และช่วยเหลือให้ สพท. สามารถดำเนินการร่วมกับครอบครัวในการรับจดทะเบียนปีการศึกษา ๒๕๕๔ สนับสนุนส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ และวัดผลประเมินผลปีการศึกษา ๒๕๕๓ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพและบริบทของการจัดการศึกษาบ้านเรียน

- ปฏิรูปกระบวนทัศน์และวิธีการทำงานของเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่การศึกษา ให้สามารถส่งเสริมสนับสนุนครอบครัวพัฒนาสิทธิของจัดการศึกษาได้อย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญสอดคล้องกับเกณฑ์การปรับใช้หลักสูตรแกนกลางให้เหมาะสมกับสภาพและบริบทของการจัดการศึกษาโดยครอบครัวซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

- ดำเนินมาตรการเฉพาะกิจ เพื่อปรับบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่การศึกษาที่ไม่สามารถทำงานตามบริบทของการจัดการศึกษาโดยครอบครัวด้วยการใช้อำนาจหน้าที่ในการกำหนดวิธีการดำเนินการจัดการศึกษาของครอบครัวในรูปแบบที่ไม่ถูกต้อง ให้สามารถทำงานได้ถูกต้องตามแนวปฏิบัติ สอดคล้องกับนโยบายการศึกษาของรัฐและการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองของประเทศ หากไม่สามารถดำเนินการได้เร็ว ก็ควรจัดสรรการทำงานในรูปแบบใหม่เช่น อนุญาตให้เจ้าหน้าที่เขตพื้นที่ที่มีความเข้าใจเรื่องการจัดการศึกษาบ้านเรียนเท่านั้นที่รับผิดชอบงานการจัดการศึกษาบ้านเรียนระดับเขตพื้นที่ฯได้ เพื่อยุติบทบาทการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างไม่ถูกต้องดังกล่าว

มาตรการเร่งด่วนนี้ เป็นข้อเสนอที่จะแสดงว่า สพฐ.มีความตั้งใจในการร่วมแก้ไขอุปสรรคปัญหาให้กับการจัดการศึกษาบ้านเรียนจริงจัง และจะสามารถช่วยลดแรงกดดันขององค์กรเครือข่ายการศึกษาภาคประชาชนในการขับเคลื่อนเรียกร้องสิทธิในการจัดการศึกษาตามกฎหมายที่สูญเสียมานานให้สมบูรณ์

มาตรการที่ควรดำเนินการแก้ไขปรับปรุงและพัฒนา

๑) ส่งเสริมสนับสนุน และพัฒนาสิทธิของการจัดการศึกษาโดยครอบครัวให้สามารถจัดการศึกษาได้ตามสภาพจริงที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ทั้ง ๓ ระบบ คือ ในระบบ นอกระบบ และ ตามอัธยาศัย และเพื่อเป็นการให้สิทธิประโยชน์สำหรับผู้เรียนทุกระบบ ทุกรูปแบบ อย่างทั่วถึงโดยเฉพาะเป็นการแก้ปัญหาเด็กบ้านเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาภาพรวมของประเทศ

สพฐ. ควรกำหนดแนวปฏิบัติการรับจดทะเบียน ให้ครอบคลุมสิทธิครอบครัวในการเลือกจัดการศึกษาได้ทั้ง ๓ รูปแบบ หลากหลายวิธี ซึ่งสามารถกำหนดแนวปฏิบัติเพิ่มเติมในการรับจดทะเบียนให้กับครอบครัว/ภาคีเครือข่าย ซึ่งดำเนินการจัดการศึกษาโดยครอบครัวที่เกิดขึ้นตามสภาพจริงในปัจจุบัน

โดยการแก้ปัญหาด้วยระบบการจดทะเบียนให้ครอบคลุมนี้ เป็นการจัดการให้มีสถานศึกษา/หน่วยงานต้นสังกัดดูแลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับสภาพ บริบท ความต้องการและศักยภาพของผู้เรียน ส่งเสริมสนับสนุนในการให้สิทธิประโยชน์แก่ครอบครัวและผู้เรียน เช่น การได้รับเงินอุดหนุนของรัฐ บิดามารดาได้รับการยกเว้นภาษีได้รับการประเมินผลเพื่อเทียบระดับการศึกษา และสิทธิประโยชน์อื่นๆ ในฐานะที่เป็นเด็กไทย เช่นเดียวกัน ดังนี้

.๑ การจัดการศึกษาบ้านเรียนในระบบโรงเรียน อนุญาตการจดทะเบียนในรูปแบบการจัดการศึกษาบ้านเรียนให้กับโรงเรียนเครือข่าย/สถานศึกษา ในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาฯ ที่ร่วมดูแลการจัดการศึกษาบ้านเรียนครบกระบวนการตั้งแต่การลงทะเบียน การติดตามจัดการเรียนรู้ตามแผนการศึกษาของครอบครัว และการวัดผลประเมินผลร่วมกับครอบครัว เพื่อให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ส่งถึงผู้เรียนโดยตรง เช่น การรับจดทะเบียนจัดการศึกษาโดยครอบครัวให้กับโรงเรียนหมู่บ้านเด็กที่ปัจจุบันไม่ได้ขอรับเงินอุดหนุนสำหรับการดูแลนักเรียนจากการศึกษาโดยครอบครัวจากภาครัฐ

.๒ การจัดการศึกษาบ้านเรียนร่วมกับการศึกษานอกระบบโรงเรียน การจัดการศึกษาโดยครอบครัวที่จดทะเบียนกับเขตพื้นที่การศึกษา สามารถวางแผนการจัดการศึกษาร่วมกับหน่วยงานการศึกษานอกระบบ โดยลงทะเบียนเรียนกับศูนย์กศน. ในสังกัดเขตพื้นที่ฯ หรือตามที่ผู้เรียนสะดวก โดยสามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ที่

เกิดเป็นข้อมูลความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ จากการจัดการศึกษาโดยครอบครัวมาใช้ในการเรียนของหลักสูตร กศน. และสามารถนำผลการศึกษาของหลักสูตร กศน. มาใช้ร่วมกับผลการเรียนรู้อื่นๆ ที่จัดโดยครอบครัว เพื่อไม่ให้เกิดการเรียนที่ซ้ำซ้อน ในกรณีเช่นนี้หน่วยงาน กศน.สามารถช่วยเหลือผู้ปกครองในการพัฒนาสาระการเรียนรู้และประเมินผลที่ผู้จัดการศึกษาไม่มีความถนัด และช่วยเหลือแบ่งเบาภาระงานจากฝ่ายนิเทศของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้

.๓ การจัดการศึกษาบ้านเรียนตามอัธยาศัย ในปัจจุบัน มีครอบครัวที่ใช้สิทธิจัดการศึกษาตามอัธยาศัยโดยการจัดการศึกษาบ้านเรียนอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้เรียนกลายเป็นเด็กที่หลุดออกจากระบบ ไม่มีชื่อในระบบการศึกษาภาพรวม และไม่ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากภาครัฐ ซึ่งเกิดขึ้นจากกรณีต่อไปนี้

๑.๓.๑ ครอบครัวที่ได้รับความไม่เป็นธรรมในการยื่นขออนุญาตจดทะเบียนกับสำนักงานเขตฯ หรือพบว่าการทำงานของหน่วยงานภาครัฐไม่ได้ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยครอบครัวอันเป็นผลจากกระบวนทัศน์ที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งปัจจุบัน มีผู้เรียนในทุกระดับการศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาควรสำรวจรับแจ้งจดทะบียน และดำเนินการเทียบโอนเพื่อรับรองวุฒิการศึกษาให้กับผู้เรียน ตามระเบียบการเทียบโอน โดยให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้เรียนตามกำหนดในกฎกระทรวง

๑.๓.๒ เด็กบ้านเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับแล้ว ต้องการศึกษาด้วยตนเองตามอัธยาศัยในระดับมัธยมปลายของการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถแจ้งจดทะเบียนกับเขตพื้นที่การศึกษา และยอมรับการติดตามและประเมินผลการเรียนรู้ตามอัธยาศัยรายปีจากเขตพื้นที่การศึกษา โดยมีสิทธิขอรับสิทธิประโยชน์ได้ภายในเวลา ๓ ปี และขอรับการประเมินผลการศึกษาระดับมัธยมปลายด้วยการเทียบโอนผลการเรียนจากข้อมูลความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จากการทำกิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมเพื่อสังคม หรือจากการทำงาน เพื่อขอรับรองวุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลาย จากสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ตามระเบียบการเทียบโอนฯ

๑.๓.๓ ครอบครัวที่ใช้หลักสูตรการศึกษาต่างประเทศ ไม่ได้รับอนุญาตในการขอจดทะเบียน เนื่องจากมาตรฐานการดำเนินการสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาไม่ชัดเจน ในหลักการปฏิบัติที่ทำได้จริงนั้น เขตพื้นที่การศึกษาฯ สามารถรับจดทะเบียนอนุญาตให้จัดการศึกษาบ้านเรียนได้ และร่วมส่งเสริมสนับสนุนให้ครอบครัวเข้าใจหลักการเชื่อมโยงผลการเรียนรู้จากหลักสูตรต่างประเทศ และสภาพการณ์ของการเรียนรู้ในวิถีชีวิตครอบครัวบนพื้นฐานของสังคมไทย เข้าสู่มาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางตามเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดได้

๑.๓.๔ หากภาครัฐร่วมกับเขตพื้นที่การศึกษา สามารถดำเนินการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาบ้านเรียนได้อย่างมีความสอดคล้องกับสิทธิในการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา จะมีกลุ่มครอบครัวบ้านเรียนในอีกหลากหลายรูปแบบยินดีเดินกลับเข้ามารับสิทธิประโยชน์ในการเป็นพลเมืองของประเทศตามกฎหมาย และจะทำให้ผู้เรียนกลับเข้ามาอยู่ในระบบการศึกษาภาพรวมของรัฐอีกมากมาย

กรณีปัญหาทั้งหมด ในข้อ ๑) นี้ สพฐ. สามารถกำหนดการดำเนินงานของ สพท. ให้มีมาตรฐานการรับจดทะเบียนให้ครอบคลุมสิทธิเสรีภาพในการเลือกการศึกษาของประชาชนอย่างมีเอกภาพในนโยบายการศึกษาและหลากหลายในวิธีปฏิบัติงานที่ถูกต้องสอดคล้องตามนโยบายการพัฒนาการศึกษาของรัฐที่มีเป้าหมายสนับสนุนให้ประชาชนเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เรียนได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา เพื่อให้โอกาสเด็กเหล่านี้ได้รับสิทธิพัฒนาการศึกษาที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษาชาติ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฯ และสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลาง และยังอยู่ในความดูแลสนับสนุนส่งเสริมจากภาครัฐอย่างถูกหลักนโยบาย

หาก สพท.ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเข้าใจ สพท.ควรต้องให้สิทธิแก่ภาคีเครือข่ายในการรับจดทะเบียนกับกลุ่มครอบครัวที่ต้องการพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับแนวคิด วิถีชีวิต ปรัชญาของครอบครัว ตามสิทธิอย่างสมบูรณ์ รวมทั้งผู้เรียนระดับมัธยมปลายที่ประสงค์เรียนรู้ด้วยตนเองตามอัธยาศัย โดยให้ภาคีเครือข่ายรับผิดชอบติดตามและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนร่วมกับ สพท. เช่นเดียวกับการจัดการศึกษาโดยครอบครัวทั่วไป

๒) สพฐ.ควรกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อส่งเสริมมาตรการในการพัฒนาสิทธิการจัดการศึกษาโดยครอบครัวทุกรูปแบบในสังคมไทยให้สมบูรณ์ โดยจัดโครงสร้างและมีแผนดำเนินการทำงานให้มีหน่วยงานกลางกำกับ ดูแล สนับสนุนและส่งเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่การศึกษาในความรับผิดชอบการศึกษาโดยครอบครัวให้เกิดประสิทธิภาพ ดังนี้

๒.๑ กำหนดแนวปฏิบัติ เพื่อสร้างกลไกการทำงานด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ร่วมกับภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานสนับสนุนส่งเสริมการจัดการศึกษา โดยจัดตั้งองค์คณะบุคคลจากองค์กรภาคีเครือข่าย(ผู้เชี่ยวชาญ/ผู้ทรงคุณวุฒิ) ร่วมเป็นคณะกรรมการการศึกษาทางเลือกระดับเขตพื้นที่ เพื่อการพิจารณาแก้ไขปัญหาของการใช้สิทธิจัดการศึกษาโดยครอบครัวในแนวปฏิบัติที่ถูกต้องได้ทุกขั้นตอน หรือจัดตั้งเป็นศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยครอบครัวระดับภูมิภาค เพื่อปรับความขัดแย้งให้เป็นการสร้างความร่วมมือในการพัฒนางานการจัดการศึกษาบ้านเรียนอย่างเป็นระบบ สร้างกลไกการอุทธรณ์กรณีเกิดปัญหาที่ยุติธรรมและรวดเร็ว

๒.๒ ปฏิบัติงานสนับสนุนสิทธิประโยชน์ เช่น สิทธิในการได้รับเงินอุดหนุนของผู้เรียนในการศึกษาบ้านเรียนทุกระบบ สิทธิในการเรียน ร.ด. สิทธิในการสมัครเรียนต่อระดับอุดมศึกษา สิทธิในการขอรับการเทียบโอน การประกาศเกียรติคุณ สิทธิการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางการศึกษาภาพรวมของรัฐ เช่นการส่งเสริมกิจกรรมทางวิชาการ การกีฬา กิจกรรมพิเศษเพื่อพัฒนาเยาวชนในภาคสังคม ฯลฯ

๒.๓ เป็นหน่วยงานพัฒนางานและแก้ปัญหาระยะยาวที่ควรมีการวางแผนดำเนินการพัฒนาระบบงานประจำปี

๒.๔ จัดสรรงบประมาณประจำปี สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของการจัดการศึกษาโดยครอบครัว และการศึกษาตามมาตรา ๑๒(๓) สนับสนุนให้เขตพื้นที่การศึกษาสามารถทำงานร่วมกับครอบครัว/ภาคีเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ คล่องตัว สนับสนุนงานวิจัยสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษาโดยครอบครัวให้ปรากฏต่อสังคม ฯลฯ

โดยเฉพาะการสนับสนุนงบประมาณให้กับเขตพื้นที่การศึกษาในการติดตาม ดูแล สนับสนุนและ

ส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยครอบครัว

๓) กระทรวงศึกษาธิการควรดำเนินงานสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาโดยครอบครัวให้ปรากฏเป็นที่ยอมรับของสังคมไทย

๓.๑ ร่วมประชาสัมพันธ์สร้างเข้าใจที่ถูกต้องต่อสิทธิในการจัดการศึกษาโดยครอบครัวให้ประชาชนโดยทั่วไปในสังคมไทยตลอดถึงสถาบันการศึกษาและบุคลากรทางการศึกษามีความรู้ความเข้าใจถึงบริบทของการจัดการศึกษาโดยครอบครัว เข้าใจสิทธิพ่อแม่ในการมีส่วนร่วมกับรัฐในการจัดการศึกษาโดยครอบครัวได้ รวมทั้งภาครัฐควรส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้/ร่วมสร้างสรรค์การจัดการศึกษาโดยครอบครัวให้มีส่วนร่วมในการศึกษาภาพรวมของสังคม และพัฒนาฐานข้อมูลทางเว็บไซต์ดังนี้

- พัฒนาเว็บไซต์ของ สพฐ. และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้มีหัวข้อเรื่องการศึกษาโดยครอบครัว หรือการศึกษาตามาตรา ๑๒(๓) อยู่ในแผนผังการปฏิบัติงานของสำนักงานฯ

- พัฒนาฐานข้อมูลจำนวนผู้เรียนจากการศึกษาโดยครอบครัว และ การศึกษาตามมาตรา ๑๒(๓) เข้าในระบบข้อมูลจำนวนผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

- พัฒนาระบบการประชาสัมพันธ์อื่นๆ ที่ผู้จัดการศึกษาและผู้เรียนควรได้รับสิทธิประโยชน์ให้ชัดเจน

๓.๒ ควรกำหนดหลักเกณฑ์และจัดการศึกษาโดยครอบครัวทุกรูปแบบ เข้าสู่การพัฒนาระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระบบ ยกตัวอย่าง คือ

• ตั้งรหัสการศึกษาสำหรับกลุ่มการศึกษาบ้านเรียน/การศึกษาตามมาตรา ๑๒(๓) เพื่อขยายโอกาสในการสมัครเข้าร่วมกิจกรรมภาคการศึกษาของสังคม เช่น การสมัครสอบ O-Net การสมัครสอบเรียนต่อระดับอุดมศึกษา การสมัครเข้าร่วมกิจกรรมค่ายต่างๆ ฯลฯ

• กำหนดหลักเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติในการเปิดช่องการเทียบโอนความรู้ ทักษะและประสบการณ์ ให้กับผู้เรียนที่ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองตามอัธยาศัยในระดับต่างๆ เพื่อขยายโอกาสในการสอบเทียบระดับหรือเทียบโอนผลการเรียน เพื่อนำเอกสารรับรองวุฒิการศึกษาไปใช้ในการสมัครศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น

• และเรื่องที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เป็นต้น

๔) หากยังเกิดมีปัญหาจากการที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับสภาพและบริบทของการจัดการศึกษาโดยครอบครัวได้ สพฐ. ควรสนับสนุนให้มีการแก้ไขกฎกระทรวง สำหรับการจัดการศึกษาโดยครอบครัว โดยกฎกระทรวงควรต้องระบุให้ครอบครัวสามารถจดทะเบียนกับองค์กรเครือข่ายหรือสถานศึกษา ตามร่างกฎกระทรวงฯ ที่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖ เพื่อเป็นการการลดอำนาจการทำงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐในทางมิชอบต่อการจัดการศึกษาภาคประชาชน ขยายสิทธิในการจัดการศึกษาอย่างถูกต้องตามนโยบายของรัฐ และระบุให้มีระเบียบในการให้สิทธิประโยชน์โดยภาครัฐแก่ผู้เรียนจากการจัดการศึกษาโดยครอบครัวทุกรูปแบบเช่นเดียวกับการจดทะเบียนกับเขตพื้นที่การศึกษา

๕) หาก สพฐ. ไม่สามารถสร้างกระบวนการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รัฐควรสนับสนุนให้มีพระราชบัญญัติการศึกษาทางเลือกเพื่อรับรองสิทธิและกำหนดกระบวนการการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาจากทุกภาคส่วนตามมาตรา ๑๒ (๓) ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฯ ให้ทุกภาคส่วนสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จาก สมาคมบ้านเรียนไทย ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๔

ขอบคุณข้อมูลจาก https://sites.google.com/site/chatreesamran/-doc-8

Post by: แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการศึกษาโดยครอบครัว วันที่ 4-5 สิงหาคม 2555 ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต

Posted on 25/09/2012. Filed under: 04. วารสาร/บทความ | ป้ายกำกับ:, , , , |


โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการศึกษาโดยครอบครัว

วันที่  ๔-๕ สิงหาคม ๒๕๕๕

.ห้องประชุม ๑ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต

 

รายชื่อผู้เข้าร่วม

๑.นายประสิทธิ์    สนิท    รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต

๒.ด.ช.คณพศ     ไชยมณีกร            ผู้เรียนการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๓.นางภควรรณ   ไชยมณีกร           ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๔.นางกชทัด        สำราญชัยกร      ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๕.นพ.ศุภกฤต      สำราญชัยกร      ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๖.ด.ช.ปองภพ     สำราญชัยกร       ผู้เรียนการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๗.นางสุมาลี        ยอดระบำ            ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๘.ด.ญ.อาปา       บากาสะ               ผู้เรียนการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๙.นางฑิตา           ยศโสภณ              ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียนนำทาง จ. กระบี่

๑๐.นายอรรณพ   ยศโสภณ             ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียนนำทาง จ. กระบี่

๑๑.ด.ญ.นำทาง   ยศโสภณ              ผู้เรียนการศึกษาแบบบ้านเรียนนำทาง จ. กระบี่

๑๒.นายภิญโญ    ทองภิญโญชัย   ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๑๓.นางอำไพ      ทองภิญโญชัย    ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๑๔.น.ส.ภารณี    ดีเจริญกุล             ผู้สนใจ

๑๕.ด.ญ.อาภา    ทองภิญโญชัย    ผู้เรียนการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๑๖.ด.ญ.อนัญดา  สอาดพงษ์          พี่สาวผู้เรียน

๑๗.ด.ช.เดชานันท์  สอาดพงษ์      ผู้เรียนการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๑๘.นายวรวิทย์      สะอาดพงษ์      ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๑๙.น.ส.จิราพัชร    จันทร์แก้ว        ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๒๐.ด.ช.ภคิน  ชุติพาณิชย์               ผู้สนใจ

๒๑.ด.ช.ชุติพนธ์   ชุติพาณิชย์          ผู้สนใจ

๒๒.นพ.คณิศร     ไชยมณีกร          ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๒๓.นายกนกชัย   ชุติพาณิชย์         ผู้สนใจ

๒๔.นายธรรศ       บุญสิริ                ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๒๕.นางอุทัยรัตน์   บุญสิริ              ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๒๖.ด.ญ.พิชญาภา  บุญสิริ              ผู้เรียนการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๒๗.ด.ญ.สุชญา      เหี้ยมหาญ           ผู้เรียนการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๒๘.นายสมคิด       เหี้ยมหาญ         ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๒๙.นางมยุรีย์        เหี้ยมหาญ         ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๓๐.นพ.จิรสิทธิ์      ถาวรบุตร          ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๓๑.นางณฤดี        ถาวรบุตร          ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๓๒.ด.ญ.อิรวดี      ถาวรบุตร          ผู้เรียนการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๓๓.นายอนุชา      เป็นมิตร             ผู้สนใจ

๓๔.นายอาสน์      ปิยวรรณ            ผู้สนใจ (อดีตผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต)

๓๕.นางบุญศิริ      จันทรกรานต์      ผู้สนใจ

๓๖.ด.ช.ฐปกร      จันทรกรานต์       ผู้สนใจ

๓๗.นายญาณวรุตม์    จันทรกรานต์     ผู้สนใจ

๓๘.นางปาณรุจา       ลิ้มนันทพิสิฐ      ผู้จัดการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๓๙.ด.ช.ณรุจ          ลิ้มนันทพิสิฐ         ผู้เรียนการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

๔๐.ด.ญ.ศุจิรดา      ลิ้มนันทพิสิฐ         ผู้เรียนการศึกษาแบบบ้านเรียน จ. ภูเก็ต

 

เวลา ๐๙.๐๐ น. พิธีเปิด  โดย นายประสิทธิ์ สนิท   รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ฯภูเก็ต

ได้กล่าวโดยสรุปว่า เราเดินมาถูกทางแล้ว เพราะรัฐได้ขยายการจัดการศึกษาจากการศึกษาภาคบังคับ ๖ ปี เป็น ๑๐ ปี และ ๑๒ ปี  ผ่านรูปแบบการจัดการศึกษาต่างๆ เช่น การจัดการศึกษาโดยครอบครัว,การศึกษาตามอัธยาศัย และการจัดการศึกษาแบบเปิดกว้าง ซึ่งคนที่มีอายุมากก็สามารถเรียนรู้ได้ เป็น สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

และสำหรับการจัดการศึกษาโดยครอบครัวที่ผู้ปกครองซึ่งเข้าใจลูกมากกว่าครูที่โรงเรียน  มีความห่วงหาอาทรในลูกของตน ได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ช่วยเหลือกัน ร่วมไม้ร่วมมือกัน ผลที่เกิดขึ้นจึง ทำให้เกิดการขยายตัว คนที่สนใจในการจัดการศึกษาแบบนี้มากขึ้น  นอกจากนั้นองค์ความรู้ของเด็กที่เรียนจากครอบครัวก็มีคุณภาพมากกว่าในระบบ มีโอกาสมากกว่าในระบบ

ในช่วงแรก อาจดูเหมือนว่ารัฐเอากฎระเบียบมาจับอย่างตายตัว หากต่อมารัฐก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นการช่วย สนับสนุน เพื่อให้สามารถเดินเข้าสู่ระบบได้ไม่ยาก ผ่านการกำหนดมาตรฐานการชี้วัดร่วมกัน จึงเป็นโอกาสดีที่มีคนที่สนใจเรื่องนี้ใน จ.ภูเก็ตเพิ่มขึ้น ซึ่งต่อไปอาจทำให้ จ.ภูเก็ตมีชื่อเสียงในเรื่องดังกล่าวก็ได้

เวลา ๐๙.๓๕ น.

เริ่มด้วยการปรับคลื่นหรือภาวะของผู้เข้าร่วม เพื่อให้เกิดการผ่อนคลายและพร้อมเข้าสู่บรรยากาศของการเรียนรู้ร่วมกัน

การทำความรู้จัก (check in) โดยการแนะนำตัว ชื่อ ที่อยู่ และบอกเล่าถึงความรู้สึกที่มี

เช่นมีความสงบ,ยังไม่มีความรู้สึกอะไร,ดีใจ,ดีใจที่ได้มา,สบายๆ,ดีใจที่ได้พบกับคนอื่นๆในกลุ่ม,ดีใจที่มีคนคิดเหมือนเรา,ผ่อนคลาย สบายๆ,ดีใจ พอมีโอกาสมาเจอกันก็ดี,บางคนไม่ได้ทำบ้านเรียนแต่สนใจอยากมารับรู้

จากนั้น คุณสาทร ชวนให้ผู้เข้าร่วมได้เล่าถึงภาพกว้างของการจัดบ้านเรียนแต่ละคน/ครอบครัว โดยใช้คำว่าแบบโลกๆ คือ ภาพโดยทั่วๆไปที่ทำให้เราอยากจัดบ้านเรียน ( ซึ่งในช่วงบ่ายจะลงลึกมากขึ้น) โดยเริ่มจากลูกชายของตนเองก่อน

โดยได้เล่าให้ฟังว่าทำบ้านเรียนอยู่ ๘ ปีหลังจากนั้นก็เข้าไปเรียนในระบบ๓ ปีในช่วงม.ปลาย พอมาตอนนี้ อยู่ปีสามในมหาวิทยาลัย เขาก็ไม่อยากจะเรียนแล้ว เขารู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งอาจเป็นเรื่องปกติของคนวัยหนุ่มสาวที่กว่าจะได้ค้นพบตัวเองว่าต้องการอะไร ก็อาจจะต้องการเวลาสักช่วงหนึ่ง ในช่วงนี้เขาก็หวนกลับมาหาเรื่องราวที่เขาถนัด คือ เรื่องศิลปะ ก่อนหน้านี้เขาไปลงลึกในภาษาอังกฤษ เราก็เปิดโอกาสให้เขาได้ค้นหาผ่านผู้คน ครูบาอาจารย์ เพื่อนๆของพ่อแม่บ้าง รวมไปถึงเวทีที่เขาสนใจเรียนรู้หรือค้นหาด้วยตนเองบ้าง ตอนนี้เขาก็ไปร่วมเวทีอบรมศิลปะที่เชียงใหม่ ไปเป็นเดือนเลย

คุณหมอศุภกฤต ตอนนี้มาเป็นครอบครัวใหม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้จัดให้ลูกสาวไป ซึ่งก็เข้าๆออกๆ เหตุผลแรกที่ทำบ้านเรียน คือ  เรื่องสุขภาพของลูกสาวคนรอง และต้องให้ลูกสาวคนโตออกโรงเรียนมาเป็นเพื่อนน้อง และก็พบว่าการทำบ้านเรียนมันก็ดี แต่ก็ไม่ใช่จะดีไปหมด เพราะมันก็ไม่มีอะไรที่ดีหมด เช่นที่ท่าน ผ.อ.บอกไว้

ลูกสาวคนโตหลังจากที่ทำบ้านเรียนมาระยะหนึ่งเขาก็อยากกลับเข้าไปเรียนในโรงเรียน และเมื่อเรียนไปสักระยะหนึ่ง ก็พบว่าระบบไม่เปิดโอกาสให้เขาได้มีเวลาทำในสิ่งที่เขาอยากค้นพบ  เขาก็ออกมาเรียนบ้านเรียนอีก ดังนั้นอาจมีการเปลี่ยนไปมาอยู่ช่วงหนึ่งสำหรับพี่สาวคนโต ขณะที่น้องสาวจะไม่กลับเข้าไปบ้านเรียนอีกเลย  สำหรับน้องภพ ถามว่าวางแผนอะไรไว้ ก็ไม่วางแผน เพราะถ้าวางแผนก็อาจต้องเปลี่ยนแผนอีก

คุณนา ส่วนใหญ่ที่ได้จากการทำบ้านเรียน คือ ความใกล้ชิด นอกนั้นก็จะปล่อยให้มันเป็นไป

คุณฑิตา ทำบ้านเรียน แต่ยังไม่ได้วางอะไรไว้มาก

น้องนำทาง เรียนที่บ้าน เพราะไปโรงเรียนไม่สนุก รู้แล้วเพราะเคยไปมาแล้ว ที่บ้านเรียนปลูกต้นไม้ เขียนหนังสือ ป๊าสอนปลูกต้นไม้ แม่สอนเขียนหนังสือ ทำบ้านดิน

คุณฑิตา (แม่น้องนำทาง) จดทะเบียนกับเขตพื้นที่ โดยให้เขตพื้นที่คุยกับลูก อยู่ในระดับอนุบาลไม่ได้สอนอะไรมากมาย ที่บ้านเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมา

คุณเล็ก กำลังศึกษาแนวทางอยู่ มีลูกสองคนเข้าโรงเรียน ลูกขอให้ทำบ้านเรียนให้อยู่แต่คุณแม่ยังไม่พร้อม มาร่วมกิจกรรมกับกลุ่มบ้านเรียนค่อนข้างจะบ่อย เพราะมีเวลา เด็กๆต้องการอิสระ เขาค่อนข้างจะเก็บตัวอยากอยู่กับบ้าน ซึ่งคุณแม่กลัวว่าเขาจะเก็บตัวมากกว่านี้ ลูกเรียนโรงเรียนinter

คุณเอียด ลูกสองคน เป็นคนขอให้แม่จัดให้ ตอนที่เรียน ป.๒ ซึ่งลูกขอตั้งแต่เทอมสอง ซึ่งก็มาติดต่อกับเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่ โดยที่ลูกสาวเป็นคนเขียนใบคำร้องเอง คนโตที่อยู่ ป.๖ ทำได้ปีเดียว ตอนนี้เข้าไปอยู่ ม.๑ โรงเรียนภูเก็ต ซึ่งตอนที่จบ ป.๖ ก็ถามว่า หนูอยากเข้าโรงเรียนหรือเปล่า ถ้าอยากก็ไปก็ลองไปสอบดู

คุณอ้อย ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจ ลูกสาวนั้นเรียนชั้น ป.๒ แล้วกลุ่มเพื่อนๆย้ายโรงเรียนกันทั้งห้อง เลยต้องเอาลูกออกมาด้วย ก็ย้ายตามไป แต่โรงเรียนเหมือนว่ายังไม่ได้รับอนุญาต ก็เลยต้องทำบ้านเรียนให้ ลูกสาวอยู่ ป.๓ ต้องทำเป็นปีแรก เราต้องเรียนว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ต้องเรียนอะไรบ้าง ลูกเราต้องรู้อะไรบ้างสำหรับชั้น ป.๓ ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงการประเมิน รู้สึกมีความสุข รู้สึกดีที่ได้อยู่ในกลุ่มบ้านเรียน

คุณภควรรณ(อ๋อ) รู้สึกว่าเราได้หาสิ่งดีๆให้ลูก เราได้ค้นพบสิ่งเหล่านั้นและได้พบมันก่อน แล้วจึงนำมาทำให้ลูกๆต่อ ธุรกิจบางอย่างของเราก็ต้องหยุดไปเลย เพราะเราต้องแลกให้ได้ทำเรื่องเหล่านี้กับลูก แต่เราก็ได้ความผูกพัน ได้เห็นสิ่งที่ลูกมี ซึ่งแววของลูกนั้นมันจะเกิดขึ้นตลอดเวลาที่เขาพบสิ่งใหม่ๆ มันเหมือนกับว่าเราได้เดินไปพร้อมๆกับลูก เหมือนกับว่าลูกได้เดินนำเราไป ได้เดินไปด้วยกันทั้งครอบครัว ปู่ย่าตายาย ดังนั้นการทำบ้านเรียนมันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเรา หากมันเกิดขึ้นกับคนรอบข้าง กับสังคม ได้ช่วยสังคมไปด้วยกัน

คุณ…….. สนใจ แต่ยังไม่ได้เริ่ม ลูกเข้าโรงเรียนแต่ดูเหมือนไม่ค่อยได้อะไร เพราะเขาไม่ชอบโรงเรียน ลูกอยู่ชั้น ป.๕ ยังไม่ได้เอ่ยให้ลูกหรือพ่อบ้านฟังเลย ยังไม่มีใครรู้จัก

คุณ……….เพิ่งมารับฟัง

คุณ………เพิ่งมารับฟังเหมือนกับพี่คนนี้ มีลูกสาวแต่สนใจ ลูกยังเล็ก(อายุยังเป็นเดือนอยู่เลย)

คุณ……..เราเริ่มจากการวางเป้าหมายชีวิตเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดี ถามว่าชีวิตจะดีไหม เรามองว่าโรงเรียนที่ตอบสนองแนวทางของเรา ที่จะทำให้เกิดความใกล้ชิด ความดี และตอบเป้าหมายของเรา ในตอนแรกคิดว่าบ้านเรียนนั้นเป็นของคนที่มีฐานะ คนมีเงิน แต่พอทำไปก็เห็นว่า พอที่จะทำได้ หากคนหนึ่งทำงาน คนใช้ชีวิตอยู่กับลูก มันตอบสนองชีวิตเรามากกว่า แต่ละคนก็มีทางของตนเอง ได้เพื่อนคือ พี่เอียด ยังไม่รู้สึกทุกข์ มันเป็นสุขมากกว่า ยังไม่ได้จดทะเบียน

คุณ……ลูกสาวตอนนี้อายุสิบสาม ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าบ้านเรียนหรอก ตัวเองมารู้จักบ้านเรียนเมื่อลูกเข้าอนุบาลแล้ว ตอนแรกก็คิดว่ามันไกลเกินไป พอได้เข้าไปในระบบแล้วได้เห็นทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี ตอนแรกกฎหมายก็มีรายละเอียดมากมายที่เรายังไม่สามารถจะรับมันได้ ใช้วิธีฝากชื่อที่โรงเรียน แต่ก็หาทางไปเรื่อยๆ จนมีเจ้าหน้าที่ที่ กทม.ฯ แจ้งว่า ตอนนี้กฏหมายเขาแก้แล้ว พอย้ายมาภูเก็ต ก็คิดว่าจะทำเต็มแบบ

ที่ทำเพราะคิดว่า ลูกคือความรับผิดชอบของเรา ที่ไม่ควรไปโทษใคร ลูกเราอยู่กับเราเราสามารถพัฒนาทั้งความรู้ คุณธรรม ธรรมภายในตัวของลูกเราได้ ทั้งบ้านเรียนนั้นทำให้เด็กแต่ละคนได้พัฒนาศักยภาพ ความสามารถของตนออกมาได้ดีกว่าเมื่อยู่ในโรงเรียน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในโรงเรียนไม่ได้

คุณตุ๊ก……..พอดีตื่นเต้นนิดหนึ่งได้พูดต่อหน้าหลายๆคน จริงๆแล้วเงินนั้นไม่มีส่วนเลยในการจัดการศึกษา เพราะเคยไปเจอลูกของคนขายผลไม้แล้วมีความสามารถมาก อยากจะบอกว่า เงินไม่ใช่ปัจจัยในการพัฒนาความสามารถของลูก นอกจากความตั้งใจของเรามากกว่าว่าเราอยากจะทำอะไรให้กับลูก ไปพบ อ.อุษณีย์ มศว. ว่าเราอยากทำอะไรให้กับลูกบ้าง ก็เลยกลับมาคิดว่า เราจะทำอะไรได้ เมื่อเคยถามว่าการศึกษาของพ่อแม่จะต้องอยู่ในระดับไหนจึงจะสามารถทำบ้านเรียนได้ แต่เมื่อพบครอบครัวนี้ก็ได้คำตอบว่า ไม่จำเป็นเลยทั้งเงินและการศึกษาของพ่อแม่ ไม่มีเงินก็พาลุกไปห้องสมุด หรือไปเล่นเกมส์ที่พ่อแม่จำมาเล่นกับลูก ลูกมีความสามารถด้านกีฬาเพราะบ้านอยู่กลางทุ่งนา ศิลปะก็ไม่มีอุปกรณ์เลย มีเพียงกระดาษ ซึ่งเขาทำได้ทั้งที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากมายเลย ครอบครัวนี้อยู่นครสวรรค์

ได้ถามว่าเขาสอนลูกอย่างไร ลูกถอดรู๊ทได้ตั้งแต่ห้าขวบ การสอนบ้านเรียนขึ้นอยู่กับความตั้งใจของพ่อแม่มากกว่าเป็นสำคัญ นอกจากจะมีความสามารถ เก่งแล้ว e.q.ยังดีด้วย เด็กยิ้มตลอด ส่วนตัวนั้น เพราะสนใจเรื่องสุขภาพ เห็นว่า เมื่อลูกไปโรงเรียนแล้วไม่สบายเราไม่ค่อยมีเวลา เพราะตอนนั้นยังสอน ม.ธรรมศาสตร์ เวลาลูกไม่สบายเราเหนื่อยมากเลย สามีที่เป็นคุณหมอ (เพื่อนหมอศุภกฤต) ก็เริ่มเข้าโรงเรียนตอนอายุเจ็ดขวบก็ยังสามารถเป็นหมอได้ ได้มีเวลาวิ่งเล่นด้วย ก็เลยคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาที่จะไม่ได้เข้าโรงเรียนตั้งแต่เล็ก ๆใช้การผสมผสาน เรียนโรงเรียนนานาชาติ มีเวลาเพราะโรงเรียนเลิกเร็วก็มีเวลาอยู่ด้วยกัน ได้มีเวลาออกกำลังกาย ได้วิ่งเล่น ได้ไปทะเลด้วย แต่ตอนนี้เริ่มมีปัญหาเพราะครูที่ลูกชอบที่โรงเรียนออกไปแล้ว ทำให้ความมั่นใจในตัวเองของลูกลดลง พอครูออกไป ไอ้โน่นก็ทำไม่ได้ ไอ้นี่ก็ทำไม่ได้  นี่เป็นครูคนเดียว

ตอนเด็กเคยไปเรียนมอนเตสฯที่ราไวย์ เดี๋ยวนี้เขาเริ่มโตขึ้น และมีกิจกรรมกับครู เพื่อน เน้นกิจกรรมกลุ่ม โครงงาน ที่ผ่านมาก็พาไปอิสานตอนที่ออกจากโรงเรียนที่ผ่านมา ไปบ้านเชียง ไปขอนแก่น ไปดูที่ขุดไดโนเสาร์ ไปตามที่มีในหนังสือที่เรียน ไปดอนตาลกับหมอเขียว กลับมานั่งบี้ดอกอัญชัน ได้เรียนจากของจริง มีประสบการณ์ตรง สอนให้เจอคนหลายรุ่น หลายรูปแบบ หลายเชื้อชาติ คนกลางเปลี่ยนเยอะกว่า คนเล็กก็เปลี่ยน มีอิสระจากการเจอผู้คนที่หลากหลาย จากการอ่านหนังสือ

คุณอำไพ น่าจะไม่เหมือนใครเลยในที่มานี้ มีลูกที่ใกล้กันมาก คนกลางและคนเล็ก ลูกทุกคนให้เข้าเรียนอนุบาลหมด จนโต คนกลางเขาไม่อยากไปโรงเรียน  เมื่อเขาเรียนถึง ป.๕ เขามีเรื่องกับเพื่อนที่เกเร เขาไม่อยากไป พอรู้ว่ามีบ้านเรียนมีทางออกก็มุ่งเลย เพราะคิดว่าจะแก้ไขปัญหาไปได้ ให้กำลังใจเขาว่าจะไปได้  เพราะเราก็จะช่วยเขาในทุกทาง

สิ่งที่ดี คือ เขาปรับตัวได้ เขาก็ถามว่าหนูจะเรียนอย่างนี้ตลอดเลยได้หรือไม่ หนูอยากเรียน………… ก็บอกเขาว่า แล้วแต่หนู ขอให้หนูมีความสุข แม่ก็พร้อมจะสนับสนุน จริงๆแล้วอยากให้พ่อแม่ทุกคนคิดว่า เด็กๆทุกคนมีศักยภาพ กรอบของสังคมไม่ใช่เรื่องที่จะเอามายึดติดตายตัว เพราะกรอบของสังคมนั้นเป็นเหมือนบะหมี่สำเร็จรูป

คุณภิญโญ ในภาพรวมก็เป็นในลักษณะนี้ เรียนโรงเรียนเอกชนที่อัดฉีดเด็กเต็มที่ เรียนกันยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย หากทางรัฐเข้าไปดูแลสักนิด อย่าให้แข่งขันกันมาก ซึ่งพอเกิดเรื่องขึ้นแล้วย้ายมาเรียนโรงเรียนเทศบาลนั้น ครูและเพื่อนๆคนอื่นๆเขาก็อาจจะมองว่ามีปัญหามาจากโรงเรียนเก่า ก็เลยเกิดปัญหาตามมาอีก ในตอนแรกก็คิดว่าจะเข้า กศน.

ซึ่งตอนแรก จากที่เคยอยู่ในระบบแล้วมาอยู่ไม่มีระบบนั้น ก็ค่อนข้างจะต้องปรับกันหน่อย ก็ดูกันไปก่อนจนถึง ม.หนึ่ง ถ้าเขาอยากจะกลับเข้าไปในโรงเรียนก็ตามใจเขา  เพราะตอนนี้ตีให้ตายฉันก็ไม่ยอมไปโรงเรียน (ซึ่งตอนแรกคิดว่า ติดแม่ แต่ไม่ใช่ เป็นเพราะมีปัญหาที่โรงเรียน แต่เราไม่รู้รายละเอียดก็เลยไม่ได้ดูแล) ก็อยากให้เขาได้รู้จักชีวิตว่า คนเราไม่รู้วันตายฉะนั้นอย่าไปเสียเวลากับเรื่องที่มันไม่ใช่ อะไรที่เราต้องเอาจริงกับตัวเอง อะไรคือทุกข์น้อยที่สุดที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข ได้ทำในเรื่องที่เรารัก เช่น ดนตรี ศิลปะ เพราะเดี๋ยวนี้เรื่องความรู้หาได้ทั่วไป ทั้งจากinternet หรือที่อื่นๆ แม้กระทั่งเรื่องทางวิทยาศาสตร์เขาก็สามารถทำคะแนนได้ดี น่าแปลกใจมาก มีอะไรที่เขาทำได้เด่นๆ แม่ก็พยายามบอกว่า นั่นคือสิ่งที่เขาทำได้ ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะขี้อายหน่อยๆ แม่ต้องคอยบอก

สิ่งที่เป็นห่วง คือ แม่อยู่ภาคเหนือ พ่ออยู่ภาคใต้ ปีหนึ่งเขาจะมีโอกาสได้ไปเจอญาติ ทั้งได้เที่ยวด้วย

วิชาที่เขาชอบ วิชาที่ต้องอ่าน เขียน นั้นเขาชอบ เขามีความสามารถใช้ได้ ส่วนเรื่องวิทยาศาสตร์นั้น เนื่องจากเราไม่ได้ปูให้เขาตั้งแต่ต้นก็อาจจะยากหน่อย ก็บอกเขาว่า ต้องวิเคราะห์ ต้องเข้าใจนิยาม ถ้าเราแก้ได้ตั้งแต่ช่วงต้นๆค่อยไปก็จะสามารถแก้ข้อที่ยากๆหลังๆได้ตามมา ต้องพยายามหน่อย

คุณประสิทธิ์ ยังคงย้ำว่า เมืองไทยเราโชคดีที่มีโอกาสเช่นนี้ ที่มีการศึกษาที่เริ่มด้วยความรักของพ่อแม่ เริ่มด้วยความอยากให้ลูกมีความสุขในสิ่งที่ลูกเป็น ความเป็นห่วงเป็นใย ซึ่งเป็นเรื่องที่มาถูกทางแล้ว

อย่าเพิ่งสกัดกั้นว่า ภาครัฐนั้นยึดกติกา เพราะการอยู่ร่วมกันนั้นต้องมีกติกาที่จะเดินร่วมกันให้ไปสู่เป้าหมาย หลักสูตรเขาไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้น วิธีการอาจจะไม่เหมือนกันแต่ก็สามารถเดินต่อไปจนถึงเป้าหมาย ถึงทางได้ ตอนนี้รัฐบาลเองก็ส่งเสริมเด็กที่มีคุณลักษณะพิเศษ เพราะเด็กนั้นไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน อยากเชิญชวนให้เด็กๆบ้านเรียนได้เข้ามาร่วมงานแข่งขันวิชาการ เพราะนั่นก็เป็นเครื่องวัดอย่างหนึ่ง เป็นตัวประกันจากสังคมอย่างหนึ่งว่าเรามีความรู้ ความสามารถ

คุณอาสน์ ตอนนี้ไม่ได้ทำบ้านเรียนแล้ว เข้าไปอยู่ในมหาวิทยาลัยแล้ว เราเป็นคนกทม.ฯ ส่งเสริมให้ลูกเรียนจินตคณิตในตอนเรียนอนุบาล พอย้ายมาทำงานที่นี่ ก็มาเข้าเรียนที่ภูเก็ตไทยหัว จนถึง ป.๖ ในขณะที่เรียนเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่าง ลูกชายจะเล่นคนเดียวไม่เล่นกับใคร ชอบอยู่ที่มุมห้อง หลายคนมองว่าเขามีปัญหา คะแนนของเขาอยู่ที่หนึ่ง-๒ ตลอด

พอจบ ป.๖ ตอนแรกจะเข้า ม.๑ ภูเก็ตวิทย์ เขาชอบคลุกคลีกับคน-ญาติที่อ่านหนังสือ แต่ก็ได้ไปเข้าเฉลิมพระเกียรติ พอเรียนไปหนึ่งปี ลูกบอกว่า ไม่ไปแล้ว พอดีแฟนไปพบคุณชูแรง เลยรู้จักบ้านเรียน แฟน(คุณแม่)ที่เคยเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศส ก็เลยตัดสินใจว่าจะทำบ้านเรียน แต่ก็ได้ข้อมูลว่า ลูกจะไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม และที่บ้านของเราญาติๆก็ต่อต้าน เพราะเป็นครูกันทั้งนั้น ไปสวนโมกข์รับเหมาก่อสร้างจากลูกชายที่เป็นคุณหนูกลับยอมไปย่ำโคลน ไปทำงานก่อสร้างด้วย ตอนกลางคืนก็มานั่งอ่านหนังสือด้วยกัน แม้ลูกชายจะอ่านการ์ตูนก็ตาม แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะทำได้กลัวไม่ได้เรียน แต่แม่ยังคงยืนยันว่าทำได้ จึงเริ่มทำห้องเรียนในบ้าน ตัวเองสอนเรื่องคณิตศาสตร์ แม่สอนเรื่องภาษา สังคม แต่พอลงลึกเรื่อยลงไป ก็ต้องเริ่ม   ซึ่งบอกได้เลยว่า แนวทางนั้นเราต้องมี ไม่ใช่ปล่อยไปเลย พ่อแม่ต้องมีส่วนค้นตำรามาดู อย่างผมสอนปลูกปาล์มก็ต้องไปห้องสมุดไปค้นตำรามาดู เพื่อจะสอนเขา ไปหาของมาทำกระถาง

ในกรณีสังคม เพื่อนเก่าที่เขายังมีอยู่สมัยเฉลิมพระเกียรติ สมัยไทยหัว เราก็เลือกว่าคนนี้พ่อแม่เขาเป็นอย่างไร พอจะคบได้ไหม เพราะฉะนั้นเราก็จะมีสังคมแบบเฉลิมพระเกียรติกลุ่มหนึ่ง แบบไทยหัวกลุ่มหนึ่ง แบบไปต่างประเทศด้วยกันกลุ่มหนึ่ง ฉะนั้นพ่อแม่ต้องเป็นหลักเลย อย่างดนตรีเราก็ให้เขาเรียนไวโอลิน เปียโน และเรียนเทควนโด ที่ไม่ทิ้งเลย คือ ประวัติศาสตร์ เราไม่ทิ้ง เราต้องให้เขารู้ว่าเขามาอย่างไร ผมมีเพื่อนเป็นอิสลามก็ให้เขาได้พบเพื่อเรียนรู้ ต้องขอบคุณ สพฐ.ที่ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ จนอย่างที่จะไปต่างประเทศ ฝรั่งเศส ที่เขารู้มาจากการ์ตูน เราก็ให้เขาไป หรืออย่างที่มีปัญหา แม่เขาหรือผมเราก็ไปกันเลยที่โรงเรียน ซึ่งพอเขาได้ไปอยู่ที่ฝรั่งเศส เขาก็เอาเรื่องราวที่ได้ไปเห็นจริงจากการท่องเที่ยว วัดพระแก้ว ตลาดน้ำ มาเขียนเป็นร่องรอยให้ สพฐ.

เรื่องคณิตศาสตร์ ก็มีการติวโดยติวเตอร์ที่มีชื่อของภูเก็ต  ดังนั้นเมื่อไปอยู่ที่ฝรั่งเศสเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร แม้เมื่อเขากลับมาอยู่มหาวิทยาลัย ก็ต้องเตรียมพร้อมเพื่อจะเข้าให้ได้

ดังนั้น พื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญต้องมีบ้าง ถ้าไม่รู้พื้นฐานเราก็จะไปต่อไม่ถูก เราไปซื้อหนังสือ หาข้อมูลให้ ทำแบบฝึกหัดด้วยกัน เราให้มีพื้นฐานไว้เพื่อจะไปต่อยอดได้  พื้นฐานยิ่งแน่นเท่าไรก็จะสามารถไปต่อได้อย่างที่ตั้งใจไว้

คุณปุ้ม  ลูกสองคนเรียนโรงเรียนกาลพัฒน์ เขาก็มีความสุข เพราะไม่ได้สอนให้เน้นวิชาการ เน้นเรื่องการทำงานกลุ่ม การทำกิจกรรม พ่อแม่ต้องเข้าไปร่วมกับทางโรงเรียน โรงเรียนห้าสิบพ่อแม่ห้าสิบ ตอนนี้ที่เจอคือ เรื่องอัตตาของคนที่ต่างคนต่างถือว่าตัวเองก็เก่ง ซึ่งก็ต้องปรับต้องแก้ปัญหากันไป เพราะเรามีเป้าหมายที่ทำให้เด็กไม่ต้องแข่งขันกัน ให้เด็กได้มีทักษะชีวิตมากกว่า

คุณบุญ มีลูกชายสองคน

โบว์อิ้ง (ลูกชาย)เคยเรียนที่อินเดีย เกรดสิบ รอเกรดอยู่ถ้ามากกว่า C ก็สามารถสอบเทียบเข้ามหาวิทยาลัยได้เลย ระหว่างที่รอเกรดอยู่ก็ช่วยสอนที่โรงเรียนบ้านไม้เลียบ ซึ่งมีปัญหาเยอะ ทั้งจากเรื่องที่โรงเรียนที่ขึ้นกับ อบจ., กับรัฐบาล เรื่องความสมบูรณ์แบบ,เรื่องผู้ปกครองที่ไม่สนใจว่าลูกมีความสามารถอะไรบ้าง พอเราสอนลูกเขากลับบ้าน พ่อแม่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเลย

จากการที่เคยคิดจะเรียนบ้านเรียน แต่ก็มาคิดว่า บ้านเรียนอาจเป็นเรื่อง safety เกินไปที่พ่อแม่มาช่วยจัดการอะไรทุกอย่าง ตอนเรียน ม. ที่ภูเก็ตวิทย์ ได้อยู่ห้องที่เลวร้ายของโรงเรียน แต่พอเราไปอยู่ ก็พบว่า เขาไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คนอื่นคิด แค่เขาคิดไม่อยากเรียน เขาก็ไม่ได้เลวร้ายเรื่องอื่นๆ

อัฐ (ลูกชาย)…………………………………………………………………..

คุณหมอศุภ โบวอิ้ง เป็นเด็กบ้านเรียนคนแรกของภูเก็ต ตอนนั้นยังไม่มีใครกล้า ถือว่าเขาเป็นคนบุกเบิก

คุณสาทร ในตอนบ่ายเราน่าจะได้มาร่วมกันตั้งคำถาม ซึ่งคำถามนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่คำตอบ เราจะมาร่วมกันตั้งคำถามเพื่อสืบค้นร่วมกันว่า เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการจัดบ้านเรียนให้กับลูกๆเรา และจากคำถามนั้นเราก็จะค้นคำถามที่ลึกลงไป  ซึ่งแต่ละคนก็ต้องค้นหาคำถามของตัวเองเอาไว้

พักเที่ยง เมื่อเวลา ๑๒.๐๐ น. – ๑๓.๐๐ น.

เวลา ๑๓.๐๐ น. ภาคบ่าย

คุณสาทร ฉายวิดิทัศน์ เรื่องของมดที่ช่วยกันโดยการเกาะกันเป็นแพ เพื่ออพยพ ขนย้ายไปตามลำน้ำ และเรื่องของคุณเอกชัย วรรณแก้ว ที่พิการ แต่สามารถเรียนศิลปะตามความใฝ่ฝันของตนเองจนจบวิทยาลัยเพาะช่าง  เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการพูดคุยเรื่องราวของบ้านเรียน  โดยให้แต่ละครอบครัวกระจายกันไปจับกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกับครอบครัวอื่นๆ

ในประเด็น ดังนี้

๑.จากวิดิทัศน์ หากเปรียบเทียบกับการจัดการศึกษาแบบบ้านเรียน เกิดปัญหา-อุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบ้าง

๒.เราสามารถก้าวข้ามความยากลำบาก ปัญหา อุปสรรค เหล่านั้น ได้อย่างไร

๓.ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

จากนั้น รวมกลุ่มเล็กสี่กลุ่มเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นสามกลุ่ม เพื่อแลกเปลี่ยนกันต่อใน ประเด็น ว่า

๔.เราค้นพบ(ศิลปะ)อะไรบ้างจากสิ่งที่เราทำ-เราพูดคุยกันเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแบบบ้านเรียน

และหลังจากการพูดคุยในกลุ่มแล้วก็บันทึกลงในกระดาษปรู๊ฟ  เพื่อนำเสนอ ดังนี้

 

กลุ่มที่หนึ่ง

ภาพแห่งความสำเร็จ พบว่า อยากให้ลูกมีความสุขบนหลักศาสนา,มีคุณภาพชีวิตที่ดี,มีศักยภาพในการดำรงชีวิต ไม่สับสนในการดำเนินชีวิต และแนวทางในการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและชัดเจนขึ้น การมีอิสระในการจัดการศึกษา

คำถามหรือปัญหาที่พบบ่อยๆจากการทำบ้านเรียน คือ

-การมองด้วยสายตาที่แปลกๆ และไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องมาทำ เพราะการศึกษาทั่วไปก็มีอยู่แล้ว

-ค่านิยมของสังคม

คำตอบคือ

-มองว่าการศึกษาทั่วไปไม่ตอบสนองการดำเนินชีวิต ดังนั้น ต้องมีความอดทน มุ่งมั่น หนักแน่นในการดำรงชีวิตตามแบบที่เราเชื่อ-เลือก

-หาข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นทางเลือก-ทางออกในการจัดการศึกษา

-พยายามรณรงค์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรต้องมีการพัฒนา ความชัดเจนในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพมากขึ้น

-ร่วมมือกันระหว่างผู้ปกครอง หรือระหว่างหน่วยงานกับผู้ปกครอง

-มีศิลปะในการเชื่อมประสาน

-ความรัก ความเข้าใจ ความร่วมมือ การมีส่วนร่วม การเชื่อมโยง โดยมีครอบครัวเป็นศูนย์กลาง

กลุ่มที่สอง

ที่เกิดขึ้น ปัญหาคือ

-การไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัว /สังคม และหน่วยงาน(รัฐ)ที่เกี่ยวข้อง

-ความไม่มั่นใจของพ่อแม่

-การไม่มีข้อมูล ต้องค้นหาเอง

-ความโดดเดี่ยว ไม่มีกลุ่ม

-ความไม่มั่นใจของลูก ซึ่งเป็นผลจากคำถามของสังคมรอบข้าง

 

การก้าวข้ามปัญหา อุปสรรค ที่เกิดขึ้น คือ

–พ่อแม่ต้องหาความรู้ ข้อมูลเพื่อทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น

-ความมั่นใจด้วยการมีกลุ่ม สร้างกลุ่มมีเพื่อนที่คิดเหมือนกัน มาช่วยสนับสนุนให้มั่นใจได้มากขึ้น

-สำหรับตัวลูกเองที่เคยไปโรงเรียนมาก่อน ก็จะมีคำถามว่า จะไม่ไปโรงเรียนอีกแล้วหรือ งั้นจะทำอย่างไร ก็แก้ด้วยการลงมือทำให้ลูกเห็น

-ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว

 

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา  คือ

–เกิดพัฒนาการของลูกทั้งทางวิชาการ(ความรู้)และทางสังคม(ไม่ได้แย่)กดีขึ้นเยอะกว่าที่คิด รู้ในสิ่งที่มีอยู่มากกว่าในตำรา

-ความสัมพันธ์,ความเข้าใจกันในครอบครัวมีมากขึ้น

-ลูกมีความมั่นใจ ความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เขามีความมั่นใจ เช่น คนเล็กที่เรียนในโรงเรียนตลอด(ที่ตัวเองถามอยู่ทุกปีว่า ปีนี้สนใจจะออกมาจากโรงเรียนไหม)กับลูกคนโตที่เคยเรียนแบบบ้านเรียน  ลูกคนเล็กนั้นกลัวคำสั่งของครู กลัวครูทำโทษ ไม่ยอมรับหากตัวเองไม่ทำตามที่ครูสั่ง หรือทำนอกเหนือไปจากที่ครูสั่ง

-มีกิจกรรมที่ทำร่วมกันทั้งครอบครัว เกิดศิลปะ,ความสุขขึ้น

 

กลุ่มที่สาม

การทำบ้านเรียนนั้นเป็นวิถีทางธรรมชาติ ให้พึ่งพาตนเอง โดยอาศัยความเชื่อมั่น ความมั่นใจ สมัยก่อนพ่อแม่ส่งเราไปโรงเรียนตอนที่เราเจ็ดขวบ แต่ปัจจุบันนี้ถูกหลอกให้เชื่อไปก่อนนั้นดี และเด็กๆนั้นก็เก็บความทุกข์ระทมจากการไปอยู่ไปพบที่โรงเรียนเอาไว้มากมาย มาสามารถมาบอกพ่อแม่ได้ เด็กยิ่งไปโรงเรียนยิ่งโง่ลงทุกวัน  เพราะโรงเรียนชอบคิดให้เด็ก หากอยู่บ้านเขาจะคิดเองว่า วันนี้เขาจะทำอะไร เขาคิดเองได้เก่งกว่า

ปัญหาที่พบ

–เขาเบื่อง่าย เราเล่นกับเขาทั้งวันไม่ได้เมื่อเขาต้องการให้เราเล่นกับเขา

-พ่อแม่คาดหวังมากมายที่จะให้เขาทำอะไรได้มากไปกว่าที่เขาทำได้ ทำได้ไม่เท่าที่อยากได้

-เวลาของเด็กที่ทำบ้านเรียนไม่ตรงกับเวลาของเด็กที่ไปโรงเรียน ก็อาจจะขาดเพื่อน

-การติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

-กฎระเบียบที่ค่อนข้างเคร่งครัด แข็งตัว

-การเปลี่ยนแปลงผู้รับชอบ (ศน.) ซึ่งอาจส่งผลในความต่อเนื่อง,ความเข้าใจของข้อมูล,การรับรู้

 

การก้าวข้าม

-ค้นหาว่ามีการจัดกิจกรรม/เวทีที่ไหนเพื่อพาลูกไปร่วม

-หากิจกรรมที่หลากหลายเพื่อเหมาะกับลูก

-หาเพื่อนในวัยเดียวกันให้ลูก

-ทำความเข้าใจกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องในเรื่องข้อจำกัด,ความต้องการ,การสื่อสารฯ

-แสวงหาจุดร่วม,ความร่วมมือจากลูกและทุกฝ่าย

-พูดคุยกับลูกอย่าปล่อยทิ้งไว้

-หาเวลาอยู่กับเขาให้มากขึ้น

 

การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นและความสำเร็จ

-เกิดความสุขภายในครอบครัว

-ความผูกพัน-ใกล้ชิดในครอบครัว

-ความรับผิดชอบในตัวเอง ความมีวินัยของลูก

-การสื่อสารด้วยความไว้วางใจภายในครอบครัวมีมากเพราะใกล้ชิดกัน ลูกกล้าพูด กล้าบอกกับเรา

-ความเข้าใจกันซึ่งกันและกัน

ข้อเสนอแนะที่ถือเป็นศิลปะในการทำบ้านเรียน

-เรียนรู้ด้วยความรัก ความเข้าใจ

-การประเมินเป็นระยะเพื่อปรับความเหมาะสม

-คุย,สื่อสารกับเจ้าหน้าที่(ศน.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น เข้าใจกัน

ซึ่งสำหรับกลุ่มนี้ คุณหมอศุภกฤต ได้เพิ่มเติมว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะสามารถดึงเอาทุกเรื่องที่เราทำใช้เวลาเป็นสิบปีในบ้านเรียนออกมาในเวลาเพียงสอง-สามชั่วโมง ซึ่งจากช่วงแรกๆที่อาจมีความยากลำบากอยู่บ้าง จนมาถึงปัจจุบันก็น่าจะคลี่คลายไป รวมทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของ สพป. ภูเก็ต ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในปัจจุบัน

แต่ว่า ถ้าอย่างน้อยๆเรารู้ว่าเราต้องการอะไร จะทำอะไรบ้าง ก็อาจจะทำให้เราพบความยืดหยุ่นตามแบบที่เราเป็นได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแปดสาระวิชาตามแบบที่บ้านเราหรือตามแบบที่ ศน. ต้องการเท่านั้น ทำให้บ้านเรียนทุกบ้านสามารถเป็นแบบที่ตนเองเป็น-ต้องการได้

จากนั้น คุณอรรณพ ได้แนะนำฐานข้อมูลใน website และ facebook:Homeschool Network เกี่ยวกับคำถามพื้นฐานที่พบเห็นบ่อยๆ เช่น คำhomeschoolอย่างไร

และสมาชิกทุกคนที่เข้าไปในwebก็สามารถเขียนบันทึก-บทความได้เลย เป็นportforioที่สามารถบันทึกให้คนอื่นเรียนรู้จากเราได้ ซึ่งก็สามารถส่งให้ทางเขตพื้นที่ฯได้ เป็นร่องรอยการเรียนรู้ ซึ่งกำลังเตรียมจะทำให้ทางเขตพื้นที่ฯเข้ามาด้วย อยากชวนให้ทุกคนเขียนบทความ เพราะwebsiteที่ไม่มีข้อมูลคงไม่มีใครอ่าน  เราอยากให้มีการเขียนข้อมูล บทความให้มากๆเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน พยายามช่วยกันเขียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์แน่นอน ทั้งต่อเรา ต่อลูก ต่อสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยน ซักถาม ว่า

Q มีอะไรแตกต่างระหว่าง website และ facebook

A ข้อมูลในfacebookนั้นหายได้ และเป็นการสนทนาตอบโต้กัน จึงอาจจะต้องมาเรียบเรียงใหม่ ถ้าจะนำไปเขียนเป็นบทความในwebsite ซึ่งน่าจะเกิดประโยชน์ให้เกิดการเอาไปใช้ต่อได้ ทั้ง สพฐ.ก็จะรับรู้และรู้จักhomeschoolมากขึ้น

Q มีค่าใช้จ่ายไหม

A มีแต่น้อยมากในกรณีที่มีคนเข้ามาใช้เยอะๆ ซึ่งน่าจะอีกนานที่จะมีคนเข้ามาใช้ขนาดนั้น

Q กรณีที่เป็น clip หรือเป็นวิดิโอล่ะ

A ค่อนข้างกินพื้นที่มาก ควรเอาลงyoutubeก่อน แล้วค่อยดึงมาจากyoutube

Q ถ้าทางนี้จัดพื้นที่ไว้ แล้วให้แต่ละครอบครัวที่ทำบ้านเรียนใส่ข้อมูลเข้าไปเลย ให้มีรายชื่อครอบครัวที่ทำบ้านเรียนพร้อมข้อมูลพื้นฐานที่มีว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ จะดีไหม ช่วยเขียนให้

A ก็พยายามทำเช่นนั้น เพราะตอนนี้เราก็มีข้อมูลเกี่ยวกับบ้านที่ทำบ้านเรียนมาเท่าที่รู้ แต่อย่างที่แจ้งไว้ว่าต้องเขียนกันเอง เมื่อสมัครสมาชิกแล้ว ก็จะขึ้นพื้นที่ส่วนตัวของเราให้เข้าไปเขียน โดยใช้ชื่อ Homeschool Network ซึ่งถ้าอยากจะดูว่าใครทำอะไรบ้าง ก็ให้ค้นหาด้วยชื่อคนนั้นที่เป็นสมาชิกอยู่ ก็จะขึ้นข้อมูล-บทความของคนนั้นๆ

วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ เวลา ๐๙.๓๐ น.

เริ่มต้นด้วยการบอกเล่าเก้าสิบถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนี้ของแต่ละคน

คุณอำไพ รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้มาเจอกัน

คุณแอ๋ว ไม่ได้ทำบ้านเรียน แต่อยากมาดูว่าเขาทำอะไร รู้เรื่องจาก fb.

คุณอ๋อ วันนี้มีน้องใหม่มา เมื่อวานคุยเสร็จแล้ว กลับไปก็คุยกันต่อ จากที่ท่านรองฯพูดไว้ว่า ถ้าเราไม่เริ่มทำด้วยตัวเราเองก็จะช้า วันนี้ก็เลยมานั่งปรึกษากัน เห็นด้วยกันว่า จะมีการมองหาคณะทำงานของบ้านเรียนเรามาช่วยกัน เพราะทางเขตฯและเจ้าหน้าที่ฯก็ค่อนข้างมีงานประจำมากมาย ถ้าเราช่วยกันก็จะทำให้เราเดินไปด้วยกันได้ดีขึ้น

หมอศุภ ยังไม่คิดอะไร

คุณณา เมื่อคืนคุยกัน เราก็คิดว่าเราจะช่วยคนที่เข้ามาทำบ้านเรียนใหม่ได้อย่างไร ดังนั้น วันนี้ถ้ามีอะไรที่คิดว่าเราจะช่วย     ได้ก็ยินดี เพราะเด็กจากบ้านเรียนนั้นจะเป็นคนที่ช่วยเหลือตนและสังคมได้

คุณ(อรรณพ)ตี๋ อยากขอเวลาแนะนำเรื่องdemoในwebsiteต่อ

คุณตูน วันนี้ถ้าจะมีการคุยกันต่อก็อยากอยู่ด้วย

คุณปุ้ม ลูกสาวอยากให้ทำ แต่คุณแม่ยังไม่ได้ทำ

คุณสุมาลี(เอียด ญ.) คิดตรงกันแม้ไม่ได้ร่วมคุยเมื่อคืนในเรื่องการประเมินและ ศน.ที่หายไป

คุณฟารีย๊ะ ยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรนัก

คุณมยุรี (เอียด) วันนี้นิ่งมาก ไม่รู้สึกเอนเอียง ดูเหมือนว่าเป้าหมายเราไม่ไกลแล้ว ขอบคุณมากที่ให้กำลังใจ

คุณอาลี ทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดี

คุณกอดีลีน เพิ่งมาใหม่ ขอคำแนะนำด้วย เพราะยังค่อยไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร

คุณโสภณ แม้ ศน.จะเกษียณไปแล้ว งานราชการก็ยังคงเดินต่อไปได้ เป็นเรื่องดีที่เราจะเตรียมตัวในส่วนของเรา

คุณสาทร (เอียด) มาที่นี่รู้สึกคุ้นเคย เหมือนได้มาบ้าน

 

และคุณสาทรได้นำเสนอ ว่า  จากเมื่อวาน ได้มีการรวบรวมเอาสิ่งที่เราได้ค้นพบ หรือพูดถึงกันไว้  ดังนี้

.การทำบ้านเรียนเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพของลูก ไม่ว่าเด็กจะเก่งเพียงไหน ถ้าขาดความรัก ความเข้าใจชีวิตก็อาจพลาดได้

.ความใกล้ชิดกับลูกบ้านเรียนเป็นคำตอบได้ในเรื่องนี้

.ฐานการเรียนรู้กว้างมาก เปิดออกไปอย่างไม่มีขอบเขต

.ได้แลกระหว่างเรื่องเงิน,ธุรกิจ กับคุณภาพชีวิต ความเป็นมนุษย์ของลูก

.การเดินไปด้วยกันทั้งครอบครัว

.การเรียนรู้ด้วยกัน บางอย่างเรายอมรับว่าโง่กว่าลูก หากเรายอมรับเช่นนี้ตัวตนก็น้อยลง

.การได้เจอคนเยอะมากมายหลายรูปแบบ

.ไม่อยากให้ลูกสับสนในการดำเนินชีวิต

.ให้ลูกมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี

๑๐.การเชื่อมประสาน จิตใจที่มีความรัก ความเมตตา สามารถทำให้เกิดศิลปะในการเชื่อมประสานกับคนอื่นๆได้มากขึ้น

๑๑.การส่งลูกไปโรงเรียนทำให้ลูกโง่ขึ้น การสอนแต่คำตอบ คิดแทนทำให้เราพึ่งตัวเองได้น้อยลงการทำบ้านเรียนทำให้เกิดความเข้าใจชีวิต เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาวิชาการเป็นตัวตั้ง

๑๒.การสื่อสารด้วยความไว้วางใจ

๑๓.การทำบ้านเรียนตามบริบท ตามสไตล์ของเราเอง ไม่ขึ้นกับหลักสูตร ความตายตัวของข้างนอก เกิดจากความเข้าใจในอัตลักษณ์ของเด็กแต่ละคน ซึ่งต่างจากการถูกครอบงำด้วยระบบทุน ระบบบริโภคที่พยายามทำให้คนเหมือนกันทั่วโลก ลืมวิถีที่ดีงามของเรา

 

ต่อจากนั้น  เป็นวงสนทนาในเรื่องรูปแบบของการทำบ้านเรียน โดยเริ่มจากรุ่นพี่ที่ทำบ้านเรียนใน จ.ภูเก็ต มาก่อน

คุณอ๋อ

เริ่มด้วยเราต้องไตร่ตรอง ทบทวน ทดลองก่อนที่จะนำไปใช้กับลูก เช่น เรื่องธรรมะ เมื่อเราทดลองทำก่อน เราจึงได้รู้ เมื่อเกิดการใคร่ครวญก่อน ซึ่งถ้าเราแค่ไปส่งลูกที่โรงเรียนเราคงไม่มีโอกาสเช่นนี้

เมื่อเราเห็นว่าอะไรเป็นของจริง แยกได้ชัดว่าอะไรเป็นของจริงไม่จริง เพราะฉะนั้นในระหว่างที่เราเดินทางไปพร้อมกับลูกนี่ ลูกและเราก็เดินทาง เรียนรู้ไปพร้อมกัน ในขณะที่เราเห็นพัฒนาการของลูก บางอย่างที่เราเห็นลูกมันก็ทำให้เราสะท้อนคิด เราก็เปลี่ยน อย่างเช่น เรื่องกินเจ ตามโชกุน ที่เคยเลี้ยงเป็ดแล้วไม่กินเป็ด ซึ่งส่งผลต่อครอบครัว คุณตาคุณยาย ฯ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเล็กๆที่เราได้จากการทำบ้านเรียน และเราอาจเปลี่ยนโลกได้นะคะ

คุณนา

ถ้าเราส่งลูกไปโรงเรียน เราคงไม่ต้องพยายามหาความรู้ เพราะเราจะคิดว่ามันไม่ใช่หน้าที่  ในระหว่างที่เราทำบ้านเรียนนั้น เราถูกกระทบ มันบอก มันสอนเราว่า วิถีที่เราเป็น เราทำนั้นมันต้องแก้ไข ฟังก่อน เราต้องคิดก่อนที่จะตัดสิน จะทำ แล้วจากที่เราทำเช่นนี้ เราก็พบว่า บางอย่างของเขามันเป็น ถ้าเราส่งลูกไปโรงเรียนคนอื่นที่เป็นครูเขาจะมองเห็นตรงนี้ของลูกเราไหม ทั้งที่มันมีค่า การที่เขาเป็นนักคิด คิดก่อนที่จะลงมือทำ เราดีใจ อยากให้ทุกคนมีตรงนี้ ซึ่งก็ต้องอดทนและขยัน

หมอศุภ

แก่นของบ้านเรียนจริงๆได้ถูกพูดไปตั้งแต่มื่อวานโดยพี่เอียดแล้วว่า บ้านเรียนคือ วิถีชีวิต แม้กระทั่งส่งลูกไปมหาวิทยาลัยแล้วก็ยังบ้านเรียนกับลูก ซึ่งคิดเช่นกันว่า บ้านเรียนไม่ใช่การจัดการศึกษา หากเป็นวิถี การใช้ชีวิต สิ่งที่เราต้องทำคือ ว่า เราจะทำอะไรกับมัน ซึ่งไม่ใช่แปดสาระ การสอนหลักวิชาการ

เราได้พูดถึงแก่นกันไปแล้วเมื่อวานนี้  เพียงแต่ไม่ได้ หยิบมาเป็น หัวข้อ หรือ เน้นกันชัดเจน

คุณฑิมา(ตูน)

ถ้าไม่ได้อยู่กับลูกทั้งวัน เราก็อาจจะขาดการเห็นว่าลูกมีพัฒนาการไปอย่างไร การที่เราไม่ต้องบอกต้องสอนแต่เด็กเขาสามารถเรียนรู้ได้เอง ถ้าไปโรงเรียนแม้จะเป็นโรงเรียนแบบบูรณาการหรืออะไรมันก็ยังมีกรอบ ไม่ว่าจะเรียนจากหนังสือ ฯ หรืออะไร มันก็มีขอบเขตว่าเด็กต้องรู้อย่างนี้ คิดอย่างนี้ แต่ถ้าอยู่กับตัวเอง ซึ่งสอนน้อยมาก ก็พบว่าเขาพูดออกมาเอง เช่น เรื่องการรับประทานอาหาร เขาก็สามารถซึมซับ ปฏิบัติได้ รู้ว่าปลูกต้นไม้ดี ต้องกินยาสมุนไพร ฯ

คุณจีราพัชร (เอียด ญ.)

ไม่ต้องเครียดอะไรเลย ชีวิตเราเป็นอย่างไรเราก็ทำไป ทุกอย่างที่เป็นชีวิตประจำวันนั่นแหล่ะคือหลักสูตรของเรา คือ ทุกอย่างคือหลักสูตรของเราหมดเลย เมื่อก่อน เข้ามาทำบ้านเรียน แปดสาระทำเลย แต่พอปีที่สอง ขอ ศน.เลยว่าขอทำเป็นกลุ่มประสบการณ์ ไม่ทำแล้วแปดสาระ เป็นการเรียนรู้เฉพาะหน้าทั้งในรถ ดูทีวี การทำครัว เราสอนลูกได้เยอะมากจากทุกอย่างในชีวิตของเรา

เมื่อเราทำบ้านเรียนไปเรื่อยๆ เราจะพบว่าเราไม่ต้องสอนลูก ลูกจะอยากเรียนเองเมื่อเขามีความพร้อม เขาจะขอเรียนเอง แล้วเราก็จะพบว่า เราไม่ใช่ผู้รู้เราเป็นเพียงผู้จัดการ ผู้อำนวยความสะดวกให้ลูกอย่างเดียว คนที่รู้ ศึกษาก็คือ ลูก เวลาของเขามีเหลือเฟือ ไม่มีใครมาบังคับว่าหมดเวลาแล้วนะ ต้องเลิก

คุณมยุรี(เอียด)

ลูกจะนำทางเราในการเรียน สิ่งที่แม่ทุกคนอยากได้ คือ ลูกเป็นคนดีอย่างที่ควรทำ

เรามีแบบแผนการใช้ชีวิตอยู่แล้ว เราต้องหาปัจจัยในการดำเนินชีวิตให้ได้ อิสลามต้องมีแบบแผนในการใช้ชีวิตแบบนี้จึงจะเป็นคนดี ซึ่งอาจจะมีมาตรฐานไม่เหมือนกัน เราต้องหาทางเลือกในการดำเนินชีวิต

สุดท้าย ดีใจที่ลูกตอบสนองในการดำเนินชีวิตทุกวัน มันให้กำลังใจและมั่นใจว่า เราทำได้เป็นคนดีได้ในทุกๆวัน

คุณภิญโญ

ผ่านมาปีเดียว ถือว่าเป็นที่พอใจ ถ้าตั้งเรื่องความเป็นอิสระ เปรียบเทียบเหมือนเราเก็บลูกสัตว์มาเลี้ยง ถ้าเราเลี้ยงในฟาร์ม มีการฉีดวัคซีน ฉีดยา อะไรต่างๆ ซึ่งต่างไปจากสัตว์ที่อยู่ตามธรรมชาติ เขาจะดูแลตัวเองด้วยน้ำลายของเขายามมีบาดแผล  ดังนั้นถ้าเป็นสัตว์เลี้ยงเชื่องๆอยู่นานตามกติกา ตามเวลา เราก็จะทำอะไรเองไม่ได้ แต่สัตว์ตามธรรมชาติที่ไม่เหมือนกับสัตว์เลี้ยงอื่นๆ อาจถูกเรียกว่า เป็นแกะดำ หากที่จริง คือ ม้ามืด ไม่ใช่แกะดำ ถ้าเราเห็นกระดาษขาวรอบๆจุดดำในกระดาษนั่นคือ เรามองเห็นสิ่งดี ความเป็นไปได้

คุณอาลี

เห็นลูกมีความสุขกับการที่เรียนอยู่กับบ้าน ก็ถามเขาเหมือนกันว่า ลูกจะไปโรงเรียนไหม เหมือนลูกของน้องๆที่ไปโรงเรียนอยู่ประจำ เขาก็ตอบว่า ไม่ไป จะอยู่บ้าน  เช่นคำถามที่ว่า แล้วลูกจะอยู่ในสังคมได้ไหม หากที่รับรู้ คือ ลูกไม่เคยขาดตรงนี้ไปเลย พอตอนที่น้องๆเขากลับมาจากโรงเรียน เขาก็ใช้ชีวิตเป็นปกติเล่นกันเป็นปกติ

คุณบุญ

จากประสบการณ์ที่ทำบ้านเรียนมาด้วยระยะเวลาไม่ยาวมาก แต่ประสบการณ์ที่ลูกได้รับมันดีมาก คือ เมื่อเราปล่อยเด็กเมื่อเด็กแข็งแรงพอเขาก็จะพบศักยภาพของเขา เขาจะดูแลตัวเองได้

พ่อแม่คือส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะจากสิ่งที่เด็กได้รับ คือ คำถามที่เจอบ่อยๆ แล้วเด็กเขาก็จะเกิดความไม่มั่นใจ ตัวผู้ปกครองเองก็จะพบว่า เราต้องนิ่งขึ้น คราวนี้ความเป็นครูมันมาอยู่ที่ตัวเรา อย่างบุญเองเมื่อพบว่าบางเรื่องที่เราบกพร่องเราต้องไปหาคุณครู หรือพี่ๆที่เขารู้เรื่องมากกว่าเรา

คุณสุมาลี

เน้นความรัก ความเอาใจใส่ ธรรมชาติของมนุษย์ ปัญหาที่ตัวเองเคยเจอ แล้วสุดท้ายที่เราผ่านมาได้ เราก็เอามาคิดว่า ทำไมเราผ่านมันมาได้ เมื่อเรามีลูกเราจะทำอย่างไร ทำไมคนอื่นเขาไม่คิดเหมือนเรา แต่เมื่อลูกไปโรงเรียนอะไรหลายอย่างที่ลูกได้มาเราไม่ต้องการ ไปรับไปส่งลูกตลอดเวลาลูกมีปัญหากับเพื่อนก็ฝากความสันติไปให้กับเพื่อนคนนั้น มองสังคมข้างนอกแล้วมากลัวกับลูกเราเอง

จากที่ลูกมาเล่าให้ฟังเรื่องของเพื่อนที่โรงเรียน มันอาจไม่หนักสำหรับคนอื่น แต่หนูรับไม่ได้ รู้สึกว่า มันไม่น่ามาโดนที่ลูกเรา อย่างเรื่อง ดูสื่อลามก (ตอนอยู่ ป.๒) จนถึงว่า ลูกไม่ต้องไปโรงเรียนแล้วแหล่ะ พูดถึงเรื่องบ้านเรียนขึ้นมา ซึ่งเหมือนอัลเลาะห์ให้ทางเลือกเรา ตั้งแต่ยังไม่มีเรื่องนี้ มีเพียงเรื่องตามอัธยาศัย และคำถามที่ว่า แล้วถ้าเราเป็นอะไรไป ลูกลอยนะ ใครจะมารับผิดชอบต่อ ตัวเองก็จบแค่ ม.๖ จะสอนได้หรือ ลูกเราความรู้เหมือนกันกับเขา พอไปสอบกับเขา เด็กบางคนยกมือบอกว่า คุณครูบทนั้นยังไม่ได้สอนเลย แต่ลูกเรากลับสอบได้ เพราะพ่อแม่สนใจ เด็กก็เกิดความรักที่จะเรียน ได้หนังสือมาวันแรกอ่านหมดเลย

คุณสาทร

เราต้องเอื้อให้ลูกเราได้พัฒนาตัวตนของเขาในสิ่งที่เขาเลือก เขาเชื่อ เราก็ต้องเดินทางร่วมไปกับเขา บางครั้ง ความเป็นพ่อแม่ก็จะรู้สึกว่าเรามีอำนาจเหนือเขา เป็นปกติของระบบอำนาจ สำหรับครอบครัวก็ไม่ต่างกัน เราจะเรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นพ่อแม่ต้องเปลี่ยนก่อน ถ้าเรายังไม่เปลี่ยนก็เป็นเรื่องยากที่เราจะไปสอนได้ ตัวเราเองต้องเป็นหนึ่งเดียวกับการพูดและการแสดง

จากที่เคยทำวิจัยเรื่องการทำบ้านเรียนมา ทั้งกับครอบครัวคริตส์ พุทธ มุสลิม ก็พบว่า แต่ละคนมีวิถีทางของตนเอง พ่อแม่ก็ต้องทำหน้าที่ช่วยเหลือให้ลูกๆได้ทำ ได้เติบโตตามแบบของตัวเอง ทั้งจากครอบครัวของอำหรน ที่มีลูกสี่คนที่มีความชอบไม่เหมือนกันเลย,ครอบครัวของนักกิจกรรมที่ นครศรีฯ ที่ทำงานกับเด็ก-เยาวชนเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการทำบ้านเรียน,ครอบครัวของคริส์ตที่ชุมพร ซึ่งทำงานกับเด็กที่ขาดพ่อแม่ หรือครอบครัวมีปัญหา ลูกของตัวเองที่โตกว่าก็มาช่วย และบางครั้งก็ส่งลูกไปเรียนรู้จากครูต่างๆ เช่น ไปเรียนรู้เรื่องละครกับครูช่าง(ชลประคัลภ์) หรืออย่างครอบครัวกำราบ ที่สนใจเรื่องเกษตรทางเลือก การเพาะปลูกต่างๆ ลูกก็สนใจเรื่องพืชสมุนไพร ส่วนสำหรับตัวเองที่สนใจ ทำงานเรื่องการศึกษาทางเลือก ส่งเสริม

เราต้องรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ที่จุดไหน เราเดินทางมาถึงไหนแล้ว เราค่อนข้างจะกลัวถ้าจะต้องก้าวออกจากสิ่งที่เรารู้แล้วพบว่าเราไม่รู้ ซึ่งเมื่อเราพบว่าเราไม่รู้ เราจะน่ารักขึ้น เราจะถ่อมตัว อ่อนโน้มลง

คุณอำไพ

จะสนับสนุนความคิดของอาจารย์ว่า เด็กแต่ละคนมีความคิดเป็นของตัวเอง เด็กบางคนอาจไม่คิดอะไร แต่ลูกของเราอาจจะกระทบใจมากแล้วเขาสะสม ซึ่งเหมือนตอนนี้เมื่อมาเรียนบ้านเรียนเขาไปได้แล้ว เวลาที่เราดุเขา เขามอง เขาดูเรา ว่าที่เราอ่านหนังสือธรรมะนั้น เราจะผ่านไปได้ บรรลุได้ เราต้องผ่านเขาไปก่อน

คุณบุญศิริ

ไม่ใช่เราจะใส่ให้ลูกอย่างเดียว ลูกจะเป็นแบบฝึกหัดให้เราด้วย การที่ได้เข้ามาร่วมกับบ้านเรียนทำให้เราได้รับโอกาส เหมือนลูกคนเล็กที่อยู่โรงเรียน อยู่โรงเรียนไหนเราก็จะไป เข้าไปร่วมกับโรงเรียนนั้นด้วย ถ้าเข้าในระบบโรงเรียนนั้น ครูก็จะดุ ดุมากๆด้วย เราก็แก้ด้วยธรรมะในระดับหนึ่ง เราไม่สามารถแก้ที่เขาได้ แต่เราแก้ที่เราได้

คุณแอ๋ว

มีลูกคนหนึ่ง ชื่อน้องสีน้ำ พ่อแม่ต้องอดทน หาข้อมูล ตัวเองเป็นคนใจร้อน แต่เราก็ได้เรียนรู้พร้อมลูกด้วย ว่า การดุ หรือความใจร้อน ไม่ได้ช่วย ต้องฟังเขามากขึ้น แต่อาจจะทำไม่ได้ถึงพวกพี่ๆที่มีการหาข้อมูลมาช่วย ซึ่งก็อาจจะมองหาต่อไป อาจจะเป็นระยะต่อไป หรือบ้านเรียนในเวลาหลังโรงเรียน

คุณอ๋อ

บางอย่างที่เราไม่กล้า แต่ลูกกล้า เราก็ต้องเรียนรู้นะ เราก็ต้องส่งเสริมและยอมรับ เช่น การใส่เสื้อผ้าตามสีวัน ซึ่งเขาก็มีเหตุผลว่า ประหยัด เรียบง่าย พอเราใส่ใจในเรื่องที่เขาเป็น เขาคิด เราก็จะพบว่า มันมีคุณค่า

คุณนา

ตอนแรกที่เราทำบ้านเรียน เราก็คิดถึงเรื่องแปดสาระวิชา ก็มีการคิดทำกลุ่มที่จะช่วยเหลือกัน ใครจะมาช่วยสอนวิชา……. หรือแม้แต่พี่จะช่วยสอนน้อง ซึ่งถ้าใครสนใจ มีไอเดียก็เสนอได้

เวลาที่เราเป็นห่วงเรื่องจะถูกตรวจสอบรายวิชา ก็ให้เขียน ให้บันทึก ให้หาเหตุผลว่า ทำไมเราถึงดูรายการนี้ เราเรียนรู้อะไร ซึ่งต้องทำสม่ำเสมอ

คุณตี๋ คือเราคิดมาก แต่เด็กไม่ต้องคิดอะไรเลย เขาไม่ติดกรอบ ทำเลย

คุณปุ้ม คือเรามีลูกสองคน เป็นคนละเพศ แล้วเราก็ทำทุกอย่างเอง ไม่ทัน

คุณตี๋ เราจะทำบ้านเรียนจนเขาโต  เพราะเชื่อในการตัดสินใจของเขา เขาก็เป็นคนหนึ่งที่มีความมั่นใจมากๆ

คุณเอียด (ญ)

เด็กพอเขาโตแล้วเขาตัดสินใจได้ เขาก็จะเข้าไปในระบบเอง และชอบเป็นนักกิจกรรมที่โรงเรียน ส่วนอีกคนที่เป็นบ้านเรียนแม้พี่คะยั้นคะยอให้ไปเรียน เขาก็ไม่เรียน เขาก็พอใจในบ้านเรียน แต่ก็ไปหาผู้รู้ เราอย่าคิดว่า เขาไม่รู้อะไร เราเพียงไปหาผู้รู้ แหล่งเรียนรู้ให้เขา เขาก็จะไปหาเอาเอง โลกมันเปลี่ยนทุกวัน ให้เขาตัดสินใจเองว่าเขาจะเป็นอะไร เลือกอะไร เราแค่ให้ข้อเสนอแนะไป เราไม่ไปบล็อกเขา แต่ที่โรงเรียนนั้นเดี๋ยวหมดเวลาๆๆๆ  คราวนี้เด็กก็ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไอ้โน่นก็ไม่เสร็จ ไอ้นี่ก็ไม่เสร็จ แต่เด็กบ้านเรียนนั้นเวลาเป็นของเขา

คุณสุมาลี

เด็กนั้นถ้าพ่อแม่ใส่ใจ มีเวลาให้เขา  ทำอะไรไปร่วมกับเขา เราก็ค้นพบว่าเมื่อเราอยู่กับเขา มีเวลาให้เขา เขาก็ไม่ได้สนใจที่จะไปเฝ้าดูทีวีอะไรมากมาย บ้านเรียนคือชีวิต บางสิ่งบางอย่างที่ไม่ได้สอนเขาก็เรียนรู้เอง แม่ชอบอ่านหนังสือ ลูกก็จะชอบอ่านหนังสือ เคยถามอาจารย์คนหนึ่งว่า จะต้องทำอะไรบ้างในการทำบ้านเรียน อาจารย์ตอบว่า ไม่อยากเลยเพียงให้อ่านหนังสือ การติดโทรทัศน์นั้นมันเป็นเพราะไม่มีอะไรจะทำ มันเบื่อ บางทีลูกก็สงสารน้องที่ไปโรงเรียน เพราะต้องนั่งป้อนข้าวในรถ

ไม่ใช่ว่าเราต้องสอนเขาเสมอไป บางทีเขาก็มาสอนเรา บ้านเรียนไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เรียนรู้ได้ตลอดเวลาไม่เหมือนเด็กโรงเรียนที่มีวันเสาร์-อาทิตย์ แต่ลูกเราวาดภาพได้ทั้งวัน ถ้าเป็นเรื่องที่เขาชอบเขาก็จะทำ เช่น เรื่องอาหาร ทำกับข้าว การเรียนรู้มันเรียนได้ถึงก่อนนอนเลยนะ อยากให้ลูกเป็น center เขาจะเป็นคนเลือกเอง

คุณมยุรี(เอียด)

การทำบ้านเรียนมันเหมือนการปลุกวิญญาณความเป็นแม่ให้กระชุ่มกระชวย มีบางคนถามว่า ลูกเชื่อหรือ เพราะปกติลูกจะเชื่อครู ไม่เชื่อเรา แต่เมื่อลูกอยู่กับเรา ลูกจะไม่เชื่อเราหรือ บางทีเราก็เรียนรู้ใหม่ว่า เราต้องactingใหม่บ้าง ดีกว่าจะส่งบทบาทนี้ไปให้คนอื่นเล่นแทนเรา

คุณคอดีย๊ะ

บางทีเรื่องบ้านเรียนไม่ได้อยู่ที่พ่อแม่ แต่อยู่ที่คนอื่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ตอนนี้มีสองแผน คือ แผนเรื่องศาสนา แต่เขาบอกว่า ไม่ได้นะ ต้องเน้นแปดสาระ เขาพูดทำนองว่าความรู้เรานั้นไม่พอที่จะสอนลูก ก็มีน้องคนที่เขาส่งหลักสูตรไปให้ทางเขตฯอ่าน ส่งไปแล้วแต่แผนการสอนก็ไม่ได้ทำตามที่เราส่งไป แต่พอฟังเห็นแต่คนต่อสู้ ก็รู้สึกดี ก็มีกำลังใจขึ้น

คุณนา เราต้องคิดให้ได้ว่าอะไรที่สำคัญต่อเด็ก ไม่ใช่เพียงวิชาความรู้

คุณมยุรี (เอียด) เขาก็มองว่าเป็นการเน้นเรื่องศาสนา การดำเนินชีวิตมากกว่า ไม่เป็นห่วงลูกหรือถ้าลูกอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้

คุณนา แล้วคุณไม่เป็นห่วงหรือถ้าลูกเห็นแต่เพียงจุดเล็กๆ

คุณอ๋อ แต่เราอาจจะต้องหาคนอื่นที่ดูแลแทน คนอื่นที่เข้าใจเรา น้องไม่ได้บอกหรือว่า………

คุณคอดีย๊ะ ก็บอกไปแล้ว มาพูดกับเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า ไปศึกษามาก่อนนะก่อนที่จะทำ

หมอศุภ เอาแผนมาเสนอเขาไหมครับ

คุณคอดีย๊ะ เรามีปัญหา คือ เรานั้นสอนลูกไม่ไหวแล้ว ช่วงนั้นแพ้ท้องแล้ว เลยต้องส่งลูกเข้าโรงเรียน

คุณอ๋อ ให้พ่อแม่ตั้งใจก่อน ปัญหาอื่นๆเป็นปัญหาภายในที่เรามาช่วยกันได้ ตอนนี้ที่เรากำลังจะตั้งคณะทำงาน ก็ถ้าน้องเขามาร่วมด้วย เราก็จะหาผู้รู้ทางราชภัฏมาช่วยประเมิน หาคนที่มีความรู้มาช่วย

คุณเอียด ญ. เราจะตั้งของเราเอง ซึ่งมีอยู่ในตัวร่างอันใหม่

หมอศุภ ดังนั้น ถ้าเขาอนุญาตให้เราทำ เราเสนอคณะกรรมการขึ้นไปแล้วเขาอนุมัติให้เราทำ เราก็จะทำได้

คุณนา น้องอาจจะต้องทำแผนมาช่วยกันดู

คุณภิญโญ ของ กศน. นั้น ส่งแผนเอาครึ่งปีแล้ว เขายังอนุมัติเลย แผนนั้นมาดูแล้วอาจช่วยกันก็ได้

มีนิทานเล่าให้ฟัง เหมือนเศรษฐีไปเห็นคนตกปลาอยู่แล้วถามว่า เมื่อไรจะเกษียณ คนตกปลาว่าก็ตกไปเรื่อยๆไม่ต้องรอเวลาว่าจะเกษียณเมื่อไร ตกไปก็มีความสุขไป ทำไมต้องเกษียณ การทำบ้านเรียนเหมือนการทำห้องเรียนธรรมชาติ ทำห้องเรียนนอกห้องเรียน

คุณสาทร เราสูญเสียความเป็นเด็กไปมากมาย เด็กที่พร้อมจะเรียนรู้ ให้อภัย สนุก ฯ เรานั้นต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆกับเด็ก บางทีถ้าเราเรียนรู้ไปตรงนี้พร้อมๆกับลูกของเรา ในความเป็นพ่อเป็นแม่บางทีเราก็สูญเสียตรงนี้ จึงต้องทวงคืนมา

เดี๋ยวเราพักเที่ยงกันก่อน แล้วตอนบ่ายเราจะมาคุยกันต่อว่า สำหรับบ้านเรียน ภูเก็ต เราจะมาช่วยกันอย่างไร ทำอย่างไรสำหรับบางบ้านที่ยังถูกดองอยู่

เวลา ๑๓.๐๐ น.  ช่วงบ่าย

วงสนทนาแลกเปลี่ยน ซักถามเกี่ยวกับการจัดทำแผน หรือการเก็บร่องรอยการเรียนรู้ของบ้านเรียน คุณหมอศุภกฤตและคุณนา ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การจัดทำบันทึก ร่องรอย หลักฐานการเรียนรู้นั้น สามารถทำบันทึก และจัดเก็บไว้ได้ตลอด ซึ่งทุกครั้งที่เราทำนั้นเป็นการทำให้เกิดทักษะขึ้นในตัวเด็กในเรื่องราวต่างๆ ได้หัดให้เขาคิดวิเคราะห์ สังเกต ฯ อย่ามองว่าเป็นการทำงานให้ ศน.  เพราะทุกครั้งที่เราทำนั้นลูกเราได้เรียนรู้ โดยทำจากวิถีชีวิตของเรา แบบเรา ตามความเชื่อ ศาสนาของเรา เพียงแต่เก็บภาพ เขียนเรื่อง แต่งเรื่องมาได้หมดแล้วเก็บรวบรวมไว้ เป็นผลงานของลูกเราเพื่อให้เราได้เห็น ได้ติดตามพัฒนาการของลูกเรา ให้ลูกเราได้มีโอกาสเรียนให้ครบในทุกมิติของชีวิต หรือการส่งผลงานของลูกไปตีพิมพ์ ไปลงเป็นข้อเขียน บทความตามที่ต่างๆ

คุณมยุรี เสริมว่า จริงๆเราต้องอยู่ควบคู่กันไปทั้งสองทาง มันไม่สามารถจะอยู่เฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง มันเป็นไปไม่ได้เลย แต่เราก็มีคำถามว่า เราจะเอาข้างไหนที่ไม่ให้มันมากไปหรือน้อยไป ซึ่งเราจะต้องบูรณาการมันให้ได้ รวมไปถึงเรื่องเราไม่รู้ว่าสาระวิชานี้มันจะต้องเอาแค่ไหน ต้องปรุงแต่งอะไรบางอย่างให้มันสอดคล้องกับวิถีของเรา เราจะใส่ขนาดไหมให้มันพอดี และต้องดูตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ด้วย

คุณนา ก่อนอื่นเราก็ต้องรู้ก่อนว่าแปดสาระมีอะไรบ้าง แล้วก็ประมวลออกมาว่าเราจะสอนอะไรลูก

คุณมยุรี ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้ดูสาระวิชา ทำแบบฝึกหัดเลย

คุณนา ถ้าในแปดสาระวิชานั้นเอาแค่พอผ่าน เพราะไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีเวลาทำเรื่องที่เราอยากจะทำได้เลย

คุณหมอศุภกฤต ถ้าเราจะพูดถึงเรื่องต่างๆที่ต้องเรียนกันจริงๆ  ที่พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องศึกษาและเข้าใจ ก็จะมีตัวอย่าง เช่น

-ป.๑ เรียนเรื่องส่วนตัว ร่างกายของฉัน

-ป.๒ เรียนเรื่องฉันและครอบครัวของฉัน

-ป.๓ เรียนออกไปถึงสังคม/ครอบครัว กว้างออกไป

หรืออะไรๆต่างๆ ซึ่งอยากแนะนำให้เข้าไปลองอ่านดูในweb ของGoogle ที่อ.ชาตรี เขียนบทความเอาไว้ ซึ่งสามารถเอาไปใช้ได้  เวลาผมประเมินนั้น ประเมินว่าผ่านการเรียนรู้ไหม ก็เป็นเกรด ๑,๒,๓,๔ คือ ได้เรียน หรือไม่ได้เรียน, เรียนแล้วประยุกต์ใช้ได้บ้าง เกรด ๓, เรียนแล้วประยุกต์ใช้ได้ดี เกรด ๔

คุณสาทร บทเรียนจากบ้านเรียนสตูล คุณอำหรนพูดไว้ว่า ถ้าเราอยากบ่มเพาะลูกเราให้รักการเรียนรู้ จะไปสนใจทำไมว่าจะกี่สาระวิชา เพราะเมื่อเขารักการเรียนรู้เขาก็จะมีความสุขที่จะเรียน จะอ่าน ด้วยตนเอง จะสามารถเชื่อมโยงได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง

คุณสุมาลี เห็นด้วยกับที่อาจารย์พูดเลยค่ะ เพราะอย่างลูกของตัวเองพอรักที่จะอ่านหนังสือเล่มใหญ่ๆหนักๆก็จะแบกจะถือจะอ่าน

คุณสาทร เด็กจะเป็นเช่นนั้น ลูกชายก็พกหนังสือไซอิ๋วที่อ่านมาไม่ต่ำกว่าสามสี่ครั้ง แต่ก็ชอบจะพกไว้อ่านซ้ำๆ หรือเหมือนอ.ประมวล เพ็งจันทร์ คนที่เดินเท้าจากเชียงใหม่มาเกาะสมุย ก็บอกไว้ว่า อ่านสิทธาระถะ ตั้งสองสามรอบ อ่านแต่ละครั้งในชีวิตแต่ละช่วงที่เปลี่ยนไปก็ให้ความคิดความรู้สึกที่แตกต่างกัน

คุณภควรรณ(อ๋อ) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าตอนนี้บ้านเรียนของเรามีอยู่สามรูปแบบ คือ

๑.มุ่งแปดสาระวิชา

๒.อิงแปดสาระ

๓.บูรณาการ         -ไม่เน้นสาระวิชา เน้นประสบการณ์ เป็นวิถีชีวิต

-อิงสาระวิชา

ซึ่งก็จะมีผลต่อการประเมินด้วย และจาก (ร่าง) คู่มือการจัดการศึกษาโดยครอบครัว  ที่จัดทำขึ้นโดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งใช้เป็นแนวปฏิบัติในการจัดการศึกษาโดยครอบครัว ซึ่งครอบครัวที่จัดการศึกษาเรามีโอกาสเข้าไปร่วมในคณะกรรมการวัดและประเมินผลฯของเราด้วย โดยการชวนนักวิชาการ ผู้รู้เข้ามาร่วมด้วย   โดยเน้นการประเมินเพื่อพัฒนาไม่ใช่การประเมินเพื่อตัดสิน สำหรับ จ.ภูเก็ต จะขอมีคณะทำงานวัดและประเมินผลเพื่อการพัฒนา  ๕-๗ คน

นอกจากนั้น บ้านเรียนภูเก็ตอาจจะมีเวทีความร่วมมือกับ อบจ.ภูเก็ต (ซึ่ง อ.สุมาลี สังขะไชย เป็นผู้เชื่อมโยงเข้าไป เพราะเห็นว่าเด็กบ้านเรียนนั้นมีคุณภาพ) เพื่อทำงานร่วมกันในเดือนพฤศจิกายนนี้ อาจจะเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวการเรียนรู้แบบบ้านเรียนให้กับคนอื่นๆ รวมไปถึงการเรียนรู้จากผู้รู้คนอื่นๆ

และจาก (ร่าง) คู่มือการดำเนินงานการจัดการศึกษาโดยครอบครัว ฉบับล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  แสดงภารกิจในการวัดและประเมินผลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา/ครอบครัว/ผู้จัดการศึกษา ดังนี้

๑.แต่งตั้ง คณะทำงานวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาโดยครอบครัว ทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ตามหลักการประเมินตามสภาพจริง ด้วยวิธีการ เครื่องมือ และหลักฐานร่องรอยการเรียนรู้ที่หลากหลาย คณะทำงานประกอบด้วยบุคคลที่สำนักงานและครอบครัวเห็นพ้องร่วมกัน สำหรับระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน ๕-๗ คน  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน ๗-๙ คน หรือตามความเหมาะสม โดยให้ผู้แทนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทำหน้าที่ เป็นประธานคณะทำหน้าที่ โดยมีภารกิจดังนี้

๑.๑ กำหนดกรอบการประเมินผล โดยวิเคราะห์และเชื่อมโยงแผนการจัดการศึกษาของครอบครัว/ผู้จัดการศึกษากับมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดฯ

๑.๒ ประสานกับครอบครัว/ผู้จัดการศึกษา โดยทำความตกลงร่วมกันในเรื่องสัดส่วนการให้ผลคะแนนหรือเกณฑ์การตัดสินผล และร่วมกันกำหนดค่าน้ำหนัก/หน่วยกิต ในแต่ละสาระการเรียนรู้/กลุ่มประสบการณ์

๑.๓ให้ข้อเสนอครอบครัว/ผู้จัดการศึกษา จัดทำและรวบรวมหลักฐาน ร่องรอยการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง โดยครอบครัวและผู้จัดจะต้องจัดเตรียมเอกสาร หลักฐาน ดังนี้

๑.๓.๑รายงานการประเมินผลการจัดการศึกษาของครอบครัวในรอบหนึ่งปี ซึ่งควรประกอบด้วย

-ข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียนและข้อมูลพื้นฐานของครอบครัวในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาโดยครอบครัว

-ผลการจัดการเรียนรู้และการประเมินผล

-ผลการประเมินพัฒนาการของผู้เรียนในด้านต่างๆ ตามแผนการจัดการศึกษาของครอบครัว ได้แก่ ด้านความรู้ ทักษะ ความสามารถ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์

-จุดเด่น/ความสำเร็จที่สำคัญของการจัดการศึกษา

-ปัญหา อุปสรรค หรือสิ่งที่ควรพัฒนา

-แนวทางการจัดการเรียนรู้ในปีต่อไป โดยปรับให้สอดคล้องกับจุดเด่น จุดด้อย และปัญหาอุปสรรคที่เกิดจากการจัดการศึกษาในรอบปีที่ผ่านมา

-ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะอื่นๆ

๑.๓.๒จัดเก็บหลักฐาน/ร่องรอยการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งควรประกอบด้วยบันทึกกิจกรรมการเรียนรู้ ผลงาน/ชิ้นงาน แฟ้มสะสมงานของผู้เรียนที่แสดงพัฒนาการความก้าวหน้ามนการเรียนรู้ที่สามารถใช้ประเมินความสามารถของผู้เรียนได้

ซึ่งที่ประชุมได้มีการเสนอสัดส่วนเพื่อแต่งตั้ง เป็น คณะทำงานวัดและประเมินผลฯ ของบ้านเรียน จ.ภูเก็ต จำนวน ๗ คน คือ

ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต           ประธานกรรมการ

ศึกษานิเทศก์                                                                                      กรรมการ

นักวิชาการ/ผู้ทรงคุณวุฒิ                                                                    กรรมการ

ตัวแทนครอบครัวบ้านเรียนภูเก็ต                                                          กรรมการ

ตัวแทนครอบครัวบ้านเรียนภูเก็ต                                                          กรรมการ

ตัวแทนครอบครัวบ้านเรียนภูเก็ต                                                         กรรมการ

นักวิชาการศึกษาชำนาญการ                                                              กรรมการ/เลขานุการ

 

เวลา ๑๕.๔๕ น.

เป็นการปิดการประชุมถอดบทเรียนฯ โดยที่มีการสะท้อนความรู้สึก/ความคิดของผู้เข้าร่วม ดังนี้

-สองวันที่ผ่านมา ภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่เป็นพ่อแม่ที่ได้ดูแลลูกให้เป็นคนดี มีศีลธรรม มีกำลังใจที่จะเดินหน้าต่อไป มีการพูดคุยกันทั้งจากผู้มีประสบการณ์และยังไม่มีประสบการณ์

-ยังไม่รู้จะพูดอะไร

-มีความมั่นใจมากขึ้น

-มีปัญหาเอาไว้แก้

-ขอบคุณที่ให้ความรักในการประชุมครั้งนี้

-ได้มาเรียนรู้บ้านเรียนของภูเก็ต เพราะที่พังงามีเพียงสามครอบครัว นำทางเป็นครอบครัวที่สอง น่าจะได้ร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

-ถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้มาเรียนรู้ในกลุ่มของบ้านเรียน น่าจะได้รู้จักกันมากขึ้น

-ตอนนี้ลูกก็อยู่ในระบบ แต่ทุกครั้งที่มีบ้านเรียนก็จะเจอกันอีก

-ตอนที่ลูกออกจากโรงเรียนเป็นบ้านเรียนเหมือนเดิมก็จะทำได้เลย

-ขอบคุณพี่เอียดพี่หมูที่พยายามมาแกะรอยบ้านเรียนภูเก็ตได้อย่างงดงาม

-ขอบคุณพี่เอียดพี่หมูที่เป็นต้นแบบให้เรา ขอบคุณทุกคนในวันนี้ที่จะทำบ้านเรียนให้สำเร็จ

-ขอบคุณพี่เอียดพี่หมู พอคุณหมอถามว่าจะทำอะไรดี ก็นึกถึง มันเป็นความผูกพันนะคะ เดี๋ยวพอเราทำๆกันไปเราก็จะเกิดความผูกพัน เราทุกคนก็จะได้รับผลจากการที่เราทำกับเด็กๆของเรา

-เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ความเป็นตัวตนของเราก็เป็นดอกผลมาจากอดีตที่เราได้รับหรือจัดการศึกษามา ถือว่าเป็นโชคดีของเราที่การศึกษาเปิดให้เราได้ทำบ้านเรียนได้ การถอดบทเรียนครั้งนี้ของภูเก็ตถือเป็นก้าวกระโดดที่สวยงามมาก ก้าวกระโดดที่ไกลมาก เวลาผ่านไปเร็วมาก ปึ้บปั๊บ ๑๐ ปี สังคมไทยนั้นยังช้ามาก เราสามารถแปรทุกอย่างให้เป็นองค์คุณของเราได้ ให้มันเติบโตงอกงามบนเกาะภูเก็ตต่อไป โอกาสหน้าน่าจะได้เจอกันอีก

-ไม่อะไรแล้ว สำหรับตัวผมการจะทำให้บ้านเรียนเติบโต น่าจะอยู่ที่การประชาสัมพันธ์ผ่านwebsite เพื่อบ้านเรียนได้เติบโต ทุกคนช่วยกันเข้าไปใช้

ปิดการประชุม เวลา ๑๖.๑๐ น.

บันทึก โดย จินตนา สมพงศ์

 

ผลการสรุปประชุมถอดบทเรียนการจัดการศึกษาโดยครอบครัว จ. ภูเก็ต

วันที่ ๔-๕ สิงหาคม ๒๕๕๕  ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต

————————————————————————————————-

จุดแข็ง (Strenght) ของบ้านเรียนภูเก็ต

บ้านเรียนมิใช่แค่เพียงการจัดการศึกษา แต่ “เป็นวิถีชีวิต” วิถีของการเรียนรู้ตามธรรมชาติของมนุษย์ มีลักษณะที่เอื้อต่อการพัฒนาความเป็นมนุษย์หลายๆอย่าง  ได้แก่

๑.๑ ความยืดหยุ่น  ไม่ถูกกดทับอยู่ด้วยระบบ ระเบียบ กฏเกณฑ์ แบบแผนต่างๆ ครอบครัวหนึ่งลูกมีปัญหาสุขภาพมาก แต่ก็สามารถจัดการศึกษาควบคู่ไปกับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดได้

๑.๒ สัมพันธภาพ พ่อแม่ลูกได้อยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด  “มีการพูดคุยปรึกษาหารือกันอย่างต่อเนื่องเสมอ”

๑.๓ การเรียนรู้มาจากแรงบันดาลใจจากตัวของผู้เรียนเอง เด็กจึงสนุกที่จะเรียนรู้ มีความสุขในการเรียนรู้ มีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง การทำบ้านเรียนต้องบ่มเพาะให้เด็กรักที่จะเรียนรู้ เมื่อเขารักที่จะเรียนรู้ เขาก็จะมีความสุขในการเรียนรู้ ในการอ่านการเขียนด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง “เด็กๆมีศักยภาพในการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เราไม่ต้องสอนลูก ลูกอยากจะเรียนเอง เมื่อเขามีความพร้อม เขาจะขอเรียนเอง เราไม่ใช่ผู้รู้ เราเป็นเพียงผู้จัดการ ผู้อำนวยความสะดวกให้ลูก “ “เวลาของเขามีเหลือเฟือ ไม่มีใครมาบังคับว่าหมดเวลาแล้วนะ ต้องเลิก”

๑.๔ การเรียนรู้ร่วม ทุกคนในครอบครัวจะเป็นทั้งผู้เรียน ผู้สอน “บางครั้งลูกจะนำทางเราในการเรียนรู้” “ไม่ใช่เราจะใส่(จัดการศึกษา)ให้ลูกได้อย่างเดียว ลูกจะเป็นแบบฝึกหัดให้เราด้วย”  “ไม่ใช่เราจะสอนเขาเสมอไป บางทีเขาก็มาสอนเรา บ้านเรียนไม่มีวันหยุด เสาร์-อาทิตย์เรียนรู้ได้ตลอดเวลา” “เป็นการแสวงหาสิ่งที่ดีๆมาให้ลูก พ่อแม่เข้าไปเรียนรู้ พบสิ่งดีๆ ทบทวน ใคร่ครวญแล้ว มาถ่ายทอดให้ลูกต่อ”  “ในขณะที่เราเห็นพัฒนาการของลูก ทำให้เราสะท้อนคิด ส่งผลให้เราเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน “เด็กโดยธรรมชาติจะมีความกล้าหาญมากกว่าผู้ใหญ่ พ่อแม่จึงต้องเรียนรู้เรื่องความกล้าหาญจากลูก”

๑.๕ เป็นการเรียนรู้ที่เป็นองค์รวม บ้านเรียนจึง “ตอบสนองต่อชีวิตมากกว่า” เพราะเป็นการเรียนรู้ในทุกๆมิติของชีวิต “บ้านเรียนนั้นเป็นการพัฒนาทั้งความรู้+คุณธรรมภายในตัวลูก”  “การเรียนรู้ด้วยการลงมือทำให้ลูกเห็น”   “เป็นการพัฒนาความรับผิดชอบและความมีวินัยในตัวเอง”

๑.๖ เน้นการพึ่งตนเอง  “พยายามช่วยตัวเอง ด้วยการหาข้อมูล ความรู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นทางเลือก-ทางออกในการจัดการศึกษาให้แก่ลูก”

งานใจกลางของบ้านเรียน คือ  การฟูมฟัก การพัฒนาความรัก ความกรุณา/ความโอบอ้อม อารี และมิตรภาพ ทั้งภายในครอบครัว และชุมชนของบ้านเรียนด้วยกัน

“การสื่อสารด้วยความไว้วางใจภายในครอบครัวมีมาก เพราะใกล้ชิดกัน ลูกกล้าพูด กล้าบอกเรื่องราวต่างๆกับพ่อแม่”

“การมีศิลปะในการเชื่อมประสานระหว่างบ้านเรียนกับองค์กร,หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงความรัก ความเข้าใจ ความร่วมมือ การมีส่วนร่วม โดยมีครอบครัวเป็นศูนย์กลาง”

“การมีกลุ่ม การสร้างกลุ่มที่มีกัลยาณมิตรมาช่วยสนับสนุน”

 

บ้านเรียนให้คุณค่า และเคารพในความแตกต่าง หลากหลายของมนุษย์

“การเอื้อให้ลูกได้พัฒนาตัวตนที่เขาได้เลือกและเชื่อ  และเราเดินทางร่วมไปกับเขา”

“เด็กนั้นแตกต่างหลากหลาย ไม่เหมือนกันเลย  เด็กแต่ละคนมีความคิดเป็นของตัวเอง”

“การทำบ้านเรียนจะให้ลูกเลือก-ตัดสินใจเอง จะเป็นอะไร  เราแค่ให้ข้อเสนอแนะไป เด็กๆจะเป็นคนกำหนดเอง เป้าหมายสำคัญของบ้านเรียนนั้นเป็นการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง หรือเติมเต็มตัวตนความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ขึ้น มิใช่เพียงเรียนรู้เพื่อให้ได้องค์ความรู้เพียงอย่างเดียว เช่น  การเปลี่ยนแปลงระบบอำนาจนิยมภายในครอบครัว”

“การเรียนรู้ของบ้านเรียนเป็นการเรียนรู้แบบไม่รู้ หรือไม่ยึดติดกับความรู้  คนที่ไม่ยึดติดกับความรู้จะอ่อนน้อม น่ารัก พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆตลอดเวลา”

“การทำบ้านเรียนนั้นจะเน้นการแก้ปัญหา(เปลี่ยนแปลง)ไปจากตัวเองก่อนที่จะไปแก้(เปลี่ยนแปลง)คนอื่น”

“การทำบ้านเรียนต้องอดทน การดุ ใจร้อน ช่วยอะไรไม่ได้ มีแต่ต้องฟังลูกมากขึ้น”

“ถ้าเราใส่ใจลูกเพียงพอ เขาก็จะไม่ติดทีวี เล่นเกมส์ และลูกจะเรียนรู้จากสิ่งที่พ่อแม่เป็น พ่อแม่ทำ เช่น ถ้าพ่อแม่อ่านหนังสือ ลูกก็จะอ่านหนังสือด้วย”

“การทำบ้านเรียนมันเหมือนการปลุกวิญญาณความเป็นแม่ (และพ่อ)ให้กระชุ่มกระชวยขึ้น”

“การทำบ้านเรียนเสมือนการปลุกความเป็นเด็กในตัวพ่อแม่ให้กลับคืนมาอีกครั้ง”

 

ข้อจำกัด/อุปสรรค/จุดอ่อน  (Weakness) ของบ้านเรียนภูเก็ต

คนรอบข้าง/คนในครอบครัว ยังไม่เข้าใจเรื่องการจัดการศึกษาโดยครอบครัว

ค่านิยมของสังคมที่สนใจ-ให้คุณค่าเฉพาะการศึกษาที่เน้นการแข่งขันทางวิชาการ/ความจำ

หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง หรือมีส่วนส่งเสริม สนับสนุนบ้านเรียนค่อนข้างเคร่งครัด ยึดกุมกฎระเบียบมากไป

ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาโดยครอบครัวยังมีอยู่น้อย

พ่อแม่ลูกยังไม่ค่อยมั่นใจจากการที่สังคมรอบข้างกดดันหรือตั้งคำถาม

ยังมีเพื่อนที่จัดบ้านเรียนน้อย จึงค่อนข้างโดดเดี่ยว และขาดการหนุนช่วยกัน

ลูกวัยเล็ก (อนุบาล) ต้องการเพื่อนเล่น แต่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้

พ่อแม่มีงานอาชีพต้องทำจึงอาจจะจัดสรรเวลาให้ลูกไม่เพียงพอ

พ่อแม่หวังจากลูกมากเกินไป

ลูกอยากได้เพื่อน แต่เพื่อนต้องไปโรงเรียน

การเปลี่ยนแปลงด้านเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบบ้านเรียนของ สพป.บ่อยๆ ทำให้เจ้าหน้าที่ขาดความเข้าใจในบ้านเรียนอย่างต่อเนื่อง

 

โอกาสของการพัฒนาบ้านเรียน (Opportunity)

การรณรงค์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พัฒนาให้เกิดความชัดเจนในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพมากขึ้น

เด็กที่เคยไปโรงเรียนมาก่อนบางคนจะไม่อยากกลับไปโรงเรียนอีก  ความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ตนเองก็จะมีอยู่สูง

เมื่อมีเวทีเรียนรู้/กิจกรรมที่ไหนที่ลูกสนใจ ก็จะหาลูกไปเข้าร่วม มีกิจกรรมที่หลากหลายซึ่งเหมาะกับลูก  ส่วนหนึ่งก็ทำให้ลูกมีเพื่อนในวัยเดียวกันด้วย

การปรึกษาหารือ-สื่อสารกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (สพป.,สพฐ. ฯ)ในเรื่องของข้อจำกัด, ความต้องการ ฯ เพื่อก่อให้เกิดความยืดหยุ่น/ความเข้าใจ/การสื่อสารอย่างมีคุณภาพ และบ้านเรียนจะได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอย่างเหมาะสมด้วย

บ้านเรียนจะมีการประเมินเป็นระยะๆ ทำให้ครอบครัวต้องปรับตัวเองอยู่เรื่อยๆ

การมีโอกาสได้พบปะกับคนในหลากหลายรูปแบบ หลายวัย-เชื้อชาติ

บ้านเรียนจะเน้นการเรียนรู้จากภายใน การบ่มเพาะให้จิตใจมีความรัก ความเมตตา ซึ่งจะส่งผลไปสู่การมีศิลปะในการเชื่อมประสานกับคนอื่นๆได้มากขึ้น

การเขียน การบันทึกในสิ่งที่เราเรียนรู้ ทำให้เราได้ทบทวน ใคร่ครวญตัวเองว่า ก่อให้เกิดการเรียนรู้อะไรบ้าง

นอกเหนือจากที่พ่อแม่พาไปหาผู้รู้,แหล่งเรียนรู้ต่างๆแล้ว ลูกก็จะแสวงหาผู้รู้,แหล่งเรียนรู้ด้วยตัวเขาเองด้วย

การ Acting ตัวเองของพ่อแม่ในฐานะของครูคนหนึ่ง,ผู้รู้ที่ใกล้ชิดอยู่กับลูก  เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

พ่อแม่จะต้องประมวลออกมาให้ได้ว่าอะไรบ้างที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้ของเด็กในแต่ละช่วงวัย (ซึ่งมิใช่เพียงวิชาความรู้)

ความร่วมไม้ร่วมมือกันของบ้านเรียนภายในกลุ่ม (เช่น การตั้งคณะทำงานติดตามประเมินผลร่วมกับเขตพื้นที่การศึกษาฯและผู้ทรงคุณวุฒิ) จะเอื้อให้ การพัฒนาการเรียนรู้ของบ้านเรียนโดยรวมลื่นไหล มีคุณภาพมากขึ้น

นอกจากเขตพื้นที่การศึกษาฯแล้ว  เราอาจจะไปลงเรียนกับ กศน.ก็ได้ ซึ่ง กศน.เองก็จะเปิดกว้างพอสมควร  เพราะผ่านไปครึ่งปีแล้วส่งแผนเขาก็ยังรับเลย (มีความยืดหยุ่นสูง)

การบูรณาการ การจัดสรรปรุงแต่งสาระให้สอดคล้อง เหมาะสม กลมกล่อมระหว่างมิติของชีวิตและวิถีของครอบครัว กับสาระทางวิชาการที่ควรรู้เพื่อให้ลูกมีวุฒิภาวะและความรู้อย่างสมวัย

 

ภารกิจของบ้านเรียนภูเก็ต  (Task)

  • การจัดสรรเวลาที่จะอยู่กับลูก เรียนรู้/เล่นร่วมกับลูกมากขึ้น
  • การจัดทำ-นำเสนอแผนการเรียนของผู้เรียน(ลูก)ต่อคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต
  • พ่อแม่มีบทบาทที่จะอำนวยการให้เกิดการเรียนรู้แก่ผู้เรียน ไม่ใช่ผู้สอน
  • การร่วมเรียนรู้ไปกับลูก การเรียนรู้ที่มิใช่การสะสมความรู้ แต่เป็นการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงตนเอง
  • การแสวงหาแหล่งเรียนรู้/ผู้รู้ ในหลากหลายมิติของการเรียนรู้
  • การสร้างความมีชีวิตชีวา ความสดชื่นให้กับการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสนุก และมีความสุขในการเรียนรู้ (เพื่อดึงลูกออกมาจากการขลุกอยู่กับทีวี และเกมส์คอมพิวเตอร์)
  • หากจะเป็นการสอน ก็ต้องควบคู่กับการเป็นให้ดู อยู่ให้เห็น หรือการเป็นแบบอย่าง เช่น ถ้าพ่อแม่รักการอ่าน อ่านหนังสืออยู่เสมอ ลูกๆก็จะเจริญรอยตามพ่อแม่เช่นเดียวกัน
  • การจัดตั้งกลุ่มดูแลช่วยเหลือกันระหว่างบ้านเรียนด้วยกัน ทั้งทางวิชาการ ชีวิตจิตใจ และความเป็นอยู่ทั่วไป
  • การแต่งตั้งคณะทำงานวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาโดยครอบครัวร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯภูเก็ตและผู้ทรงคุณวุฒิ   ซึ่งจะทำหน้าที่ทั้งการแนะนำ พัฒนา กลั่นกรอง พิจารณา แผนการเรียนรวมไปทั้งการติดตาม นิเทศและประเมินผลผู้เรียนตามสภาพจริง

ขอบคุณข้อมูลจาก คุณ Chatree Samran ลิงค์ https://sites.google.com/site/chatreesamran/googledc5648014d36d0dchtml-1

 

post by: แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

ดาวน์โหลดเอกสาร คลิกที่นี่ค่ะ>>> ถอดบทเรียนบ้านเรียนภูเก็ต

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

กลับไปหน้าที่แล้ว Next Entries »

Liked it here?
Why not try sites on the blogroll...

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 25 other followers

%d bloggers like this: