Archive for ตุลาคม 11th, 2012

ประกาศกระทรวงฯ : การเทียบความรู้วุฒิจากโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย 2545 (เพิ่มเติม 2553)

แสดงความเห็นแล้วใน 11/10/2012. Filed under: 01.การศึกษานานาชาติ | ป้ายกำกับ:, |


 

เอกสารอ้างอิง

แนวทางการเทียบโอนผลการเรียนหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

รายละเอียดในเล่ม :

  • บทที่ 1 บทนำ
  • บทที่ 2 การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักสูตรที่จัดการศึกษาเป็นระดับ
  • บทที่ 3 การเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาต่อเนื่อง
  • บทที่ 4 การเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาหลักสูตรต่างประเทศ
  • บทที่ 5 การประเมินความรู้และประสบการณ์
  • บทที่ 6 การบริหารการเทียบโอนผลการเรียนของสถานศึกษา

ภาคผนวก

คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดค่ะ>>>แนวทางเทียบโอนผลการเรียน

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

แนวทางการเทียบโอนผลการเรียน : หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

แสดงความเห็นแล้วใน 11/10/2012. Filed under: 01.การศึกษานานาชาติ, 04. วารสาร/บทความ | ป้ายกำกับ:, , , |


เอกสารนี้เอามาลงไว้ให้เพื่อครอบครัวที่อาจจะไม่ได้ทำ home school แบบจดทะเบียนกับเขตพื้นที่เท่านั้น หรือทำคู่กับ ระบบ โรงเรียนนานาชาติแบบของแม่ปุ๋มกับน้องปัญปันนะคะ

;-)แม่แนบไฟล์ฉบับเต็มให้คลิกดาวน์โหลดด้านล่างแล้วนะคะ

จะเห็นได้ว่าเราสามารถจัดการศึกษาให้ลูกมีวุฒิการศึกษาได้มากกว่า 1 หลักสูตร (ในเวลาเดียวกัน ทำคู่ขนานกันไปได้เลยค่ะ)

สำหรับเมืองไทยตอนนี้เท่าที่ทราบระดับอุดมศึกษาก็คือ สอบ A-level 5 วิชา หากเทียบก็คือ หลักสูตรต่างชาติ ม.4 ก็สามารถขอเทียบได้วุฒิ ม.6 ของไทย (ถ้าลูกเราสอบผ่าน^^)

;-)ซึ่งแม่น้องปัญปัน ก็เล็งแนวทางนี้ไว้เหมือนกัน หากไม่ได้ยื่นจดทะเบียนกับเขตพื้นที่ในที่สุด!

และเท่าที่มีข้อมูล ณ ขณะนี้ เราสามารถส่งลูกเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยของรัฐฯ ภาคอินเตอร์ โดยไม่ต้องสอบเอนทรานซ์ (อันนี้ต้องตรวจสอบไปที่แต่ละมหาวิทยาลัยดูนะคะ)

สำหรับวุฒิการศึกษาสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระบบ (การศึกษาขั้นพื้นฐาน) ทำได้หลายวิธี เช่น 

1. ขึ้นทะเบียนกับเขตพื้นที่การศึกษาที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ว่าจัดการศึกษาโดยครอบครัว home school ทางเขตจะจัดเจ้าหน้าที่เพื่อมาติดตามวัดผล ประเมินผลตามระดับการศึกษา ป.1-3 , ป.4-6 , ม.1-3 , ม.4-6 *ซึ่งผู้ปกครองจะต้องจัดทำแผนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการเกณฑ์ประเมินผลของเจ้าหน้าที่ 

2. นำชื่อไปฝากไว้กับ โรงเรียนโดยทำข้อตกลง เช่น แจ้งว่าลูกเราจะไม่มาเรียน แต่จะมาร่วมสอบหรือวัดผลรายปีเพื่อเลื่อนระดับชั้น อาจจะต้องเสียค่าเทอมหรือค่ากิจกรรมเหมือนเด็กคนอื่นใน รร นั้น ๆ 

3. สอบเทียบหรือวัดผลกับข้อสอบวัดผล ต่างประเทศ เช่น อเมริกา แล้วนำผลสอบ กลับมาเทียบโอนในไทย อันนี้มีสอบออนไลน์ด้วย 

  • ข้อดี – สะดวก รวดเร็ว 
  • ข้อเสีย – ผู้สอบต้องใช้ภาษาอังกฤษในระดับอ่านออกเขียนได้ ตามระดับการศึกษาที่ไปสอบ ตั้งแต่เกรด 1 – 12 หรือ ป.1- ม.6 นั่นเอง และมีค่าใช้จ่ายในการเข้าสอบแพง 

4. รอสอบเทียบกับ กศน เพื่อเอาวุฒิ ป.6 , ม.3 , ม.6 เมื่ออายุครบตามเกณฑ์ที่ให้สอบได้ (16 ปี) 


การเทียบวุฒิและการศึกษาต่อ (มหาวิทยาลัย)

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://www.newcambridge.com/

นักเรียนที่สอบ IGCSE ผ่าน 5 วิชา (A*-C) สามารถนำผลสอบไปยื่นขอเทียบวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสามารถนำใบเทียบวุฒิการศึกษาดังกล่าวไปใช้ในการสมัครเข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศไทย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลับอัสสัมชัญ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากนักเรียนต้องการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษหรือต่างประเทศ นักเรียนจะต้องผ่านการสอบ A-Level ก่อนที่จะเข้าศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ หรือ เรียนหลักสูตรปรับพื้นฐานก่อนเป็นเวลา 1 ปี

———————————————————————–

เอกสาร แนวทางการเทียบโอนผลการเรียน

หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

รายละเอียดในเล่ม :

  • บทที่ 1 บทนำ
  • บทที่ 2 การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักสูตรที่จัดการศึกษาเป็นระดับ
  • บทที่ 3 การเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาต่อเนื่อง
  • บทที่ 4 การเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาหลักสูตรต่างประเทศ
  • บทที่ 5 การประเมินความรู้และประสบการณ์
  • บทที่ 6 การบริหารการเทียบโอนผลการเรียนของสถานศึกษา

ภาคผนวก

คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดค่ะ>>>แนวทางเทียบโอนผลการเรียน

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

แนวคิดสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการจัดทำและพิจารณาความเหมาะสมของแผนการศึกษาของครอบครัว (home school) และตัวอย่างแบบฟอร์ม

แสดงความเห็นแล้วใน 11/10/2012. Filed under: 03.แผนการจัดการศึกษา/แผนการสอน/แบบฟอร์ม/รายงาน/ประเมินผล, 05. งานวิจัย/หนังสือ/เอกสาร, 06. ข่าว/เรื่องเล่า | ป้ายกำกับ:, , , , , , , , |


การจัดการศึกษาโดยครอบครัวหรือบ้านเรียน

มีความแตกต่างไปจากการจัดการศึกษาอย่างในโรงเรียน

เพราะเป็นการศึกษาทางเลือกที่สามารถเข้าถึงคุณลักษณะเฉพาะของตัวผู้เรียนแต่ละคน หลุดพ้นจากข้อจำกัดของชั้นเรียนขนาดใหญ่ที่มีผู้เรียนจำนวนมาก สามารถใช้โอกาสนี้ไปสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนมี “พัฒนาการตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ” ขึ้นมาได้ การศึกษาโดยครอบครัวจึงเป็นการจัดการศึกษาที่มีความหลากหลายมีความยืดหยุ่นอยู่ในตัวสูง ทั้งในทางเป้าหมายหรือมาตรฐานการเรียนรู้และรูปแบบกระบวนการในการจัดการเรียนรู้ การวัดประเมินผล โดยเป็นไปตามความแตกต่างทางสถานภาพของครอบครัวผู้จัดการศึกษา และลักษณะเฉพาะตัวของบุตรหลานผู้เรียน

แนวคิดสำคัญ

แนวคิดสำคัญที่ควรคำนึงถึง ในการจัดทำและพิจารณาความเหมาะสมของแผนการศึกษาของครอบครัว มีดังต่อไปนี้

  1. แผนการศึกษาของครอบครัวที่ใช้ประกอบคำขออนุญาตจัดการศึกษา คือการที่ครอบครัวกำหนดหลักการ กรอบแนวทาง ในประเด็นที่มีความจำเป็นและสำคัญ ในแต่ละช่วงระยะของระดับการศึกษาที่จะจัดให้กับบุตร โดยการเลือกสรรกลั่นกรองอิงมาจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการ หลักสูตรโรงเรียนสาธิต หลักสูตรโรงเรียนเฉพาะทาง หลักสูตรของนานาประเทศ ฯลฯ หรือมาจากสิ่งที่เป็นนวัตวกรรมทางการศึกษาที่อาจยังไม่มีอยู่ในหลักสูตรใดๆ อย่างเป็นทางการก็ได้ นำมาปรับประยุกต์ร้อยเรียงขึ้นไว้เป็นกรอบชี้ทิศทางในการอำนวยการจัดการศึกษาของครอบครัว ทั้งนี้ โดยที่ไม่ขัดแย้งกับความมุ่งหมาย หลักการ และแนวทางตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฯ
  2. แผนการศึกษาของครอบครัวเป็นแผนการศึกษาเฉพาะตัวผู้เรียนเป็นรายบุคคล การกำหนดเป้าหมาย สาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ จึงวางอยู่บนพัฒนาการที่เป็นจริงของตัวผู้เรียน ตามธรรมชาตินิสัยในการเรียนรู้ (Learning Style) แววฉลาดหรือความถนัดความสนใจ (Multiple Intelligence) และอัตราเร่งในการพัฒนาของตัวเด็กเอง
  3. ในแผนการศึกษาของครอบครัวพ่อแม่จะมีบทบาทเป็นผู้อำนวยการจัดการเรียนรู้เป็นสำคัญ แผนการศึกษาของครอบครัวจึงควรสะท้อนให้เห็นในเชิงกระบวนการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก (มากกว่าการจัดตารางเรียนเป็นวิชาๆ ) ซึ่งมีทั้งเรื่องราวในบ้านและนอกบ้าน มีทั้งการเรียนรู้ที่ครอบครัวจัดขึ้นโดยเฉพาะและการเรียนรู้จากการเข้าร่วมกลุ่มที่มีมิติในเชิงสังคม การเรียนรู้จากสื่อ จากแหล่งเรียนรู้ จากการเดินทาง จากการสังสรรค์สันทนาการ จากกิจกรรมอาสาสมัครบำเพ็ญประโยชน์ จากงานอดิเรก เป็นต้น รูปแบบการจัดการศึกษาโดยครอบครัวทั่วไปจะมีลักษณะเป็นการศึกษานอกระบบผสมผสานกับการศึกษาตามอัธยาศัย มีบ้างที่ครอบครัวจัดแบบการศึกษาในระบบโดยการลงทะเรียนเรียนร่วมกับสถาบันการศึกษาที่มีโปรแกรมการศึกษาแบบ Home School (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของต่างประเทศ)
  4.  การศึกษาโดยครอบครัวไม่ใช่การยกโรงเรียนไปไว้ที่บ้าน แต่เป็นระบบของการบูรณาการ สามารถเรียนรู้ได้จากวิถีชีวิตจริง จากทุกสถานที่ทุกเวลา กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันแปรให้เป็นการเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น มุ่งให้โอกาสให้เด็กได้ทำในสิ่งที่สนใจเพื่อการค้นพบแล้วต่อยอดจากธรรมชาติและศักยภาพอันเป็นสภาพจริงของตัวเด็ก หลายๆ ครอบครัวจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อการพัฒนาทักษะชีวิตและความฉลาดทางอารมณ์ (E.Q.) ที่นำไปสู่คุณลักษณะของการเป็นผู้คิดเป็น คิดแก้ปัญหาได้ เรียนรู้เป็น มีทักษะเครื่องมือสำหรับการเข้าถึงความรู้ติดตัวไปตลอดชีวิต สร้างสรรค์เป็น เห็นปัญหาเป็นสิ่งท้าทาย เกิดความสุขจากการได้กระทำภาวะที่ถูกต้องดีงาม
  5. แผนการศึกษาของครอบครัวไม่ใช่แผนประเภทยึดเอาไว้ตายตัวแก้ไขไม่ได้ แต่เป็นแผนที่มีชีวิตมีพลวัต มีการปรับปรุงพัฒนาเป็นระยะไปตามสภาพจริงของตัวเด็กและครอบครัว จากการที่การศึกษาในแบบของครอบครัวนี้จะมีธรรมชาติที่มีความอ่อนตัวแปรเปลี่ยนได้สูงมาก เช่น ครอบครัวอาจต้องโยกย้ายบ้านช่องหน้าที่การงาน เด็กผู้เรียนอาจอาจอยู่ระหว่างการปรับตัว มีอาการเจ็บป่วย หรืออาจพบภายหลังว่าสภาพความจริงต่างจากที่คาดการณ์ไว้เดิม เป็นต้น แผนการศึกษาของครอบครัวแต่ละระยะจึงควรที่จะวางไว้เป็นแนวทางในลักษณะที่ยืดหยุ่นได้ง่าย สามารถที่จะปรับเปลี่ยนการดำเนินการให้มีความเหมาะสมตรงกับสภาพที่เป็นจริงได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยที่ในสาระสำคัญแล้วไม่ได้ผิดไปจากกรอบแนวทางที่ได้เสนอขออนุญาตไว้

หัวข้อที่ควรระบุในแผน

ตัวอย่างโครงสร้างหัวข้อที่ควรระบุไว้ในแผนการศึกษาของครอบครัว

(1) ข้อมูลพื้นฐานของครอบครัว

  •     ชื่อ-สกุล บิดา มารดา วุฒิการศึกษา/ประสบการณ์ อายุ อาชีพ ที่อยู่
  •     สาเหตุของการตัดสินใจจัดการศึกษาโดยครอบครัว

(2) ข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน

  •     ชื่อ-สกุล บุตร อายุ ประวัติการศึกษา
  •     พัฒนาการ ความถนัดความสนใจ ลักษณะพิเศษเฉพาะตัว

(3) หลักการ/แนวทางในการจัดการศึกษา

  •     ระดับการศึกษาที่จะจัดในช่วงระยะปัจจุบัน (ก่อนประถม/ประถมศึกษา/มัธยมศึกษาตอนต้น/มัธยมศึกษาตอนปลาย)
  •     จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษา/คุณลักษณะที่ประสงค์
  •     แนวทางในการจัดสาระการเรียนรู้
  •     แนวทางในการจัดกระบวนการ/กิจกรรมการเรียนรู้ (เช่น กิจกรรมในบ้าน-นอกบ้าน กิจกรรมทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ กิจกรรมโครงงาน กิจกรรมงานอดิเรก/แววอาชีพ กิจกรรมทางศาสนา กิจกรรมอาสาสมัครบำเพ็ญประโยชน์ การเรียนรู้จากสื่อ การเรียนกับครูพิเศษ/สถานศึกษา/สถานที่ที่มีการจัดสอนบางสาระ การร่วมกลุ่มเรียนรู้กับครอบครัวอื่นๆ เป็นต้น)
  •     แนวทางการวัดและประเมินผล

สำหรับตัวอย่างแบบฟอร์ม ของการจัดการศึกษาโดยครอบครัว (Home School) ได้แก่

  1. ตัวอย่างแบบยื่นคำขออนุญาตจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว
  2. ตัวอย่างแบบอนุญาตให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว
  3. ตัวอย่างคำสั่งให้เลิกจัดการศึกษาโดยครอบครัว (กรณีครอบครัวขอยกเลิกเอง)
  4. ตัวอย่างคำสั่งให้เลิกจัดการศึกษาโดยครอบครัว (กรณีคณะกรรมการมีมติยกเลิก)
  5. ตัวอย่างการจัดทำแผนการจัดการศึกษาโดยครอบครัว

คลิกชื่อไฟล์ด้านล่างเพื่อดาวน์โหลดเอกสารค่ะ >>>

ตัวอย่างแบบยื่นคำขออนุญาตจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว, แบบอนุญาต, คำสั่งให้เลิกจัด และการจัดทำแผนการจัดการศึกษาโดยครอบครัว

Post By: กฤดาภรณ์ แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

แนวทางการจดทะเบียนขอจัดการศึกษาโดยครอบครัว, การจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผลฯ และการรับรองผลสำเร็จของการศึกษา home school

แสดงความเห็นแล้วใน 11/10/2012. Filed under: 03.แผนการจัดการศึกษา/แผนการสอน/แบบฟอร์ม/รายงาน/ประเมินผล, 05. งานวิจัย/หนังสือ/เอกสาร | ป้ายกำกับ: |


แนวทางการจดทะเบียนตามกฎกระทรวง การจดทะเบียนขอจัดการศึกษาโดยครอบครัว

หน้าที่ของครอบครัว

บิดามารดา หรือบิดามารดาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือผู้ปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ประสงค์จะจัดการศึกษา ให้ยื่นคำขออนุญาตซึ่งมีรายละเอียดครบถ้วนต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ครอบครัวมีภูมิลำเนา

ภูมิลำเนา หมายความว่า ที่อาศัยที่ปรากฏตามทะเบียนบ้าน หรือถิ่นที่พักอาศัยเป็นประจำอยู่ในปัจจุบัน

รายละเอียดประกอบคำขออนุญาต ประกอบด้วย…

  •     ชิ่อ ชื่อสกุลของครอบครัว (บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง)
  •     ชื่อ ชื่อสกุลของผู้เรียน (บุตรหรือบุคคลผู้อยู่ในปกครองของครอบครัว)
  •     สำเนาหรือภาพถ่ายทะเบียนบ้านของครอบครัวและผู้เรียน
  •     ที่ตั้งและแผนผังสถานที่ซึ่งใช้จัดการศึกษา (บ้าน)
  •     สำเนาหลักฐานวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่า มัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าของผู้จัดการศึกษา (บุคคลในครอบครัวหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากครอบครัวให้จัดการศึกษา) หรือคำรับรองว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ในการจัดการศึกษา
  •     ระดับและประเภทการจัดการศึกษา (ก่อนประถม/ประถมศึกษา/มัธยมศึกษาตอนต้น/มัธยมศึกษาตอนปลาย)
  •     แผนการจัดการศึกษาของครอบครัว  กำหนดตามหลักการและแนวทางการจัดการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ

กรณีหากไม่ได้รับการอนุญาตตามคำขอ ให้ทำหนังสือยื่นอุทธรณ์ต่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา 

หน้าที่ของสำนักงานฯ

  •     พิจารณารายละเอียดความครบถ้วนถูกต้องตามรายะเอียดประกอบคำขออนุญาต
  •     เสนอคำขออนุญาตจัดการศึกษาให้คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาโดยเร็ว และแจ้งผลการพิจารณาแก่ครอบครัวที่ยื่นขออนุญาตภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขออนุญาตจัดการศึกษา
  •     กรณีคำขอไม่ได้รับการอนุญาต ให้แจ้งสิทธิ์ วิธีปฏิบัติ และอำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวในการยื่นอุทธรณ์ พร้อมทั้งติดตามและแจ้งผลการพิจารณาการอุทธรณ์แก่ครอบครัวทันทีที่ทราบผล

—————————————————————————–

การจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล

 หน้าที่ของครอบครัว

  •     ดำเนินการจัดการศึกษาเรียนรู้ไปตามแผนการศึกษาของครอบครัว
  •     ดำเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามหลักเกณฑ์และวิธีการวัดผลและประเมินผลของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่อาจมีการปรับจุดเน้นของสาระและปรับใช้มาตรฐานการเรียนรู้ได้ตามพัฒนาการของตัวผู้เรียน
  •     จัดทำรายงานการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนและสภาพปัญหาที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาตามที่สำนักงานฯ กำหนด อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
  •     ปรับปรุงการจัดการศึกษาภายในระยะเวลาที่กำหนด หากได้รับคำแนะนำให้ดำเนินการปรับปรุงจากทางสำนักงานฯ
  •     กรณีถูกสั่งให้เลิกจัดการศึกษา โดยที่เห็นว่าเป็นการริดรอนสิทธิ์อย่างไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม ครอบครัวสามารถดำเนินการอุทธรณ์หรือฟ้องร้องตามกระบวนการทางกฎหมาย

หน้าที่ของสำนักงานฯ

  •     จัดให้มีการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ในกรณีผู้เรียนไม่ผ่านการวัดผลและประเมินผลดังกล่าว ให้แจ้งให้ครอบครัวจัดให้มีการเรียนซ่อมเสริมแก่ผู้เรียน และจัดให้มีการวัดผลและประเมินผลใหม่ภายในระยะเวลาที่กำหนด
  •     กรณีที่เห็นว่าครอบครัวไม่จัดการศึกษาตามแผนการจัดการศึกษาที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ ให้แนะนำให้ครอบครัวนั้นปรับปรุงการจัดการศึกษาภายในระยะเวลาที่กำหนด หากครอบครัวไม่ดำเนินการให้เสนอต่อคณะกรรรมการเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อพิจารณาให้ครอบครัวนั้นเลิกจัดการศึกษา และร่วมกับครอบครัวในการจัดหาสถานที่เรียนใหม่ให้กับผู้เรียน
  •     แนวคิดสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงในการดำเนินการเกี่ยวกับวัดผลและประเมินผลการศึกษาโดยครอบครัว ได้แก่
  1.  เนื่องจากการศึกษาโดยครอบครัวเป็นการศึกษาของผู้เรียนเป็นรายบุคคล มีพัฒนาการไปตามธรรมชาติและศักยภาพของตัวผู้เรียน ในการวัดและประเมินผลตามหลักเกณฑ์และวิธีการของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น ครอบครัวสามารถปรับจุดเน้นของสาระการเรียนรู้ และปรับใช้มาตรฐานการเรียนรู้ได้ตามความเหมาะสมของตัวผู้เรียน ศักยภาพที่เป็นจุดเด่นอาจไปได้เร็วกว่าเกณฑ์ปกติ ในขณะที่บางเรื่องบางสาระที่ไม่ถนัดอาจต้องการเวลาในการพัฒนามากกว่าเกณฑ์ปกติเช่นกัน ในการวัดผลและประเมินผลจึงต้องมีการยืดหยุ่นไปตามสภาพที่เป็นจริง อย่างมุ่งให้เห็นในทางพัฒนาการของตัวผู้เรียน ไม่ใช่การยึดตามสาระและมาตรฐานของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างตายตัว
  2. ใช้วิธีการวัดและประเมินผลให้ถูกต้องตามหลักการ “การประเมินผลตามสภาพจริง” (Authentic Assessment) เพื่อให้ผู้เรียนได้รู้ทิศทางพัฒนาตนให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป (ไม่ใช่การประเมินผลอย่างเป็นการตัดสินได้-ตก ผ่าน-ไม่ผ่าน ซึ่งเป็นความผิดพลาดสำคัญที่จะต้องแก้ไขของการวัดผลประเมินผลในระบบการศึกษาที่ผ่านมา) เครื่องมือและวิธีการที่ใช้ในการวัดผลประเมินผลจึงจะต้องมีความหลากหลาย ให้สามารถรู้ถึงพัฒนาการในทุกๆ ด้าน ไม่ใช้แต่เพียงข้อสอบหรือแบบทดสอบ และหลักฐานที่ใช้แสดงร่องรอยของการเรียนรู้ตามหลักการประเมินตามสภาพจริงจะได้แก่หลักฐานประเภท สมุดบันทึกการจัดการเรียนรู้ของพ่อแม่ สมุดบันทึกของผู้เรียน สมุดภาพ แฟ้มสะสมงาน รายงานการจัดทำโครงงาน เป็นต้น รวมทั้งข้อค้นพบจากการสังเกตลูกอย่างใกล้ชิดของพ่อแม่ ก็มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการบอกถึงพัฒนาการของตัวเด็ก

**ตัวอย่างโครงสร้างหัวข้อ ที่ควรระบุไว้ใน “รายงานการการดำเนินงานจัดการศึกษาของครอบครัว”

  1. ข้อมูลพื้นฐานของครอบครัว ข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน
  2. สรุปการดำเนินงาน ตามแนวทางการจัดสาระการเรียนรู้ แนวทางการจัดกระบวนการ/กิจกรรมการเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมินผล
  3. สรุปผลของการดำเนินงาน พัฒนาการของผู้เรียนในด้านต่างๆ
  4. จุดเด่น/ความสำเร็จที่สำคัญของการจัดการศึกษา
  5. ปัญหาอุปสรรค/จุดที่ควรพัฒนา
  6. เป้าหมาย/มาตรฐานการเรียนรู้ และแนวทางการจัดการเรียนรู้ในปีต่อไป
  7. หลักฐานที่แสดงร่องรอยและพัฒนาการในการเรียนรู้ของผู้เรียน

 —————————————————————————————————-

การรับรองผลสำเร็จของการศึกษา

หน้าที่ของสำนักงาน

  •   พิจารณาผลการผ่านช่วงชั้น และการจบการศึกษาตามระดับการศึกษาของการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  •   ออกหนังสือรับรอง/หลักฐานการจบการศึกษาแก่ผู้เรียน โดยผู้สำเร็จการศึกษาจากการศึกษาโดยครอบครัวนี้ มีศักดิ์และสิทธิ์เช่นเดียวกับผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนทุกประการ
  •   ผู้เรียนสามารถใช้หลักฐานการสำเร็จการศึกษาดังกล่าว เป็นหลักฐานการสมัครงานหรือเข้าศึกษาต่อในระบบในระดับที่สูงขึ้นไปได้ แต่หากเป็นการกลับเข้าศึกษาในโรงเรียนกลางคันในขณะกำลังศึกษาอยู่ในช่วงชั้นใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับการรับรองผลการศึกษาของช่วงชั้นนั้น ให้มีการนำผลการเรียนรู้ที่ผ่านมาของผู้เรียนมาเทียบโอนเพื่อการจัดเข้าชั้นเรียนใหม่ ตามระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

Post By: กฤดาภรณ์ แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

 

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว พ.ศ.2547

แสดงความเห็นแล้วใน 11/10/2012. Filed under: + ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 02.ศูนย์การเรียน | ป้ายกำกับ:, , , , , , , , , |


กฎกระทรวง ว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว พ.ศ. ๒๕๔๗

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ในกฎกระทรวงนี้

“จัดการศึกษา” หมายความว่า การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวแก่ผู้เรียน

“ครอบครัว” หมายความว่า บิดามารดา หรือบิดาหรือมารดาซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือผู้ปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

“ผู้จัดการศึกษา” หมายความว่า บุคคลในครอบครัวหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากครอบครัวนั้นให้จัดการศึกษา

“ผู้เรียน” หมายความว่า บุตรหรือบุคคลผู้อยู่ในปกครองของคอรบครัว

“สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ครอบครัวมีภูมิลำเนา

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา

ข้อ ๒ ให้ครอบครัวซึ่งประสงค์จะจัดการศึกษายื่นคำขออนุญาตจัดการศึกษาต่อสำนักงาน

คำขออนุญาตตามวรรคหนึ่ง ต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อ ชื่อสกุลของครอบครัว

(๒) ชื่อ ชื่อสกุลของผู้เรียน

(๓) สำเนาหรือภาพถ่ายทะเบียนของครอบครัวและผู้เรียน

(๔) ที่ตั้งและแผนผังสถานที่ซึ่งใช้จัดการศึกษา

(๕) สำเนาหลักฐานวุฒิการศึกษา ไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าของผู้จัดการศึกษา เว้นแต่ผู้จัดการศึกษาผ่านการประเมินโดยสำนักงานว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ในการจัดการศึกษา

(๖) ระดับและประเภทการจัดการศึกษา

(๗) แผนการจัดการศึกษาที่ครอบครัวและสำนักงานร่วมกันกำหนดตามความมุ่งหมาย หลักการ และแนวทางการจัดการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ

ข้อ ๓ ให้สำนักงานเสนอคำขออนุญาตจัดการศึกษาให้คณะกรรมการพิจารณาโดยเร็วและแจ้งผลการพิจารณาคำขออนุญาตจัดการศึกษาแก่ครอบครัวที่ยื่นคำขออนุญาตภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขออนุญาตจัดการศึกษาตามข้อ ๒

ข้อ ๔ ในกรณีที่สำนักงานเห็นว่า ครอบครัวที่ได้รับอนุญาตจัดการศึกษาใด ไม่จัดการศึกษาตามแผนการจัดการศึกษาตามข้อ ๒ (๗) ให้สำนักงานแนะนำให้ครอบครัวนั้นปรับปรุงการจัดการศึกษาภายในระยะเวลาที่กำหนด หากครอบครัวดังกล่าวไม่ดำเนินการตามคำแนะนำ ให้สำนักงานเสนอต่อคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาให้ครอบครัวนั้นเลิกจัดการศึกษา

ข้อ ๕ ให้ครอบครัวดำเนินการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามหลักเกณฑ์และวิธีการวัดผลประเมินผลของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และจัดทำรายงานการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมทั้งการจัดการเรียนการสอน และสภาพปัญหาที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาตามที่สำนักงานกำหนดอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

ข้อ ๖ ให้สำนักงานจัดให้มีการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

ในกรณีผู้เรียนไม่ผ่านการวัดและประเมินผลตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานแจ้งให้ครอบครัวจัดให้มีการเรียนซ่อมเสริมแก่ผู้เรียนนั้น และจัดให้มีการวัดผลและประเมินผลใหม่ภายในระยะเวลาที่สำนักงานกำหนด

ข้อ ๗ ให้สำนักงานออกหนังสือรับรองหรือหลักฐานการจบการศึกษาแก่ผู้เรียนที่ผ่านการวัดผลและประเมินผลตามข้อ ๖

ข้อ ๘ การเลิกการจัดการศึกษาโดยครอบครัวอาจมีได้ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) สำนักงานมีคำสั่งให้เลิกจัดการศึกษาตามคำขอของครอบครัว

(๒) คณะกรรมการมีมติให้เลิกจัดการศึกษาตามข้อ ๔

 

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

อดิศัย โพธารามิก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

 

คลิกที่นี่เพื่อดาวน์โหลดเอกสาร>>>กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว พ.ศ. ๒๕๔๗

 

Post By: กฤดาภรณ์ แม่น้องปัญปัน (homeschool2u) โฮมสคูล-ทู-ยู

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

แผนการสอน-แผนการจัดการเรียนรู้ : ดาวน์โหลดฟรีที่เว็บฯ true ปลูกปัญญาค่ะ

แสดงความเห็นแล้วใน 11/10/2012. Filed under: 03.แผนการจัดการศึกษา/แผนการสอน/แบบฟอร์ม/รายงาน/ประเมินผล | ป้ายกำกับ:, , |


เป็นแผนการสอนรายคาบ/รายสัปดาห์ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องอิงหลักสูตรแกนกลาง ’51 และจดทะเบียนกับเขตพื้นที่ สามารถเอามาประยุกต์ใช้ได้นะคะ

ควรดูคู่กับหลักสูตรและแผนการจัดการศึกษาโดยครอบครัวของเราเองเป็นหลัก

แล้วเอามาปรับเนื้อหา/เวลา ยืดหยุ่นได้ค่ะ (ในแผนเค้ามีระบุมาตรฐาน/ตัวชี้วัดเอาไว้ด้วย)

เวลามีเจ้าหน้าที่มาประเมินผล หรือดูเอกสาร หรือ สมศ.มาประเมิน เราจะได้ไม่ไขว้เขว

(ระบบบ้านเราบ้าเอกสารค่ะ ทำจริงไม่จริงไม่รู้ เด็กได้อะไรไม่สน ขอให้ make เอกสาร ผักชีโรยหน้าเข้าไว้) ไม่ค่อยต่างอะไรกับในระบบ มีเพื่อนที่เป็นครูเคยเล่านิทานให้ฟังว่า…กาลครั้งหนึ่งไม่ช้าไม่นาน มี ร.ร.ในระบบหลาย ๆ แห่งหากถึงเวลาต้องเกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพฯ เช่น สมศ.จะมาประเมิน ช่วงนั้นเด็ก นร.แทบไม่ได้เรียน เพราะครูและผู้บริหารต้องทำเอกสาร ฯลฯ (บางที่แอบแก้คะแนน นร.) และซักซ้อมเด็ก และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา หากโดนสัมภาษณ์ ถึงขนาดเด็กเกเร ๆ ครูให้หยุดเรียนเลยล่ะ…อุ๊บส์…เล่ามากไปแล้ว เดี๋ยวงานเข้าอีกเนี่ย (คิดซะว่าเป็นนิทานสอนใจก็แล้วกันนะคะ)

ปล.จริง ๆ ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่กระทรวงศึกษาเอามาตรฐาน/ตัวชี้วัด/วิชา/หลักสูตร ฯลฯ มาเป็นกรอบบ้านเรียนเลยนะคะ แต่ไม่รู้จะทำไงได้ เพราะในชีวิตจริงมันไม่ได้มีแค่ 8 กลุ่มสาระ หรือมันไม่ต้องแยกกันขนาดนั้น (มันลำบากบ้านเรียน แต่สะดวกเจ้าหน้าที่ซะมากกว่า) คิด ๆ แล้วมันก็เหมือนเค้าให้อิสระจัดการศึกษาทางเลือก พวกเราก็ดีใจนึกว่าได้อิสระ ก็ออกตัวแรงงง แบบ งงงง แต่ก็ happy วิ่งๆๆ ไปข้างหน้า..อย่างเบิกบาน เริงร่ากับสายลมและแสงแดด ^_^ แต่ก็ต้องร้อง

จ๊ากกกส์ เมื่ออยู่ๆโซ่ที่รัดคออยู่มันตึงสุดสาย แล้วเราก็เพิ่งรู้ว่าเจ้าของแค่เปลี่ยนความยาวโซ่ให้ยาวขึ้นแค่นั้นเอง ไม่ได้ไขกุญแจปล่อยเป็นอิสระซักหน่อย ตอนนี้ก็ลุ้นแค่ว่า จะได้หลุดเป็นอิสระ ทั้งลิง และโซ่ หรือวิ่งพันหลัก..วน..รอบเสา

แล้วกลายเป็นว่า..โซ่มันรัดทั้งลิงทั้งเจ้าของจนแกะไม่ออก อ่ะน่ะ 555 เอาเป็นว่าเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัว

ตลอดจนเจ้าหน้าที่ (ดีดี) และทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับงานด้านนี้นะคะ “ถ้าเดินเรื่อยไป..ย่อมถึงจุดหมาย..ซักวัน”

ไปที่เว็บฯ http://www.trueplookpanya.com/true/lesson_plan_list.php?pageNo=1

ที่นั่นเค้ามีแผนการสอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ตัวอย่าง) 8 กลุ่มสาระ ครบทุกชั้นปี เลยค่ะ

แผนการสอน
วิชา  – ทั้งหมด – ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ภาษาต่างประเทศ  ชั้น  – ทั้งหมด – ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 ม.1 ม.2 ม.3 ม.4 ม.5 ม.6
หน้าทั้งหมด 3 หน้า
หน้าแรก    หน้าก่อนหน้า    หน้าที่    1    2    3    หน้าถัดไป    หน้าสุดท้าย
วิชา ชั้น หน่วยการเรียนรู้ แผนการสอน เข้าชม
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ครอบครัวของฉัน แผนที่ 2 เรื่อง การแจกลูกคำ 9,276 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ครอบครัวของฉัน แผนที่ 1 เรื่อง ท่องจำคำศัพท์ 6,505 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 โลกแห่งความรัก แผนที่ 4 เรื่อง กองฟืนเท่าภูเขาก็มิอาจทดแทนคุณมารดา 2,204 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 โลกแห่งความรัก แผนที่ 3 เรื่อง การเขียนเรื่องจากภาพ 10,698 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 โลกแห่งความรัก แผนที่ 2 เรื่อง ประโยคและการแต่งประโยค 5,734 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 โลกแห่งความรัก แผนที่ 1 เรื่อง ท่องจำคำศัพท์ 2,460 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 ศูนย์รวมใจ แผนที่ 5 เรื่อง นางฟ้าอยากไปโลก 1,511 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 ศูนย์รวมใจ แผนที่ 4 เรื่อง การเลือกอ่านหนังสือ 2,456 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 ศูนย์รวมใจ แผนที่ 3 เรื่อง คำที่มีอักษรนำ 8,002 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 ศูนย์รวมใจ แผนที่ 2 เรื่อง คำที่มีตัวสะกดในมาตราแม่กด 4,319 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 ศูนย์รวมใจ แผนที่ 1 เรื่อง ท่องจำคำศัพท์ 1,792 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 แดนมหัศจรรย์ แผนที่ 5 เรื่อง นิทานก่อนนอน 2,531 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 แดนมหัศจรรย์ แผนที่ 4 เรื่อง การพูดเล่าเรื่อง 2,105 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 แดนมหัศจรรย์ แผนที่ 3 เรื่อง คำที่มีตัวควบกล้ำ 10,764 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 แดนมหัศจรรย์ แผนที่ 2 เรื่อง คำที่มีตัวสะกดในมาตราแม่กม แม่เกย และแม่กบ 7,899 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 แดนมหัศจรรย์ แผนที่ 1 เรื่อง ท่องจำคำศัพท์ 1,691 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 ของดีฝีมือคนไทย แผนที่ 4 เรื่อง รักเมืองไทย 1,879 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 ของดีฝีมือคนไทย แผนที่ 3 เรื่อง การเล่าเรื่องย่อจากเรื่องที่อ่าน 2,246 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 ของดีฝีมือคนไทย แผนที่ 2 เรื่อง คำที่มีตัวสะกดในมาตราแม่เกอว และแม่กน 4,853 ครั้ง
วิชาภาษาไทย หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 ของดีฝีมือคนไทย แผนที่ 1 เรื่อง ท่องจำคำศัพท์ 1,774 ครั้ง
หน้าทั้งหมด 3 หน้า
หน้าแรก    หน้าก่อนหน้า    หน้าที่    1    2    3    หน้าถัดไป    หน้าสุดท้าย
Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

แจกฟรี : แบบฝึกหัดเตรียมอนุบาล

แสดงความเห็นแล้วใน 11/10/2012. Filed under: 10. แจกฟรีสื่อการสอน | ป้ายกำกับ: |


 

 

——-

แบบฝึกหัดเตรียมอนุบาล ฟรีดาวน์โหลด คลิกที่นี่ค่ะ>>> แบบฝึกหัดเตรียมอนุบาล

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

ทำไมการศึกษาไทยจึงพัฒนาช้า โดย ร้อยตำรวจเอกหญิง อาภรณ์ รัตน์มณี

แสดงความเห็นแล้วใน 11/10/2012. Filed under: 04. วารสาร/บทความ, 07. การศึกษา/หลักสูตรและการสอน | ป้ายกำกับ:, , , , |


 “ทำไมการศึกษาไทยจึงพัฒนาช้า”

โดย…ร้อยตำรวจเอกหญิง อาภรณ์ รัตน์มณี
อาจารย์ (สบ 1) กลุ่มงานวิชาการ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 8

ทำไมระบบการศึกษาไทยจึงพัฒนาช้า 
“การศึกษา” นับว่ามีความสำคัญมากต่อการพัฒนาบุคลากรตลอดจนไปถึงเป็นพื้นฐานของการพัฒนาส่วนอื่น ๆ ด้วย เพราะไม่ว่าจะทำการพัฒนาส่วนใดต้องเริ่มมาจากการพัฒนาคนเสียก่อน ดังนั้นการพัฒนาคนสามารถทำได้หลาย ๆ รูปแบบ อย่างที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาคนคือการให้การศึกษา ดังนั้นการพัฒนาประเทศต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาคนโดยต้องคำนึงถึงการศึกษาเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวล้ำนำโลกไปมาก การศึกษาก็ต้องพัฒนาไปให้ทันกับโลก
สำหรับการศึกษาในประเทศไทย หากดูจากสภาพที่เกิดขึ้นในสังคมหลาย ๆ ฝ่ายกำลังเข้าใจเป็นไปในแนวทางเดียวกันคือการศึกษาของไทยกำลังมีปัญหา จะเห็นได้ว่าเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจจากสังคม ซึ่งมีการทำวิจัยออกมาหลาย ๆ ครั้งที่สะท้อนถึงความล้มเหลวของการศึกษาในบ้านเรา ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนไทยเปรียบเสมือนสายพานความป่วยไข้ทางสังคมที่สะท้อนถึงปรากฏการณ์ความอ่อนแอของทุกภาคส่วน ทั้งสถาบันครอบครัวอ่อนแอ พื้นที่อบายมุขขาดการควบคุม อันเป็นปฐมเหตุของปัญหาพฤติกรรมเด็กและเยาวชน ไม่ว่าเป็นปัญหาติดห้าง เที่ยวกลางคืน กินเหล้า สูบบุหรี่ และมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร อันจะนำไปสู่ผลกระทบกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามมาอย่างมากมาย
เคยมีการสัมมนาเรื่อง “แนวทางการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมและค่านิยมทางสังคมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาในปัจจุบัน” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง รศ.ดร.โภคิน พลกุล ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ปัญหาพฤติกรรมและค่านิยมทางสังคมที่ผิดของวัยรุ่นไทยในปัจจุบันมีความรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤติทางสังคม ซึ่งปัญหาอันดับหนึ่งคือ ยาเสพติด รองลงมาคือการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรโดยเฉลี่ยจะมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกอายุ 16 ปี เป็นที่มาของการทำแท้ง การทอดทิ้งเด็ก เด็กถูกทำร้าย การติดเชื้อเอดส์ และการขายบริการทางเพศ นอกจากนี้ยังมีปัญหาอุบัติเหตุจากความมึนเมา คึกคะนอง ท้าทายกฎระเบียบ ส่วนปัญหาที่กำลังมีแนวโน้มขยายตัวและรุนแรงในวัยรุ่นคือ การทำร้ายผู้อื่นและทำร้ายตนเอง โดยการคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่มาจากความอ่อนแอของสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนาและชุมชน รวมถึงสื่อโดยเฉพาะโทรทัศน์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันและรีบแก้ไขปัญหาวัยรุ่น
ผลจากการติดตามการปฏิรูปการศึกษาในรอบ 6 ปี หลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยประเมินจากคุณภาพภายนอกสถานศึกษา 17,562 แห่งทั่วประเทศ คิดเป็นร้อยละ 49.1 ของโรงเรียนทั้งหมด พบว่า การจัดการเรียนการสอนของครูยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ยังมีคุณภาพอยู่ในระดับร้อยละ 39.2 การจัดกิจกรรมที่กระตุ้นผู้เรียนให้รู้จักคิด วิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาและตัดสินใจ มีคุณภาพอยู่ระดับ ร้อยละ 13.5 และครูสามารถนำผลการประเมินมาปรับการเรียนและเปลี่ยนการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพเพียงร้อยละ 21.6 ของสถานศึกษาทั้งหมด การประเมินคุณภาพทางด้านผู้เรียนพบว่า ยังมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนระดับต่ำมากในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีวิจารณญาณและความคิดสร้างสรรค์ มีคุณภาพระดับดีเพียงร้อยละ 11.1 และการมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง มีคุณภาพดีเพียงร้อยละ 26.5 ของสถานศึกษาทั้งหมด ส่วนผลการประเมินของผู้ตรวจราชการ พบว่า โครงสร้างการบริหารการศึกษาในส่วนกลาง ยังขาดการประสานเชื่อมโยงนโยบายและยุทธศาสตร์ ส่วนภูมิภาคพบว่าผู้แทนกระทรวงในจังหวัดยังไม่ชัดเจน การกระจายอำนาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย ที่สำคัญครูจำนวนมากยังสอนแบบเดิม ขาดความรู้ในเนื้อหาวิชาและทักษะการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะครูในโรงเรียนขนาดเล็กขาดโอกาสพัฒนามาก เพราะไม่สามารถทิ้งห้องเรียนได้ การติดตามผลยังไม่เข้มแข็ง ไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ทางการศึกษา

สาเหตุที่ทำให้การศึกษาของไทยพัฒนาช้า วิเคราะห์ได้ดังนี้
1. ระดับนโยบาย 
ในเรื่องเกี่ยวกับนโยบาย ซึ่งเป็นระดับประเทศ จะเห็นได้ว่า รัฐบาลหลายยุคยังให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาในระดับรองเมื่อเทียบกับปัญหาด้านอื่นๆ ความจริงแล้วเรื่องการศึกษาถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญและเร่งด่วนของประเทศ ซึ่งมีข้อที่น่าสังเกตว่าผู้ที่จะมารับผิดชอบกำกับดูแลการศึกษาของชาติกลับกลายเป็นว่าไม่ได้เป็นบุคคลที่มีความรู้มีความเข้าใจงานด้านการศึกษา หรือมีความรู้และประสบการณ์ทางด้านการศึกษาไม่มากนัก กล่าวคืออาจมีความรู้และประสบการณ์ในวิชาชีพอื่น แต่เมื่อมารับผิดชอบงานทางด้านการศึกษากลับไม่สามารถกำกับดูแล และกำหนดนโยบายด้านการศึกษาให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย และนโยบายการศึกษาของชาติได้ ดังนั้น จึงส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปการศึกษาและแนวทางการปฏิบัติกับบุคลากรทางการศึกษา ทั้งๆที่ในวงการศึกษามีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอย่างมากมาย

2. ระดับผู้ปฏิบัติ
ในระดับผู้ปฏิบัติอันดับแรกก็ต้องนึกถึงครู ผู้ให้ความรู้ ประสิทธิประสาทวิชา เป็นผู้ถ่ายทอดให้กับนักเรียน สำหรับประเทศไทยจะเห็นได้ว่าในอดีตนั้นอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีความสำคัญ มีเกียรติ ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็นได้จากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะที่จบออกมาเป็นครูนั้น นักเรียนจะให้ความสำคัญน้อย เลือกเป็นอันดับท้าย ๆ หรือสอบเข้าอะไรไม่ได้จึงต้องไปเรียนครู ได้ยินคนในสังคมกล่าวกันอย่างนั้น ทำให้ผู้ที่ต้องการเข้ามาเพื่อเป็นครูจริง ๆ มีน้อยลงทุกวัน เมื่อไม่มีจิตวิญญาณในการเป็นครูแล้ว การจะสอนให้ได้ประสิทธิภาพดีก็น้อยลงตามความสำคัญ จะทำอย่างไรให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพครูและต้องการเป็นครู เลือกคณะครูเป็นอันดับแรก ๆ และสิ่งที่ตอกย้ำลงไปอีกคือครูจำนวนไม่น้อยเป็นผู้ที่มีหนี้สินมาก เนื่องมาจากค่าตอบแทนจากอาชีพการเป็นครูน้อย ไม่เพียงพอต่อการครองชีพกับสังคมปัจจุบัน ทำให้ครูส่วนหนึ่งสนใจที่จะหารายได้เลี้ยงครอบครัวมากกว่าการสอนหนังสือ เช่นการสอนพิเศษ ตั้งใจทำอาชีพเสริมมากกว่า ไม่เพียงเท่านั้น ครูที่เป็นครูด้วยจิตวิญญาณที่เหลืออยู่น้อยแล้ว ยังมีเรื่องของการประเมินผล ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพโดยเฉพาะการเลื่อนวิทยฐานะไม่ได้วัดจากความสำเร็จของนักเรียน แต่วัดจากผลงานทางวิชาการ ดังนั้นครูบางส่วนจึงสนใจที่จะทำผลงานทางวิชาการมากกว่าการสอนเพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้จริง ๆ ครูจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การศึกษาไทยพัฒนาได้ช้า

3. ระบบการศึกษาของไทย
การศึกษาของประเทศไทยเริ่มต้นมาจากวัฒนธรรมของคนไทยที่ได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่โบราณให้เคารพเชื่อฟังครูบาอาจารย์ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีวันไหว้ครู ดังนั้นครูสมัยก่อนจะดุและนักเรียนจะเชื่อฟังมาก นักเรียนจะกลัว ไม่กล้าถาม ไม่กล้าตอบ ทำให้ปลูกฝังมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นระบบที่ฟังจากครูอย่างเดียว ไม่กล้าคิด ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ไม่เป็น การศึกษาไทยเป็นระบบป้อนเข้าอย่างเดียว ไม่มีการแลกเปลี่ยนกัน หรือมีก็น้อยมาก มีการสนใจใฝ่หาความรู้ด้วยตนเองน้อย ทำให้เด็กคิดไม่เป็น วิเคราะห์ไม่เป็น ยิ่งมีการเน้นย้ำด้วยการสอบโดยอาศัยความจำเป็นหลักนักเรียนก็จะท่องจำอย่างเดียว ที่ซ้ำร้ายกว่านั้น สังคมปลูกฝังให้นักเรียนต้องเป็นคนเก่ง ซึ่งนักเรียน ก็จะแข่งกันโดยไม่คิดถึงเรื่องอื่น ๆ เมื่อผิดหวังรุนแรงก็ไม่สามารถแก่ปัญหาตนเองได้ เหล่านี้เป็นต้น แต่ก็เห็นว่าในปัจจุบันจะได้พัฒนาและเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนแล้ว เด็กกล้าคิด กล้าทำมากขึ้น ก็นับว่าเป็นจุดที่ดีที่จะพัฒนาให้ทัดเทียมประเทศอื่นต่อไป

นอกจากนั้นการเรียนการสอนในโรงเรียนก็ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน เครื่องมืออุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอนก็แตกต่างกันมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐบาลด้วยกัน หรือโรงเรียนเอกชน ต่างจังหวัดนั้นไม่มีอุปกรณ์สื่อการสอนเลยในขณะที่กรุงเทพฯ มีมากมาย ทำให้เด็กมีมาตรฐานไม่เหมือนกันอยู่แล้ว และนำเกณฑ์เดียวกันมาวัดทำให้เกิดความล้มเหลวทางการศึกษา และในโรงเรียนก็ไม่ได้สอนเต็มที่เพราะต้องการให้นักเรียนมาเรียนพิเศษอันนำมาซึ่งรายได้เพิ่ม สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาช้าของระบบการศึกษาอีกอย่างหนึ่งคือสถาบันกวดวิชา จะเห็นได้ว่าเป็นที่น่าสนใจมาก มีผู้เรียนเยอะเสียค่าเล่าเรียนแพงมาก แต่ธุรกิจพวกนี้ก็ยังอยู่ได้ แสดงว่ามีคนเรียนมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าหากมีการสอนที่ดีในโรงเรียนแล้วเด็กก็จะไม่ต้องมาเรียนพิเศษมากมายขนาดนั้น

       บทสรุป
จากปัญหาที่กล่าวมาในข้างต้น มีทั้งสาเหตุหลักและสาเหตุรองหลายประการที่ทำให้การพัฒนาการศึกษาของไทยยังไปไม่ถึงไหน พัฒนาได้ช้า แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนเห็นว่ายังไม่สายเกินไปที่จะผ่าตัดการศึกษาของไทยให้ดีขึ้น ทั้งนี้การแก้ปัญหาการศึกษาบุคลากรที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือร่วมใจกันทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่ผู้ที่จะมากำกับดูแลงานทางด้านการศึกษา รัฐบาลจะต้องแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ทางด้านการศึกษาจริงๆ มารับผิดชอบ นอกจากนั้นการกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนจะต้องกำหนดให้มีหัวข้อวิชาคุณธรรม จริยธรรมไว้ในทุกหลังสูตรทุกระดับ จะต้องเพิ่มขวัญและกำลังใจให้กับครู การเลื่อนวิทยฐานะของครูต้องมีความเหมาะสมและเป็นธรรม และที่สำคัญในส่วนของผู้ปกครอง สื่อมวลชน สถาบันทางศาสนา ต้องแสดงบทบาทและหน้าที่ในการมีส่วนรวมกับการพัฒนาการศึกษาได้ด้วย หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาตระหนักถึงความสำคัญในบทบาทและหน้าที่และร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจัง ผู้เขียนเชื่อว่าการศึกษาของไทยจะพัฒนาได้อย่างไม่ช้าเหมือนที่ผ่านมา

แหล่งที่มา :   ร้อยตำรวจเอกหญิง อาภรณ์ รัตน์มณี

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

6 ขั้นตอนสอนได้ทุกสิ่ง โดย ครูแก้วตา ไทรงาม

แสดงความเห็นแล้วใน 11/10/2012. Filed under: 04. วารสาร/บทความ, 07. การศึกษา/หลักสูตรและการสอน | ป้ายกำกับ:, |


นำมาประยุกต์ใช้ในการสอนลูกได้นะคะ:)

บทความนี้ได้ปรับปรุงจากหนังสือเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งชื่อ The Learning Revolution ของ Jeanette Vos และ Gordon Dryden หนังสือนี้เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง เฉพาะการพิมพ์ครั้งแรกก็สามารถขายในประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ถึง 10 ล้านเล่ม และอีก 7 ล้าน 5 แสนเล่ม ในประเทศจีน ซึ่งเป็นยอดขายเพียง 25 สัปดาห์ เท่านั้น

ขั้นตอนการสอน 6 ขั้นในบทความนี้ ได้แก่
1. สภาพที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับการสอน
·       จัดสภาพแวดล้อมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
·       ทั้งครูและนักเรียนต้องมีอารมณ์ดีที่จะสอนและเรียนรู้ร่วมกัน
·       ตกลงใจว่าจะสอนอะไร จะพอแค่ไหน และจะมุ่งเน้นอะไร
·       ตั้งเป้าและกำหนดผลจากการสอนไว้ล่วงหน้า
·       มองภาพเป้าหมายให้ชัดเจน
·       ถือข้อผิดพลาดเป็นครู
·       ชี้แจงขอบเขตของเรื่องที่จะสอนให้ผู้เรียนทราบ

2. การนำเสนอถูกต้อง
·       ทำให้เห็นภาพรวมเป็นอันดับแรก รวมถึงการสำรวจในพื้นที่ด้วย
·       ใช้รูปแบบการเรียนรู้และปฏิภาณไหวพริบ เชาวน์ปัญญาทุกอย่างที่มี
·       เขียน Mind Map จากภาพที่เข้าใจ

3. คิดเกี่ยวกับเรื่องที่จะสอน
·       คิดอย่างสร้างสรรค์
·       คิดในเชิงวิจารณ์ให้ได้ทั้งสังกัปหรือความคิดรวบยอด การวิเคราะห์และผลกระทบ
·       แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
·       ใช้เทคนิคการจำให้ล้ำลึก เพื่อเป็นคลังข้อมูลที่ถาวร
·       คิดทบทวนความคิดของตนเอง

4. กระตุ้นให้ดึงออกมา
·       รู้เรื่องราว สื่อที่จะสอน และสามารถดึงออกมาจากคลังที่เก็บสะสมไว้ได้
·       ใช้เกมส์ บทละครขบขันสั้นๆ การอภิปราย ละคร รวมตลอดถึงวิธีการเรียนรู้ทุกรูปแบบ และเชาวน์ปัญญาทั้งเจ็ด

5. นำมาประยุกต์
·       ใช้ประโยชน์จากเรื่องที่สอน
·       นำไปปฏิบัติจริง
·       ทำ Mind Map
·       นำเรื่องที่จะสอนมาหลอมรวมกับสิ่งที่รู้อยู่แล้ว

6. ทบทวนและประเมินผล
·       ทบทวนและประเมินผล
·       รู้ว่าผู้เรียนรู้อะไรมาแล้ว
·       ประเมินผลจากผู้เกี่ยวข้อง ทั้งครู เพื่อนสนิทและตัวเอง
·       ขณะที่ดำเนินการสอนต้องคอยทบทวนไปด้วย

บทความนี้แปลจาก
http://www.teachingexpertise.com/articles/steps-teach-anything-647 (January: 16, 2007)

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

รายงานวิชาปัญหาพิเศษ เรื่อง “Home School (บ้านเรียน)” โดย คุณบุษบา ใจสร้างสรร (ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.homeschoolnetwork.org มากๆนะคะ:)

แสดงความเห็นแล้วใน 11/10/2012. Filed under: 03.แผนการจัดการศึกษา/แผนการสอน/แบบฟอร์ม/รายงาน/ประเมินผล, 05. งานวิจัย/หนังสือ/เอกสาร, 07. การศึกษา/หลักสูตรและการสอน | ป้ายกำกับ:, , , , , , |


 

รายละเอียด :

รายงานวิชาปัญหาพิเศษ เรื่อง “Home School (บ้านเรียน)”

ที่มา: http://www.homeschoolnetwork.org วันที่: 10-10-2555 ผู้เขียน: TEE

ปีการศึกษาที่ผ่านมีนักศึกษา คณะสังคมศาสตร์ ภาควิชาจิตวิทยา สาขาวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ ม.เกษตรศาสตร์ มาขอแผนการจัดการศึกษา ขณะนี้โครงงานวิจัยเสร็จสิ้นตัดเกรดเรียบร้อยแล้ว (เค้าว่าเกรด A แหนะ) จึงได้ขอเอกสารจากนักศึกษาท่านนี้มาลงบนเว็บไซต์

ผมได้ทดลองอ่านรายละเอียดดูแบบคร่าวๆ แล้ว มีสาระสำคัญ จำแนก ปัญหา อุปสรรค วิธีการ ตัวอย่างการเขียนแผนการศึกษา ตัวอย่างการจัดการศึกษา กรณีศึกษา รวบรวมบทสัมภาษณ์ ไว้ได้อย่างน่าสนใจ และเป็นข้อมูลที่ทันสมัยที่สุดจนถึงปี 2555 นี้ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ยังไม่รู้จะเริ่มอย่างไร สามารถเริ่มต้นไปกับโครงงานวิจัยฉบับนี้ได้ทันทีด้วยเนื้อหา 157 หน้า อ่านจบเริ่มต้นได้เลย แทบจะสิ้นข้อสงสัยกันไปเลยทีเดียว :)

ดาวน์โหลดเอกสาร pdf. คลิกที่นี่ค่ะ >>>Home School Thesis ปัญหาพิเศษ

ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก : คุณ TEE จาก HOMESCHOOLNETWORK.ORG’S SOCIAL

ที่มา : http://www.homeschoolnetwork.org/content/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87-Home-School-%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99.html

 

Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

Liked it here?
Why not try sites on the blogroll...

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 25 other followers

%d bloggers like this: